ห่างจากหมู่บ้านซานเป่ยประมาณห้าลี้ ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างถูกโค่นลงจนกลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ชาวบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสำนักศึกษามาเกือบสองสัปดาห์ ทุกคนรีบเร่งให้เสร็จก่อนจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรในสารทฤดู
โรงหมอฮุ่ยหลิงถูกเปิดให้บริการมาเกือบสัปดาห์ ชางหลานกับชางคุนสองพี่น้องต่างย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือนด้านหลังของโรงหมอ ครั้งแรกที่สองพี่น้องรู้ว่าต้องอาศัยอยู่ในเรือนงดงามราวกับที่พำนักของเทพเซียนต่างคิดว่าพวกตนฝันไป
สองพี่น้องที่ไม่มีความชำนาญในเรื่องสมุนไพรและการทำบัญชีกำลังฝึกงานกับคนที่ฉีอ๋องส่งมาช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง
ท่านอาจารย์สวีรักษาคนป่วยจนแทบไม่มีเวลาพัก จ้าวลู่ชิงจึงมีความคิดว่าอยากหาหมอสักคนมาช่วย ทว่าอาจารย์มีนางเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวทำให้การหาท่านหมอที่ไว้ใจได้มาช่วยงานมันช่างยากลำบากเสียจริง
นางอยากให้มู่เจียมาคารวะเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ทว่าเด็กคนนั้นยังอายุน้อยเกินไป การที่สตรีอายุน้อยจะเข้ามาเรียนรู้ในตำบลทุกวันมิใช่เรื่องง่าย การรับศิษย์จึงพับเก็บเอาไว้ก่อน
สมุนไพรถูกจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการค้นหา กล่าวไปจะหาว่านางโอ้อวด โรงหมอในตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ใหญ่เทียบเท่ากับโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดในฉางอัน
สมุนไพรที่ว่าหายากโรงหมอฮุ่ยหลิงมีเกือบทุกชนิด ชาวบ้านในระแวกตำบลหลงซีและตำบลใกล้เคียงรู้ว่าที่นี่รับซื้อสมุนไพรในราคายุติธรรมก็แห่แหนกันนำมาขายให้จนเป็นที่อิจฉาของโรงหมอเก่าแก่ในเมือง
มิต้องกลัวว่าโรงหมอของนางจะรับซื้อสมุนไพรมากจนล้น ทุกวันสมุนไพรจะถูกขายออกไปจนทำเงินให้กับโรงหมอมหาศาล บางครั้งมีพ่อค้าต่างถิ่นมาเหมาสมุนไพรในโรงหมอไปจนเกือบหมด
กิจการของครอบครัวนางกำลังรุ่งเรือง ภัตตาคารแต่ละสาขาเพียงสัปดาห์เดียวก็ทำกำไรให้ครอบครัวนางอู้ฟู่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขอทานน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่บริเวณหน้าโรงหมอต่างถูกจ้าวลู่ชิงซื้อตัวให้คอยจับตามองผู้ไม่หวังดี และคอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวในตัวเมืองให้นางทราบ
พอนางเดินผ่านทุกคนต่างลอบพยักหน้าทักทาย เพียงเท่านี้นางก็สามารถรู้ความเคลื่อนไหวในเมือง นางอยากเปลี่ยนตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ให้กลายเป็นตำบลขนาดใหญ่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองจนผู้คนต้องแห่แหนมาทำการค้า
“คุณหนูขอรับ” ขอทานน้อยเรียกเสียงแผ่วเบา
จ้าวลู่ชิงที่แต่งกายเป็นสตรีไม่ปิดบังตัวตนอีกต่อไปหลบเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ตามเสียงรียก
“เจ้ามีข่าวอันใด”
“ข้าได้ข่าวว่าร้านค้าข้าวทางทิศตะวันออกอยากขายกิจการขอรับ”
“ร้านใหญ่หรือไม่”
“ใหญ่ขอรับ”
“เหตุใดถึงได้ขายกิจการ”
“พวกเขาต้องนำเงินไปติดสินบนซื้อตำแหน่งให้แก่บุตรชาย” ขอทานน้อยกระซิบเสียงแผ่วเบากลัวว่าผู้อื่นจะได้ยิน
จ้าวลู่ชิงพยักหน้าชื่นชมหน่วยข่าวกรองของนาง “ขอบใจเจ้ามาก” ยื่นถุงเงินใบเล็กให้เป็นรางวัลสำหรับข่าวในครั้งนี้
“มิเป็นไรขอรับ ขอให้คุณหนูได้กิจการมาครอบครอง เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจนไม่มีที่เก็บเงินทอง” ขอทานน้อยที่อายุเพียงสิบกว่าปีกล่าวเยินยอจนจ้าวลู่ชิงปากกระตุก
นางโบกมือก่อนจะเดินไปดูร้านค้าข้าวที่กำลังต้องการจะขายกิจการเพียงลำพัง
เถ้าแก่ของร้านกำลังจะนำป้ายมาติดประกาศขายต้องหยุดมือไว้ก่อนเมื่อเห็นกูเหนียงน้อยทักท้วง
“เจ้าบอกว่าอยากซื้อกิจการของข้ารึ” เถ้าแก่สูงวัยถามด้วยใบหน้าไม่ค่อยเชื่อถือ
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าอยากซื้อกิจการของท่าน”
แม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อถือสตรีอายุน้อยตรงหน้า ทว่าด้วยความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนจึงเชื้อเชิญให้นางเข้าไปนั่งเจรจากัน
จ้าวลู่ชิงเดินเข้ามาด้านในเพื่อเจรจาการซื้อขายกับเถ้าแก่เจ้าของกิจการ
“มิทราบว่าท่านจะขายร้านในราคาเท่าไหร่”
“หกพันก้วน”
จ้าวลู่ชิงมุ่นคิ้วกับจำนวนเงิน หกพันก้วนเป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อย เหตุใดถึงได้ขายแพงเยี่ยงนี้
“กูเหนียงฟังข้าก่อน ในโกดังด้านหลังมีข้าวสารอยู่สามหมื่นสือ หากเจ้าต้องการซื้อกิจการของข้าต้องซื้อข้าวพวกนั้นไปด้วย”
“สามหมื่นสือ!”
“ใช่”
จ้าวลู่ชิงคำนวณอยู่ภายในใจ ยามนี้ข้าวขายอยู่ที่จินละ 3 เหวิน ข้าว 1 สือ ประมาณ 105 จิน ข้าวสามหมื่นสือก็จะประมาณสามล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นจิน คิดเป็นเงินเก้าล้านสี่แสนห้าหมื่นเหวินหรือเก้าพันสี่ร้อยห้าสิบก้วน
หากนางตกลงซื้อถ้าขายข้าวหมดก็จะได้กำไรหลักพันก้วน แต่นางจะขายหมดได้อย่างไรนี่ก็ใกล้ถึงฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว ข้าวใหม่กำลังจะออกสู่ท้องตลาด ข้าวเก่าคงขายออกได้ยากถ้าไม่ลดราคา จ้าวลู่ชิงคิดหนัก
“กูเหนียงท่านช่วยข้าหน่อยเถิด ข้าจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ”
“ท่านพาข้าไปดูข้าวในโกดังได้หรือไม่” นางต้องเห็นสภาพข้าวก่อนถึงจะตัดสินใจได้ บุพการีทำได้ทุกอย่างเพื่อบุตรจริง ๆ ดูท่าทีร้อนรนรีบขายแล้วที่หน่วยข่าวกรองนางบอกคงเป็นความจริง
เถ้าแก่นำทางนางไปดูข้าวที่โกดังหลังร้าน จ้าวลู่ชิงเห็นเมล็ดข้าวก็ตัดสินใจซื้อ เหตุผลที่นางซื้อแน่นอนว่าเพราะทำเลของร้านที่อยู่ติดกับตลาดผู้คนสัญจรกันขวักไขว่
เงินหกพันก้วนถ้านางนำไปซื้อร้านค้าเปล่า ๆ คงได้หลายร้าน ในเมื่อเถ้าแก่ขายข้าวให้พร้อมกับร้านนางคงต้องเปิดกิจการค้าข้าว ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า ไม่รู้ว่าต้องทำวิธีใดถึงจะขายข้าวหมดก่อนผลผลิตใหม่จะออกสู่ท้องตลาด
จ้าวลู่ชิงตัดสินใจซื้อร้านพร้อมนัดกับเถ้าแก่ว่าพรุ่งนี้จะนำเงินมาให้ พอกลับถึงบ้านนางเข้าไปขอเงินกับมารดาเสียงบ่นก็ดังขึ้นไม่หยุด
“เจ้าจะซื้อข้าวทำไมกัน อีกเดือนกว่า ๆ ก็ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูกาลใหม่” จ้าวฮูหยินบ่นให้บุตรสาว
“ครอบครัวเรามีภัตตาคารหลายสาขา กว่าผลผลิตปีนี้จะได้เก็บเกี่ยวก็คงกระจายข้าวเก่าออกไปไม่น้อย” หดคอหนีความผิด ร้านนั้นเป็นทำเลทองหากไม่คว้าเอาไว้นางอาจจะเสียใจก็เป็นได้
“แม่โมโหให้เจ้านัก” ลมแทบจับกับจำนวนเงินที่ต้องลอยหายไป
แม้จะบ่นทว่านางก็เตรียมเงินให้กับบุตรสาวเพื่อไปซื้อร้าน
เช้ามารถม้าสองคันขนเงินจำนวนหกพันก้วนไปซื้อร้าน ภายในวันนั้นจ้าวลู่ชิงก็ได้ร้านค้าข้าวมาครอบครอง โฉนดในมือยังอุ่น ๆ อยู่เลย
นางกำลังมองหาว่าจะให้ผู้ใดมาเป็นผู้ดูแลร้านค้าข้าว พอนึกอยู่สักพักจึงไปที่ภัตตาคารหย่งเล่อแล้วปรึกษากับหลงจู๊จึงได้คนมาจำนวนหนึ่ง เป็นอันว่าร้านค้าข้าวนางมีคนอยู่ประจำการเรียบร้อย
ถือโฉนดกลับไปถึงบ้านมารดาค้อนให้ก่อนจะหันมาหยิบโฉนดไปเก็บไว้ในกล่อง
จ้าวลู่ชิงนั่งลูบศีรษะลูกสิงโตทั้งสองพร้อมอมยิ้มกับความร่ำรวยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน พรุ่งนี้แล้วสินะที่นางจะลงมือเก็บลูกพลับชุดแรกออกสู่ท้องตลาด
“คุณหนูเจ้าคะ เมื่อวานคุณชายรองพาต้าอวี้กับต้าจินขึ้นไปบนเขาด้วย พวกมันวิ่งไล่ขย้ำเป็ดที่คนงานปล่อยลงสระน้ำจนตายไปห้าตัว”
ซูเซียงรีบเอ่ยฟ้องวีรกรรมของสัตว์หน้าขนพออยู่กับคุณหนูพวกมันจะทำตัวเชื่องแต่พออยู่กับคนอื่นพวกมันทั้งดุร้ายทั้งซุกซน
จ้าวลู่ชิงเริ่มคิดแล้วว่าจะเอาอย่างไรกับลูกสิงโตทั้งสองดี วันข้างหน้าพวกมันโตขึ้นพื้นที่เล็ก ๆ ในบ้านคงไม่เหมาะกับพวกมัน
ปล่อยออกไปเดินเล่นข้างนอกยิ่งไม่ได้ กลัวว่าชาวบ้านจะถูกพวกมันทำร้าย หากปล่อยคืนสู่ป่าจะดีหรือไม่ เมื่อคิดไม่ตกนางจึงพับเก็บไว้ รอให้พวกมันโตกว่านี้สักหน่อยค่อยตัดสินใจ ตอนนี้พวกมันยังตัวเล็กอยู่เลย
“ข้าจะไปดูพวกเด็ก ๆ ในเรือนสมุนไพรสักหน่อย” อุ้มลูกสิงโตทั้งสองเดินไปยังเรือนสมุนไพร เด็กทั้งสี่กำลังตากสมุนไพรอย่างขยันขันแข็ง
“พวกเจ้าขยันกันเสียจริง เงินเก็บคงมีไม่น้อยแล้วสินะ” มองดูชุดที่เด็กน้อยสวมใส่ แม้จะเป็นผ้าฝ้ายหยาบทว่าไร้รอยปะชุนเหมือนแต่ก่อน
เด็กน้อยทั้งสี่หัวเราะคิกคัก
“เมื่อวันก่อนบ้านพวกเราซื้อเกวียนวัวมาใหม่เจ้าค่ะ ข้ากับพี่ชายช่วยออกเงินคนละสามร้อยเหวิน” มู่เจียรายงานด้วยน้ำเสียงสดใสที่บ้านพวกตนสามารถซื้อเกวียนวัวได้ นางและพี่ชายมีเงินเก็บอยู่พอสมควรจึงรวบรวมเงินช่วยท่านพ่อท่านแม่ซื้อเกวียน
“บ้านข้าก็ซื้อเกวียนวัวมาพร้อมกับบ้านมู่เจ้าค่ะ” ฮุ่ยเฟิงเอ่ยเสียงใส เรื่องดี ๆ เช่นนี้นางก็อยากโอ้อวดเช่นเดียวกัน
“พวกเจ้าเก่งกันมาก” จ้าวลู่ชิงกล่าวชม ยามนี้หมู่บ้านซานเป่ยเกือบทุกครอบครัวมีเกวียนวัวเป็นของตัวเอง
“เป็นเพราะพวกเราได้งานที่ดีเจ้าค่ะ”
มู่เจียเผยรอยยิ้ม ชาวบ้านต่างขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร เก็บน้ำผึ้ง เห็ดเยื่อไผ่ และของป่ามาขายให้กับพี่สาวตรงหน้า ถึงได้ลืมตาอ้าปากได้ ตอนนี้คนในหมู่บ้านซานเป่ยต่างมีฐานะดีกว่าแต่ก่อน สตรีวัยออกเรือนจากหมู่บ้านอื่นล้วนอยากแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ ส่วนสตรีในหมู่บ้านก็พยายามออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน
“เป็นเพราะพวกเจ้าขยันขันแข็งเหมือนกัน”
“ขอบคุณที่เอ่ยชมเจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงชอบเด็กช่างเจรจาพวกนี้นัก เด็กในหมู่บ้านซานเป่ยแตกต่างจากหมู่บ้านชางที่นางเคยไปพบเจอ ตั้งแต่กลับมาอาศัยอยู่บ้านเดิมของบรรพบุรุษนางยังไม่เคยเห็นเด็กในหมู่บ้านกลั่นแกล้งกันเลยสักครั้ง
เห็นเพียงพวกเขาวิ่งตามกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน บ้านใดที่มีวัวเด็ก ๆ จะชอบเกาะกลุ่มกันไปเกี่ยวหญ้า บ้างก็จูงวัวไปเลี้ยงด้วยกัน เป็นภาพที่เพลินตาเป็นอย่างมาก
จ้าวลู่ชิงเดินไปดูตะกร้าสำหรับใส่ผลไม้ที่นางจ้างชาวบ้าสานขึ้นตะกร้าจำนวนเกือบห้าร้อยใบไม่ใช่น้อย ๆ ทว่าผลไม้ในสวนของพวกนางก็มีมากเช่นเดียวกัน
“วันนี้ท่านอาจารย์ได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับมานอนที่บ้าน” หันไปถามสาวใช้
“ท่านหมอสวีบอกว่ากลับมาเจ้าค่ะ”
“อืม ท่านอาจารย์ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ” นางจัดเตรียมห้องพักที่ใหญ่สุดด้านหลังโรงหมอให้แต่ท่านอาจารย์กลับชอบเดินทางไปกลับระหว่างหมู่บ้านกับโรงหมอ นางคงต้องหาคนบังคับรถม้าและคอยดูแลท่านอาจารย์แล้วล่ะ
“เข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านกัน” ชวนสาวใช้ทั้งสองเข้าไปเดินเที่ยวเล่นในหมู่บ้าน
จ้าวลู่ชิงอุ้มลูกสิงโตเดินไปยังบ้านหนิวที่มีบุรุษเยอะกว่าสตรี
“เสี่ยวชิง วันนี้มาเดินเล่นหรือ”
หนิวซื่อเห็นดรุณีน้อยอุ้มลูกสิงโตยืนเรียกอยู่หน้าบ้านจึงรีบออกมาต้อนรับ
“ที่ข้ามาวันนี้เพราะอยากทาบทามหลานชายคนโตของท่านไปทำหน้าที่บังคับรถม้าให้กับท่านหมอสวีไปกลับระหว่างตำบลกับหมู่บ้าน”
“เจ้ารอเดี๋ยว” หนิวซื่อรีบไปเรียกหลานชายคนโตมาเจรจากับจ้าวลู่ชิง
หนิวชุนก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีเขินอาย เขาอายุพอจะมีครอบครัวได้แล้วเป็นธรรมดาที่เห็นสตรีงดงามแล้วจะเขินอาย
“ข้าอยากให้เจ้าทำหน้าที่ติดตามท่านหมอสวี คอยบังคับรถม้ารับส่งไปมาระหว่างหมู่บ้านกับโรงหมอ หากวันใดจำเป็นต้องนอนค้างอยู่ที่นั่นก็มีห้องพักสำหรับเจ้า ค่าตอบแทนข้าจะจ่ายให้เจ้าเดือนละแปดร้อยเหวิน เจ้าพอใจหรือไม่”
“พอใจ ข้าพอใจ” หนิวชุนพยักหน้าระรัวค่าแรงเดือนละแปดร้อยเหวินมิใช่น้อย ๆ ให้เขาไปบุกน้ำลุยไฟตามรับใช้ท่านหมอสวีอยู่ที่ใดก็ได้ทั้งนั้น
“เอาล่ะ พรุ่งนี้เจ้าเริ่มงานเป็นวันแรกก็แล้วกัน ท่านหมอสวีจะออกเดินทางตั้งแต่ต้นยามเฉินเจ้าอย่าไปสายล่ะ”
“ขอรับ”
จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้เดินทักทายชาวบ้าน บางครั้งก็แวะนั่งฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเล่า การเล่าเรื่องของชาวบ้านพวกนี้บางทีเล่าเก่งคนในคณะละครหุ่นเงาเสียอีก นางเลยพลอยรู้ไปด้วยว่าบ้านใดทะเลาะเบาะแว้งกัน บ้านใดกำลังจะมีงานมงคล
มาแล้วค่ะ เมื่อคืนฝนตกหนักไฟดับ เหอเปาเลยไม่ได้ลงนิยาย ตอนเย็นมาเจอกันอีกสองตอนค่ะ