ตำราแมวเหมียวพิชิตจักรวาล

    ตอนที่ 1 วันเวลาอันแสนสุขถูกทำลายลง

     โลกในปัจจุบันทันสมัยไปด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีสำคัญมากมายที่มาเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ ให้สะดวกสบายมากขึ้นกับชีวิตในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาทำให้โลกมีสีสันขึ้นมาก มันอาจเรียกได้ว่าคือยุคสมัยที่มนุษย์เฟื้องฟูไปด้วยอารยธรรมที่ก้าวหน้าอย่างยิ่งยวด  แต่ละวันของคนเรานั้นใช้ชีวิตไปกับเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วโดยที่น้อยคนนักจะสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยวัฒนธรรมของมนุษย์ แต่เมื่อสิ่งเล็กสิ่งน้อยเข้ามาในสังคมของมนุษย์โดยที่ไม่มีใครเอะใจนั่นแหละมันคือจุดเปลี่ยนสำคัญของวัฒนธรรมแบบง่ายๆจนมันสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปเสียแล้ว  ผมมีชื่อว่า ชุน เอเซรา ตอนนี้ผมก็อายุได้ยี่สิบสองแล้วผมก็เป็นคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตในโลกแห่งเทคโนโลยีแห่งนี้คนหนึ่งหลังจากที่ผมเรียนจบมาได้ผมก็ออกมาทำงานในสายงานของผมนั่นคืองานบริหารกิจการเล็กๆที่ครอบครัวทิ้งเอาไว้ให้ผม ถึงจะเรียกว่าเล็กแต่มันก็เป็นบริษัทย่อมๆที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเป็นอยู่ในปัจจุบันส่วนมากแล้วภายในนี้จะเป็นของที่มนุษย์มีใช้่ในบ้านทั่วไป   ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสำหรับดูแลบ้านเรือนโดยเฉพาะ แบ่งลักษณะงานของหุ่นยนต์จะมี งานดูแลสวน งานในครัว งานทำความสะอาดภายในบ้านภายนอกบ้าน หากจะกล่าวแบบง่ายๆมันก็คือหุ่นสารพัดประโยชน์นั่นเอง  ครอบครัวที่ทิ้งมรดกชิ้นนี้ไว้ให้ผม พวกเขาตอนนี้ก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วถึงอย่างไรผมก็ซาบซึ้งในสิ่งที่เขามอบให้ผมอยู่ดีถึงแม้ผมจะไม่ได้ต้องการมันในตอนแรกแต่จะให้มองสิ่งที่ตระกูลสร้างมันขึ้นมาพังลงกับมือก็ใช่เรื่อง   ผมเหลือตัวคนเดียวในตระกูลตอนนี้แต่ผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว ผมอาศัยอยู่กับแฟนสาวแสนสวยของผมเธอมีชื่อว่า ลิลิส เอเวอรี่ เธอทั้งสวยทั้งใจดีเรียกได้ว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากเธออายุน้อยกว่าผมแค่หนึ่งปีเท่านั้นแน่นอนว่าเธอกำลังเรียนอยู่ในปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยแล้ว   ตั้งแต่ที่ผมเจอเธอครั้งแรกก็เป็นเมื่อตอนผมอายุสิบแปดที่ตอนนั้นกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผมวาดฝันไว้ ในช่วงนั้นเธอยังเป็นแค่เด็กมัธยมปลาย ผมที่บังเอิญไปเจอเธอระหว่างที่กำลังเดินเล่นที่สวนสาธารณะที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป นั่นเป็นวันที่พวกเราได้คบกัน ด้วยอะไรก็ไม่รู้ยังไม่แม้แต่จะจีบแต่ผมก็ก้าวเท้าออกไปหาเธอที่อยู่ตัวคนเดียวแล้วสารภาพรักออกไปทันที  มันเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่สารภาพรักกับผู้หญิงสักคน แถมยังเป็นผู้หญิงที่เจอกันครั้งแรก ทำยังได้ก็ร่างกายมันขยับไปเองนี่นะ ผมก็ไม่คิดว่าที่ผมทำแบบนั้นเธอจะตกลงคบกับผมแต่ที่มันน่าเหลือเชื่อเธอตอบกลับมาว่า “ฝากตัวด้วยนะคะ คุณแฟน” เพียงเท่านั้นแหละ ผมก็ได้คบหากับเธอเป็นแฟน     หลังจากวันนั้นที่เรานั่งคุยกันแนะนำตัวกันเป็นทางการ วันต่อมาเธอขนของของเธอมาที่บ้านของผมแล้วบอกว่าเธอจะย้ายมาอยู่กับผมด้วย ผมที่เกรงว่าคนสองคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะมาอยู่ด้วยกันมันอาจผิดกฏหมายได้ แต่ผมไม่ทันได้พูดไปเธอก็พาอาหญิงของเธอที่เป็นตำรวจมาด้วยพร้อมกับบอกว่า “อยู่ด้วยกันไปเลยเดี๋ยวอารับรองให้” นั่นแหละทำไมพวกเราถึงอยู่ด้วยกันได้ตั้งแต่วันนั้นมา  พวกเราที่มาอาศัยด้วยกันพวกเราพัฒนาทั้งความสัมพันธ์กันตลอดๆ ทั้งยังช่วยกันทำงาน งานที่ว่าก็คือพัฒนากิจการครอบครัวของผมนั่นเองจนมันรุ่งเรืองในตอนนั้นเงินที่เข้ามาในบัญชีเพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ตลอดชีวิตโดยไม่ทำงานก็ยังได้  แน่นอนว่าวันเวลาแห่่งความสุขมันแสนสั้น มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันที่ฝนตกปรอยๆ ผมกับแฟนสาวสุดสวยของผมได้ออกมาเดตกันในทุกๆวันหยุดสำหรับพวกเราแล้วการเดตในแต่ละครั้งมันทั้งมีความสุขและหอมหวานในเวลาเดียวกัน อยู่ๆ ก็มีชายชุดดำสองคนก็พุ่งตัวเข้ามาล็อคตัวของผมกดลงไปที่พื้นส่วนแฟนสาวสุดสวยของผมก็ถูกชายชุดดำอีกสองคนที่อยู่อีกด้านดึงตัวไปแล้ว     “พวกแกทำบ้าอะไรกัน ปล่อยนะ ไม่กลัวกฎหมายรึยังไง” ผมพูดแล้วมองไปยังพวกมัน     “กฎหมาย? ของแบบนั้นมันใช้ได้กับแค่คนอ่อนแอแบบแกเท่านั้นแหละไอ้หนู”     “แกจะทำยังไงกับฉันก็ได้แต่แกต้องปล่อยลิลิสไป”      “ฮ่า ฮ่า พูดอะไรน่าขำเป็นบ้าเลยวะ”      “หมายความว่ายังไง?”      “คนอย่างคุณหนูลิลิสที่ทั้งสวยและสมบูรณ์แบบเนี่ยนะจะเป็นคนธรรมดา ที่คุณหนูคบกับแกบางทีฉันคงต้องถามแกมากกว่าไปทำมนต์เสน่ห์ใส่คุณหนูมาได้ยังไง”      “คุณหนูลิลิส?”                 ผมได้แต่งุนงงและมองไปยังลิลิสที่พยายามขัดขืนชายชุดดำที่ดึงตัวไปเธอมองผมด้วยแววตาที่เศร้าโศกบนใบหน้าของเธอมีน้ำตาไหลพรากออกมาพร้อมกับพึมพำเบาๆแต่ผมก็จับใจความได้ว่ามันคือการพูดคำว่า “ขอโทษนะ”       “อ้อ แกคงไม่รู้ถึงสถานะที่แท้จริงของคุณหนูละสิ จะบอกให้ก่อนความสัมพันธ์เหมือนความฝันของแกจะมลายหายไปก็แล้วกัน คุณหนูน่ะคือผู้สืบทอดตำราพิทักษ์วารีสวรรค์สิบสองวิถีหนึ่งในห้ารุ่นเยาว์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกเวทมนตร์ในตอนนี้ ส่วนแกน่ะแค่ใช้เวทมนตร์ยังทำไม่ได้แล้วมาคบกับคุณหนูได้นี่มันปาฏิหาริย์จริงๆคนแบบแกควรภูมิใจนะที่ได้ทำแบบนั้น”       คำพูดของชายคนนั้นเข้ามาในโสตประสาทของผมทั้งหมดผมได้แต่อึ้งพร้อมมองกลับไปยังลิลิสอีกครั้งทำให้เธอได้แต่พยายามหักห้ามน้ำตาเอาไว้ผมรู้ว่าเธอก็รักผมมากขนาดไหนมันไม่ใช่ว่าผมกับเธอคบกันมาแค่วันสองวันแต่หลายปีแล้วต่างหากพวกเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ผมอายุสิบแปดจนตอนนี้อายุยี่สิบสองพวกเราผ่านทุกข์สุขมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วนมีเรื่องอะไรก็พยายามหาทางแก้ไขด้วยกัน พอมาวันนี้ความลับที่ไม่ลับของเธอค่อยๆเปิดเผยต่อหน้าของผมอย่างช้าๆ    ทั้งเรื่องที่ลิลิสเป็นผู้สืบทอดตำราอะไรสักอย่าง ไหนจะเรื่องของโลกเวทมนตร์ ผมไม่เข้าใจที่ชายคนนั้นอธิบายเลยสักนิดนี่มันใช่ความจริงแน่เหรอทุกวันนี้ไม่ใช่ว่ายุคแห่งวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยเทคโลโลยีล้ำสมัยไปหมดแล้วหรอกเหรอทำไมยังเหลือความเชื่ออะไรแบบนี้อีก ในตอนนี้ผมไม่เข้าใจจริงๆ      ไม่แปลกใจเลยตอนที่เธอบอกว่า "ฉันสัญญาว่าจะไม่โกหกนายอีก" แต่ใบหน้าของเธอกลับไม่สามารถปกปิดความรู้สึกได้หมดทำให้ผมรู้ว่ามันมีอะไรแปลกๆแต่ก็ไม่คิดอะไรเพราะผมเชื่อใจเธอมาก ใช่เธอไม่เคยโกหกผมแต่ผมก็ไม่เคยถามที่มาที่ไปตระกูลของเธอเบื้องหลังเหมือนกัน เพราะผมรักตัวเธอแต่ไม่ได้รักตระกูลของเธอ ก็เท่ากับว่าพวกเราไม่ได้โกหกซึ่งกันและกัน      ถ้าจะรอให้เธอพูดออกมาบางทีผมคงต้องรอไปสักพักใหญ่ให้พวกเราเข้าใจกันมากขึ้นถึงขั้นแต่งงานกันบางทีเธออาจพูดออกมาแต่ว่าเรื่องในวันนี้มันก็ได้เกิดขึ้นมาเสียก่อน       “พอเถอะ หมาหัวเน่าแบบมันคงทำใจได้ยาก เอามันไปเถอะ”      นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้าของลิลิสและความว้าวุ่นที่เกิดขึ้นในใจของผม "หรือว่าเธอล้อเล่นกับความรู้สึกของผมกันนะ" ความคิดแบบนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าเบื้องหลังของเธอสูงส่งจริง เป็นคุณหนูตัวจริงมันก็ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเธอคบกับผมเล่นๆ แต่ว่าผมเองก็จะคิดแบบนั้นไม่ได้เหมือนกันเพราะผมรับรู้ความรู้สึกที่เธอส่งมาที่ผมตลอดที่เราอยู่ด้วยกัน       หลังจากที่ผมถูกจับแยกกับลิลิสมานั้นผมก็ถูกพาตัวมายังโรงงานร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลเข้าไปในป่าลึกห่างจากตัวเมืองพอสมควร พวกเขาพาผมมาที่นี่พร้อมกับเอากระบอกปืนจ่อไว้ที่หัวของผม        “ในเมื่อผมไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ก่อนที่ผมจะตายผมขอกล่าวอะไรได้ไหม”         “หัวหน้าเอาไงครับ”         “เอาเถอะยังไงก็เป็นวาระสุดท้ายของมัน ให้มันพูดเถอะยังไงก็เป็นคนที่คุณหนูรัก ว่ามาเถอะไอ้หนู”          “ขอบคุณมากครับ เรื่องเดียวที่ผมจะฝากไปบอกกับเธอเอาตามนี้ละกัน “ผมรักคุณนะลิลิสถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดมันอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแต่มันก็มากพอที่ผมจะทำให้คุณแล้ว อย่าลืมกินข้าวตอนเช้า อย่าลืมใช้กุญแจดอกนั้นล่ะ…..แล้วก็อย่าลืมผม” เท่านี้พอแล้วครับ"          “ดี ฉันจะบอกคุณหนูให้ ลาก่อน”         ปัง ปัง ปัง          …………        บทของ ลิลิส เอเวอรี่      “เท่านี้ก็เสร็จงานสักที เอามันไปฝังเถอะอย่าให้คุณหนูรู้ว่ามันตายไปแล้ว”       ร่างของชุนร่วงลงบนพื้นเย็นๆไปหลังจากนั้นไม่นานฉันก็พังประตูโรงงานร้างเข้ามาเพราะรู้สึกใจคอไม่ดีตั้งแต่แยกออกจากชุนแล้ว         “พวกนายทำอะไรลงไป…น่ะ”             “คะ…คุณหนู”                    คนที่ลงมือพวกนั้นตกใจทันทีที่เห็นฉันได้พังประตูโรงงานร้างเข้ามา        ฉันมองไปเห็นภาพทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้าของฉัน ร่างไร้วิญญาณของชุนที่ตอนนี้มีเลือดไหลเจิงนองไปทั่ว มันเหมือนกับโลกทั้งใบของฉันนั้นมืดมนลงไปในทันที หัวของฉันมันว่างเปล่าไปหมด คนที่ฉันรักที่สุด…..ตายไปแล้ว          ฉันไม่อาจหักห้ามน้ำตาของตัวเองไว้ได้จริงๆ เขาไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้เลย ทั้งที่ข้อตกลงบอกไว้ว่าจะปล่อยเขาไปให้มีชีวิตอิสระและฉันเองก็ลงเงื่อนไขว่าจะไม่ไปเจอเขาอีก แต่มันไม่ใช่แบบนี้ ฉันไม่ได้อยากให้เขาตาย แต่ทำไมคนพวกนี้ถึงได้ทำอะไรแบบนี้ลงไป ทำไม? เพราะอะไร?          “ไหนบอกว่าจะให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสบายหลังจากที่แยกจากฉันไป แต่แล้วทำไม………”          “คือว่า”         “ไม่ต้องพูดข้อแก้ตัวไร้สาระพวกนั้นแล้ว ส่งเขามาให้ฉัน”         “คุณหนูไม่ได้นะครับ มันเป็นแค่หนูสกปรก”          “เดี๋ยวนี้”          “คะ…ครับ”         ฉันกัดฟันแน่นด้วยใบหน้าเรียบเฉยอุ้มร่างไร้ชีวิตของชุนเดินออกไปอย่างช้าๆจนออกห่างไปจากทุกคนกระทั่งไม่นานนักน้ำตาของฉันก็ไหลออกมาอีกจนใบหน้าของฉันเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ ถ้าวันนั้นฉันบอกความจริงกับชุนไปวันนี้เขาก็คงไม่ต้องตาย          “ขอโทษนะชุน ฉันขอโทษ……”          ฉันอุ้มร่างของเขาเดินทางอย่างไร้จุดหมายจนมาถึงสุสานของตระกูลของฉันที่พื้นที่ของมันอยู่ในป่าแห่งหนึ่งที่เดินทางจากโรงงานร้างไปไม่ไกลนัก สุสานนี้อยู่ในพื้นที่ลับที่นี่จะมีเพียงคนในตระกูลเอเวอรี่เท่านั้นที่เข้ามาได้ แน่นอนว่าการที่จะเข้าไปมันไม่ง่ายมันย่อมมีคนเฝ้าสุสานประจำตระกูลอยู่ที่นี่                “คุณหนูครับไม่ได้นะครับ ที่นี่มันสุสานต้นตระกูลของคุณหนู เขาเองก็ไม่ใช่คนในตระกูลนี้จะฝังที่นี่ไม่ได้”           “ถอยไป”          “ไม่ได้การแล้ว พวกแกไปห้ามคุณหนูหน่อย”           “ก็ฉันบอกให้ถอยไปให้หมด ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน พวกแกอยากให้ฉันเป็นนักนิผู้นำตระกูลก็ในตอนนี้ฉันจะใช้อำนาจของผู้นำตระกูลแล้วมันผิดตรงไหน ในตอนแรกฉันยอมรับที่จะไม่ไปเจอกับชุนอีกตลอดชีวิตแต่พวกแกทุกคนไม่ทำตามข้อตกลงของฉันกลับฆ่าเขาทิ้งไปทั้งแบบนี้เพียงเพราะเป็นคนที่คบกับฉันมาแค่นี้เหรอ ไร้สาระสิ้นดีในเมื่ออยากได้แบบเผด็จการ ได้สิ ฉันจะลบกฎทุกอย่างของต้นตระกูลทิ้งให้หมดเดิมทีมันก็มีแต่กฎที่น่ารังเกียจกันทั้งนั้น”         ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้วฉันสูญเสียคนที่ฉันรักที่สุดไปแล้ว ความอ่อนโยนที่มีก็โยนทิ้งไปให้หมดในเมื่อไม่เหลือทางเลือกให้ฉันอีก ฉันก็ไม่เหลือทางเลือกให้พวกเขาเช่นกัน          “คุณหนูไม่ได้นะครับ เรื่องแบบนั้น”          กลุ่มคนเฝ้าสุสานมากมายนับห้าสิบคนต่างล้อมวงเพื่อที่จะไม่ให้ฉันผ่านเข้าไปได้ แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่งที่ฉันได้รับการยกให้เป็นผู้นำตระกูลได้เพราะอะไร แน่นอนว่าเพราะพลังเวทมนตร์ที่เป็นที่หนึ่งยังไงล่ะ          ฉันไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตายอีกจากนั้นก็ยกมือขึ้นเปลี่ยนกระแสลมทั้งหมดกลายเป็นใบมีดสายลม         ฉับ ฉับ ฉับ          “คะ…คุณหนู”        กลุ่มคนเฝ้าสุสานทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกฆ่าตายในครั้งเดียวแต่ละศพนั้นหัวไม่ติดร่าง คนห้าสิบคนตายไปในครั้งเดียวทั้งหมดทำให้คนที่ตามฉันมาติดๆภายหลังต่างเบิกตากว้าง          ……………