ลั่วจวินเดินขึ้นเหนือเพียงลำพัง
ตลอดคืนที่ผ่านมา เขาไม่ได้หลับแม้แต่ชั่วยามเดียว
ั้แ่เงาหมู่บ้านเว่ยกู่จมหายไปในความมืด ั้แ่เืแรกกระเซ็นลงบนดิน ั้แ่หยวนชิงแยกทางออกไปโดยไม่แม้แต่หันกลับมา ทุกอย่างก็ดูเหมือนถูกผลักให้ไกลออกไปในคืนเดียว
ไกล ไม่ใช่เพราะระยะทาง
แต่ไกลเพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้หันกลับไป เส้นทางเดิมก็ไม่มีอยู่แล้ว
พอแสงเช้าค่อย ๆ ส่องลอดแนวไม้ ความล้าจึงตามมาทีละชั้น
มันไม่ได้หนักจนทำให้เขาล้มลงทันที หากเกาะอยู่ตามเปลือกตา หัวไหล่ ชายโครง และท่อนแขนขวาที่ยังชาจากการปะทะก่อนหน้า ราวกับคืนที่ผ่านมาไม่ได้จบลง เพียงแค่ย้ายมาแฝงอยู่ในร่างกายเขาแทน
ลั่วจวินยังก้าวต่อ
เขาไม่หันกลับไปมองทางเดิม
ไม่มีความจำเป็
คำของหยวนชิงยังชัดอยู่ในหู
ขึ้นเหนือไปยังหมู่บ้านชิงซง จากที่นั่นหาขบวนสินค้าไปเป่ยหลัว
ชายชราผู้นั้นไม่เคยพูดสิ่งใดเกินจำเป็ หากบอกเส้นทางไว้แล้ว ย่อมแปลว่าเส้นทางนั้นเป็ทางที่ควรไป
แต่รู้เช่นนั้น ไม่ได้แปลว่าลั่วจวินจะชอบวิธีจากลาของอีกฝ่ายมากขึ้น
เขาผ่อนลมหายใจลงช้า ๆ กดเืลมที่ยังไม่ราบเรียบให้กลับเข้าที่ จากนั้นจึงเดินต่อไปตามทางเหนือโดยไม่เพิ่มความคิดใดให้ตนเองอีก
หมู่บ้านชิงซงปรากฏตรงหน้าเมื่อแดดเช้าเริ่มไล่หมอกบางออกจากเชิงเขา
ที่นี่มิใช่หมู่บ้านใหญ่ แต่ก็ไม่เงียบเหงาเหมือนเว่ยกู่
ทางดินด้านนอกมีรอยล้อเกวียนทับซ้อนกันหลายชั้น หน้าหมู่บ้านมีคนแบกหามเข้าออกไม่ขาด เสียงคนคุย เสียงสัตว์เทียมเกวียน และเสียงลังไม้กระทบกันดังเป็ระยะ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นของโลกภายนอกชัดกว่าเว่ยกู่หลายส่วน
ลั่วจวินชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
สายตาของเขากวาดผ่านคนรอบตัวอย่างเงียบ ๆ
คนแบบใดเดินเร็วเกินเหตุ
คนแบบใดชอบเหลือบมองผู้อื่น
คนแบบใดเป็แรงงานรับจ้างจริง
และคนแบบใดแต่งกายเรียบง่ายเกินไปจนสมควรระวัง
หลังคืนที่ผ่านมา เขาไม่คิดว่าตนยังมีสิทธิ์มองโลกด้วยความสบายใจเหมือนคนเพิ่งออกเดินทางครั้งแรก
ลั่วจวินเก็บไหล่ขวาที่เจ็บจากแรงะเืไว้ให้มากที่สุด กดจังหวะเดินให้เสมอ ไม่ให้เร็วเกินคนเจ็บ และไม่ช้าเกินคนอ่อนแรงจนชวนให้จับตา
พอเข้าไปถึงเขตลานเกวียน เขาก็เห็นขบวนสินค้าหลายสายกำลังจัดของอยู่
บางขบวนขนของเต็มคัน บางขบวนเพิ่งมาถึง บางขบวนกำลังจะออกเดินทาง และท้ายขบวนบางสายยังแบ่งเกวียนไว้รับคนโดยสารข้ามเมืองอยู่ด้วย
ลั่วจวินยืนฟังอยู่ไม่นานนักก็ได้ยินชื่อเมืองที่้า
เป่ยหลัว
เขาหันไปมองทันที
เป็ขบวนสินค้าขนาดกลาง เกวียนหลายคันเรียงต่อกัน ลังไม้ถูกมัดแน่นด้วยสายป่านหยาบ คนคุมขบวนกำลังตรวจของอยู่ตรงหัวเกวียน ส่วนด้านท้ายมีทั้งสัมภาระและคนโดยสารปะปนกันอยู่พอสมควร
ลั่วจวินเดินเข้าไป
ชายผู้ดูแลท้ายขบวนกำลังมัดปมสายป่านอยู่ข้างเกวียนท้าย พอเห็นเงาเขาใกล้เข้ามาจึงเงยหน้าขึ้นมอง
“ขบวนนี้กำลังจะไปเป่ยหลัวใช่หรือไม่”
“ใช่” อีกฝ่ายตอบพลางกวาดตาไล่ั้แ่หัวจรดเท้าเขา “มีอะไร”
“เกวียนท้ายรับคนโดยสารด้วยหรือไม่”
ชายผู้นั้นไม่ตอบทันที
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กระบี่เก่าข้างเอวลั่วจวินเพียงครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนกลับขึ้นมาที่ใบหน้าอีกครั้ง
เสื้อผ้าของลั่วจวินแม้จะเก็บให้เรียบร้อยที่สุดแล้ว แต่ยังมีรอยผ่านทาง ไหล่ข้างหนึ่งต่ำกว่าปกติเพียงนิด สีหน้าก็ซีดอยู่ลึก ๆ ยิ่งรวมกับกระบี่เก่าที่พกติดตัว ยิ่งทำให้ดูเป็คนที่ไม่ควรดึงขึ้นเกวียนโดยง่าย
“รับก็จริง” อีกฝ่ายเอ่ยเรียบ ๆ “แต่ไม่ใช่จะรับใครก็ได้”
ลั่วจวินไม่เปลี่ยนสีหน้า
“หากข้าจะขึ้นไปกับขบวน ต้องจ่ายเท่าใด”
“ปัญหาไม่ใช่เื่เงิน”
“เช่นนั้นเป็เื่ใด”
อีกฝ่ายแค่นหัวเราะในลำคอ
“หนุ่มน้อยอย่างเช่นเ้าเดินทางเพียงลำพัง เดิมทีก็น่าสงสัยพออยู่แล้ว ยังพกกระบี่ติดตัวมาอีก สภาพก็ดูเหมือนเพิ่งผ่านเื่วุ่นวายมาไม่ไกลนัก”
เขาดึงสายป่านปมสุดท้ายให้แน่นขึ้น
“พวกเราทำมาค้าขาย ไม่อยากพาเื่เดือดร้อนขึ้นขบวนสินค้าไปด้วย”
ลั่วจวินเงียบไปชั่วขณะ
คำพูดนั้นไม่ผิด
หากเขาเป็คนคุมขบวน ก็คงไม่อยากรับคนลักษณะนี้เช่นกัน
แต่เขายังต้องไปเป่ยหลัว
“ข้าจะจ่ายตามที่พวกเ้าคิด” เขากล่าว “และจะไม่สร้างปัญหา”
“คำเช่นนี้ ใครก็พูดได้”
ลั่วจวินมองอีกฝ่ายนิ่ง
หากถูกปฏิเสธตรงนี้ เขาคงต้องหาขบวนอื่น แต่เวลานี้เขาไม่ควรเสียเวลาไปกับการหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า
ในจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ก็แค่คนเดินทางที่ได้รับาเ็ผู้หนึ่ง ให้ขึ้นมานั่งด้วยคงไม่เสียหายอันใด”
ลั่วจวินหันไปมอง
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาช้า ๆ
เขาสวมชุดเดินทางสีน้ำตาลเทาเรียบสะอาด ไม่เด่นจนสะดุดตา แต่ก็ไม่เหมือนคนชั้นล่างที่คลุกฝุ่นทั้งวัน ใบหน้าหล่อเหลาอย่างสุขุม ผิวผ่านแดดเล็กน้อย ผมยาวรวบง่าย มีเส้นหงอกตรงขมับสองสามเส้น หนวดเคราบางทำให้ท่าทีทั้งร่างดูอ่อนโยนและน่าเชื่อถือในเวลาเดียวกัน
รอยยิ้มของเขาไม่กว้าง
แต่พอให้คนฟังรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาเพื่อหาเื่
ผู้ดูแลท้ายขบวนชะงักไปนิด
“ท่านสือ ข้าไม่ได้หมายความว่า—”
ชายวัยกลางคนยกมือห้ามเบา ๆ ท่าทีมิได้กดดันแม้แต่น้อย
“ข้าเข้าใจเ้า” เขากล่าว “ผู้ดูแลการคัดคนร่วมขบวน ย่อมไม่คิดรับผู้ที่มีท่าทีคลุมเครือขึ้นมาโดยง่าย”
พูดถึงตรงนี้ เขาจึงหันมามองลั่วจวินบ้างเป็ครั้งแรก
สายตาของเขาอ่อนโยน หากกวาดผ่านลั่วจวินรวดเดียวั้แ่ใบหน้า หัวไหล่ ไปจนถึงกระบี่เก่าที่ข้างเอว
แวบหนึ่งนั้นสั้นนัก
สั้นจนเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทว่าลั่วจวินกลับรู้สึกได้ว่า ชายผู้นี้มองเห็นมากกว่าที่แสดงออก
โดยเฉพาะตอนที่สายตานั้นหยุดอยู่ที่กระบี่นานกว่าที่อื่นเล็กน้อย
ไม่ใช่ความสงสัยของคนทั่วไป
ไม่ใช่ความหวาดระแวงของคนคุมขบวน
คล้ายเป็รอยสะดุดของคนที่เคยเห็นบางสิ่งมาก่อน แล้วเลือกจะเก็บมันไว้หลังรอยยิ้ม
“อีกอย่าง” ชายวัยกลางคนกล่าวต่อ “หนุ่มน้อยผู้นี้อย่างมากก็ดูเหมือนแค่ผ่านทางลำบากมาระยะหนึ่ง สีหน้าเช่นนี้หาใช่ผู้ที่คิดจะก่อความวุ่นวาย”
ผู้ดูแลท้ายขบวนยังลังเล
“แต่กระบี่เล่มนั้น...”
“คนเดินทางพกของป้องกันตัวบ้าง ก็ใช่จะประหลาด” ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ “ยิ่งเส้นทางนี้ข่าวไม่ค่อยสงบนักมิใช่หรือ”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่ออย่างสุภาพดังเดิม
“ให้ขึ้นมาเถิด ค่าโดยสารก็จ่ายตามปกติ หากเกิดเื่จริง ค่อยนับว่าข้าดูคนผิดเอง”
ประโยคสุดท้ายนั้นยังคงนุ่มนวล
แต่คนที่ไม่มีน้ำหนักพอ ย่อมไม่มีสิทธิ์พูดว่าจะรับผิดชอบเอง
ผู้ดูแลท้ายขบวนถอนหายใจ แล้วหันมาทางลั่วจวิน
“เอาเถิด ถ้าจะขึ้นก็ขึ้นเกวียนท้าย อย่าเดินไปทั่วขบวน และจ่ายค่าเดินทางมาก่อน”
ลั่วจวินล้วงเงินออกมาจ่ายโดยไม่ต่อรอง
อีกฝ่ายรับไปแล้วพยักหน้าไปทางเกวียนท้าย
“คันสุดท้ายยังพอมีที่อยู่”
ลั่วจวินเก็บมือกลับ ก่อนหันไปทางชายวัยกลางคน
“ขอบคุณท่านที่ยื่นมือช่วย”
อีกฝ่ายยิ้มเพียงน้อย
“เื่เล็กน้อย”
ลั่วจวินสบตาคนนั้นอยู่ชั่วลมหายใจหนึ่ง
ชายผู้นี้สุภาพเกินธรรมดา
และยิ่งสุภาพ ก็ยิ่งทำให้ควรระวัง
ถึงอย่างนั้น เขาไม่คิดถามมากกว่านี้ เพียงค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็เชิงคารวะ แล้วก้าวขึ้นเกวียนท้ายของขบวนไปเงียบ ๆ
พอฝ่าเท้าแตะพื้นไม้ ลั่วจวินจึงเลือกนั่งตรงข้างเกวียนในตำแหน่งที่มองเห็นทางลงได้เร็วที่สุด
ตรงนั้นไม่สบาย แต่ปลอดภัยกว่า
บนเกวียนเดียวกันมีคนโดยสารอีกไม่กี่คน ชายชราหาบผ้าผู้หนึ่ง สตรีวัยกลางคนกับลูกสาววัยห้าขวบ และชายอีกสองคนที่ดูเหมือนแรงงานรับจ้างมากกว่าพ่อค้า
ลูกสาววัยห้าขวบของสตรีผู้นั้นนั่งชิดมารดา ดวงตาดำใสลอบมองลั่วจวินหลายครั้งด้วยความสงสัยปนเกรงใจ
มารดาของนางรีบดึงลูกเข้าหาตัวแล้วกล่าวเสียงเบา
“อย่าเสียมารยาท”
ลั่วจวินส่ายหน้าเพียงนิดเดียวเป็เชิงว่าไม่เป็ไร ก่อนหลบสายตากลับไปทางอื่น
ไม่นานนัก เสียงสั่งออกเดินทางก็ดังจากหัวขบวน
เกวียนคันแรกเริ่มเคลื่อน
ล้อไม้บดผ่านพื้นดินชื้นด้วยเสียงทึบต่ำ ตามด้วยเสียงสัตว์เทียมเกวียนสะบัดหัว เสียงคนะโรับคำ และเสียงลังไม้กระทบกันเป็จังหวะ
ขบวนสินค้าค่อย ๆ เคลื่อนออกจากชิงซง
ลั่วจวินมองหมู่บ้านที่ถอยห่างออกไปทีละน้อย
ทางสู่เป่ยหลัวทอดไปเบื้องหน้า
ชายวัยกลางคนผู้ช่วยให้เขาขึ้นขบวนมาได้นั้น นั่งอยู่บนหลังม้าใกล้เกวียนคันหน้า
เขาพูดคุยกับคนคุมขบวนบ้าง กับลูกจ้างบ้าง ด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ จนฟังดูคล้ายพ่อค้าที่ติดทางมาด้วยเท่านั้น
แต่ลั่วจวินยังนึกถึงสายตาเมื่อครู่
น้อยนักที่ใครจะมองกระบี่เล่มนี้แล้วมีแววตาเช่นนั้น
ขบวนเดินต่อไปเรื่อย ๆ
สองฟากข้างทางค่อย ๆ ห่างจากชิงซงออกทีละน้อย พุ่มไม้หนาแน่นขึ้นเป็่ เนินดินสลับกับร่องทางเก่า บางตอนมีลมพัดโล่ง บางตอนกลับเงียบเกินไปจนเสียงล้อเกวียนเสียดพื้นฟังชัดขึ้นหลายส่วน
คนบนขบวนคุยกันเื่เป่ยหลัว เื่ราคาสินค้ารอบนี้ เื่ทาง่หน้า และเื่โจรตามเส้นทาง บางคนบอกว่าหากไม่มีเหตุร้าย จากเว่ยกู่ถึงเป่ยหลัวกินเวลาราวห้าวัน ชิงซงเป็เพียงจุดแวะหนึ่งบนทางนั้นเท่านั้น
คำว่าโจรทำให้คนหลายคนหัวเราะกลบเกลื่อนกันเอง
เหมือนเื่เช่นนี้ได้ยินกันจนชินแล้ว
แต่ผู้ที่เดินทางบ่อยจริงย่อมรู้ว่า บางคราวคำว่าโจรไม่ได้หมายถึงคนกระจอกถือมีดกลุ่มหนึ่ง
อาจหมายถึงพวกที่มีฝีมือ มีแก่นพลัง และกล้าเสี่ยงกับขบวนค้าที่มีคนคุ้มกัน
ลั่วจวินฟังไว้เงียบ ๆ
ยิ่งฟัง เขายิ่งเข้าใจว่าทางไปเป่ยหลัวไม่ได้สงบนัก
และยิ่งเข้าใจ เขายิ่งไม่ชอบที่ร่างกายตนในตอนนี้ยังหนักเกินควร
ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้นั้นควบม้าถอยมาอยู่ท้ายขบวน
เขาหันมามองลั่วจวินครั้งหนึ่ง
“ข้าสือชิง”
ลั่วจวินเงยตาขึ้น
“ลั่วจวิน”
“เ้าดูไม่ค่อยพูด”
“ข้าไม่มีเื่ให้พูดมากนัก”
สือชิงหัวเราะเบา ๆ ราวกับชอบคำตอบนั้น
“เช่นนั้นก็ดี คนพูดน้อยมักเหลือแรงไว้ฟังสิ่งที่ควรฟัง”
ลั่วจวินไม่ตอบ
เขาไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้เป็เพียงการชวนคุย หรือเป็การหยั่งเชิงเพื่อดูท่าทีของเขากันแน่
สือชิงเองก็ไม่ได้ซักต่อ
เพียงเลื่อนสายตามองกระบี่เก่าข้างเอวเขาอีกครั้ง
“ของเก่าบางอย่าง คนทั่วไปมองแค่รอยสนิม” เขากล่าว “แต่คนที่พอรู้ทาง จะมองว่ามันยอมอยู่ในมือผู้ใด”
ลั่วจวินนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
ถ้อยคำนั้นฟังคล้ายพูดถึงกระบี่
แต่ก็อาจไม่ได้พูดถึงแค่กระบี่
“ท่านรู้จักกระบี่เล่มนี้หรือ”
รอยยิ้มของสือชิงไม่เปลี่ยน
“ข้าเพียงเห็นว่ามันไม่เหมือนกระบี่ที่คนวัยเ้าน่าจะเลือกซื้อจากร้านข้างทาง”
คำตอบนั้นสุภาพ
และปิดประตูไว้พอดี
ลั่วจวินจึงไม่ถามต่อ
สือชิงมองเขาอยู่ชั่วลมหายใจหนึ่ง ก่อนควบม้ากลับไปหน้าขบวนตามเดิม
ลั่วจวินหลุบตามองกระบี่เก่าข้างเอว
หลังจากคืนที่ผ่านมา เขารู้แล้วว่าความเงียบของมันไม่ได้แปลว่าไร้คำตอบ
ขบวนสินค้าเดินมาได้อีกระยะหนึ่ง
แดดสายเริ่มแรงขึ้น พื้นทางแห้งกว่าเดิม ฝุ่นตามล้อเกวียนลอยต่ำอยู่ข้างทาง กลิ่นเหงื่อสัตว์เทียมเกวียนปนกับกลิ่นไม้แห้งและผ้าหยาบในลังสินค้า ทำให้คนบนเกวียนท้ายหลายคนเริ่มเงียบลงทีละน้อย
ลั่วจวินหลับตาลงพักครู่หนึ่ง
ไม่ใช่หลับ
เพียงปล่อยให้ประสาทส่วนหนึ่งได้ลดความตึงลง ขณะที่อีกส่วนยังฟังเสียงรอบตัวอยู่
เสียงล้อหน้า
เสียงสัตว์หายใจ
เสียงคนคุมขบวนะโเตือนร่องหิน
เสียงลูกสาววัยห้าขวบถามมารดาเบา ๆ ว่าเป่ยหลัวมีของหวานขายมากเพียงใด
ทุกอย่างยังอยู่ในจังหวะปกติ
จนกระทั่งสัตว์เทียมเกวียนคันหน้าสะบัดหัวแรงผิดปกติ
ล้อเกวียนคันถัดมาครูดดินจนเอียงไปเล็กน้อย
คนคุมขบวนร้องบอกให้ชะลอ
เสียงคุยบนขบวนขาดหายไปทันที
ลั่วจวินลืมตาขึ้นเต็มที่
ความหนักที่เกาะอยู่ตามเปลือกตาถูกกดลงไปในพริบตา
ลมข้างทางเปลี่ยนไป
เงาไม้ฝั่งซ้ายเงียบเกิน
ฝั่งขวากลับมีเสียงใบไม้ไหวที่ไม่สอดกับแรงลม
ลั่วจวินค่อย ๆ ขยับตัวตรงขึ้น
คนอื่นบนเกวียนยังไม่ทันรู้ว่าอะไรผิดปกติ แต่บางอย่างในพื้นที่รอบขบวนเปลี่ยนไปแล้ว
สือชิงเองก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าเขายังคงผ่อนคลายดังเดิม ราวกับยังไม่เห็นสิ่งใดน่ากังวล
ทว่าแววตาคู่นั้นลึกลงกว่าก่อนหน้าเพียงน้อย
น้อยเสียจนหากไม่ตั้งใจมอง ย่อมพลาดไปได้ง่าย
ลั่วจวินวางมือข้างหนึ่งลงบนขอบเกวียน
มืออีกข้างเลื่อนไปใกล้กระบี่เก่าโดยไม่แตะมันในทันที
ชั่วอึดใจต่อมา ความผิดปกติก็เผยตัวออกมา
เงาคนห้าสายทยอยออกจากแนวไม้สองข้างทางอย่างรวดเร็ว
สองคนปิดทางด้านหน้า อีกสองคนตัดท้ายขบวน ส่วนคนสุดท้ายเดินลงมาจากเนินเตี้ยฝั่งซ้าย พอดีกับตำแหน่งเกวียนท้ายที่ลั่วจวินนั่งอยู่
คนคุมขบวนหน้าเปลี่ยนสีทันที ส่วนคนบนเกวียนหลายคนยังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ลั่วจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย
ไม่ใช่โจรธรรมดา
เพียงกวาดมองผ่านคราเดียว เขาก็เห็นความต่างแทรกอยู่ในเงาคนเ่าั้ทันที
บางคนยืนด้วยท่วงท่าหนักแน่น ไหล่เปิด มีแรงกดอย่างผู้ฝึกที่เน้นการปะทะตรงหน้า
บางคนกลับเบากว่า เร็วกว่า สายตาคมเหมือนพร้อมฉวยช่องว่างทุกเมื่อ
เสียงร้องแตกตื่นเริ่มดังขึ้นบนเกวียนท้าย เมื่อคนโดยสารบางส่วนเพิ่งเห็นว่าขบวนถูกล้อมแล้ว
สตรีวัยกลางคนรีบกอดลูกสาวแน่น ลูกสาวในอ้อมแขนหน้าซีดลงทันที
ลั่วจวินยังนั่งอยู่ตรงเดิม
เขาไม่คิดยื่นมือยุ่งเกี่ยว
หากมีช่องให้ถอย เขาก็พร้อมจะปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปโดยไม่เอาตัวเข้าแลก
แต่คนที่ปิดหัวท้ายขบวนไว้พร้อมกัน ย่อมไม่ได้ตั้งใจให้ผู้ใดถอยง่าย ๆ
คนที่อยู่ใกล้เกวียนท้ายที่สุดก้าวออกมาข้างทาง
ปลายมีดในมือมันสะท้อนแดดสายเป็เส้นขาวสั้น ๆ
มันไม่ได้ชี้มีดไปทางคนคุมขบวน
แต่กดปลายมีดลงบนขอบเกวียนท้าย
ใกล้พอให้สตรีวัยกลางคนข้างลั่วจวินกลั้นเสียงร้องไว้ในลำคอ
“คนลงจากเกวียน ของวางไว้ข้างทาง” มันกล่าว “ผู้ใดแตะอาวุธ ตัดมือก่อนถามชื่อ”
คนคุมขบวนด้านหน้าะโบางอย่างกลับไป
คำยังไม่ทันสุด เสียงเหล็กปะทะกันก็ดังขึ้นก่อน
โจรสองคนที่ปิดหัวขบวนพุ่งเข้าบดใส่ผู้คุ้มกันทันที แรงกระแทกทำให้สัตว์เทียมเกวียนสะบัดหัวอย่างตื่นตระหนก ล้อคันแรกครูดกับร่องดินจนทั้งขบวนโยกตาม
ความชุลมุนแล่นมาถึงท้ายขบวนเร็วเกินกว่าคนธรรมดาจะตั้งตัวทัน
คนร้ายที่กดมีดอยู่ข้างเกวียนท้ายพลันกระโจนขึ้นมา คมมีดเฉือนผ้าใบคลุมลังสินค้าขาดเป็แนวยาว ก่อนแทงตรงเข้าหาคนบนเกวียนโดยไม่เลือกหน้า
ลั่วจวินขยับในจังหวะเดียวกับที่ปลายมีดเข้ามาถึง
มือซ้ายคว้าขอบเกวียนไว้แน่น ร่างทั้งร่างเบี่ยงออกครึ่ง่ตัว มือขวาปัดเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายจนคมมีดเฉียงออกจากแนวอกตนเอง แล้วกระแทกไหล่สั้น ๆ ใส่ลำตัวคนร้ายในระยะประชิด
แรงปะทะแล่นผ่านท่อนแขนที่ยังล้าอยู่ทันที
ชายโครงซ้ายปวดแปลบขึ้นมาอีกระลอก
คนร้ายถอยไปครึ่งก้าว แต่ไม่ตกจากเกวียน
มันพลิกข้อมือกลับเร็วมาก แทงซ้ำเข้าหาลำคอจากมุมต่ำ หมายใช้พื้นที่แคบบนเกวียนบีบไม่ให้เขาหลบได้เต็มตัว
ลั่วจวินยกศอกกัน คมมีดเฉียดผ่านชายเสื้อขาดไปเส้นหนึ่ง เขาไม่ปล่อยแรงให้ยืดเยื้อ จึงกดฝ่ามือสวนเข้าใส่ชายโครงอีกฝ่ายในเส้นเดียว
เหยียนที่เหลืออยู่ในร่างไหลจากส้นเท้าถึงเอว จากเอวถึงไหล่ แล้วรวมลงที่ฝ่ามือ
ไม่แรงเท่ายามร่างกายสมบูรณ์
แต่พอ
คนร้ายแค่นเสียง ร่างเอนวูบไปด้านข้าง ก่อนะโถอยลงจากเกวียนกลับไปตั้งหลักบนพื้นดิน
ลั่วจวินไม่ตาม
เขารู้ดีว่าการไล่ลงไปกลางวงล้อมในสภาพนี้ไม่ใช่ความกล้า แต่เป็การเปิดช่องให้คนอื่นตายแทน
เสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นรอบตัว เกวียนท้ายสั่นอีกครั้งเมื่อคนบนคันเดียวกันพยายามเบียดถอยหนี สตรีวัยกลางคนกอดลูกสาวไว้แน่นจนไหล่สั่น ส่วนชายชราหาบผ้าขดตัวอยู่ข้างลังสินค้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
ด้านหน้าขบวน เสียงคมอาวุธชนกันถี่ขึ้น
ด้านท้าย เสียงฝีเท้าเร็วอีกสายหนึ่งตัดเข้ามาจากมุมอับทางซ้าย
ลั่วจวินหันไปทันที
คนร้ายอีกคนพุ่งเข้าหาเกวียนท้าย ปลายดาบสั้นของมันกวาดผ่านสายป่านมัดลังจนขาดสะบั้น ลังไม้ใบหนึ่งไถลลงจากเกวียน กระแทกพื้นแตกออกดังครืน ทำให้สัตว์เทียมเกวียนท้ายขบวนใและกระชากตัวไปข้างหน้า
แรงโยกนั้นทำให้คนบนเกวียนเสียหลักพร้อมกัน
สตรีวัยกลางคนล้มลงกระแทกพื้นไม้
ลูกสาววัยห้าขวบหลุดจากอ้อมแขน นางกลิ้งออกไปตามแรงเอียงของเกวียน ผ่านขอบลังที่แตก แล้วตกลงข้างล้อเกวียนอีกคันหนึ่ง
เสียงกรีดร้องของมารดาฉีกผ่านความวุ่นวายในทันที
ลั่วจวินเห็นทุกอย่างในเสี้ยวลมหายใจเดียว
เห็นล้อเกวียนที่ยังหมุนช้า ๆ
เห็นร่างเล็ก ๆ ที่พยายามยันตัวขึ้นแต่ยังมึนงงจากแรงกระแทก
เห็นคนร้ายผู้ถือดาบสั้นเหลือบไปทางนั้นพอดี
มันไม่ได้้าฆ่านางโดยเฉพาะ
แต่มัน้าให้ขบวนแตก
หากมีเืของคนไร้ทางสู้ไหลออกมาตรงนี้ ผู้คนจะไม่เหลือสติให้คุมสิ่งใดอีก
คนร้ายพุ่งไปทางร่างเล็กนั้นทันที
ลั่วจวินดีดตัวตาม
ช้าไป
เขาประเมินระยะได้ในพริบตาเดียว และคำตอบก็เย็นเฉียบกว่าคมมีดตรงหน้า
ต่อให้เหยียบถึงขอบเกวียน ต่อให้ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปข้างหน้า ต่อให้ฝืนไหล่ขวาจนแผลเก่าเปิดออกอีกครั้ง เขาก็ยังไปไม่ทัน
เว้นแต่จะชักกระบี่
ความคิดนั้นเกิดขึ้นสั้นมาก
สั้นกว่าลมหายใจ
แต่หนักพอจะกดเสียงทั้งขบวนให้ถอยห่างออกไปในชั่วขณะ
ปลายนิ้วของลั่วจวินแตะลงบนด้ามกระบี่เก่า
บนม้าหน้าขบวน สือชิงเห็นการขยับนั้นเช่นกัน
รอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าเขายังอยู่
แต่ปลายนิ้วที่ลูบแผงคอม้าหยุดลงแล้ว
และครั้งนี้ เขาไม่ได้เอ่ยช่วยลั่วจวินอีก
คมดาบของคนร้ายกำลังจะตกลง
นิ้วหัวแม่มือของลั่วจวินดันโคนด้ามขึ้น
คมเหล็กเผยพ้นปากฝักออกมาเพียงเสี้ยวเดียว