หยางไคซึ่งอยู่ใกล้บ่อน้ำมากที่สุดจึงชักกระบี่ออกมาเตรียมเอาไว้ ครั้นเห็นเงาสีขาวพุ่งตรงมายังพวกตนจนตวัดกระบี่ออกไปด้วยมุ่งหมายป้องกันตัว
แต่กระบี่หลิ่นเซิงนั้นกลับฟันถูกแค่เพียงอากาศธาตุ ในขณะที่สิ่งประหลาดขนาดใหญ่มิได้มีผลกระทบจากการโจมตีทางกายภาพแต่ประการใดเลย หนำซ้ำรัศมีสีขาวนั้นก็สว่างไสวมากยิ่งขึ้นอีก พร้อมทั้งตรงดิ่งเข้ามาอย่างน่าหวาดกลัวนักและส่งเสียงหวีดร้องอย่างโหยหวน
หยางไคจึงรีบหันหน้ากลับมายังองครักษ์ทั้งสองด้วยหวังจะเร่งให้รีบลุกขึ้นจากพื้นโดยเร็วที่ แต่ดูเหมือนคนทั้งสองจะรวดเร็วเสียยิ่งกว่า จึงมองเห็นแค่เพียงชายเสื้อที่พัดปลิวด้วยต้านแรงลมพร้อมตะโกนเสียงหลงไปว่า
“อ้าก!! ผีหลอก”
แม้จะดูขลาดเขลาเป็นอันมากแต่หยางไคก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะแม้จิตใจที่เคยนิ่งสงบของตน ก็ยังถูกก่อกวนจนเสียประสาทอยู่ไม่น้อย หนำซ้ำการเคลื่อนที่ของสิ่งประหลาดนี้ยังรวดเร็วเป็นอันมาก ทั้งไม่อาจคาดเดาทิศทางได้แม้แต่น้อย เพราะจู่ ๆ มันก็โผล่ไปขวางด้านหน้าของสององครักษ์เสียแล้ว ++
ทั้งสองเมื่อเห็นดวงวิญญาณมาขวางหน้าเอาไว้ก็คุกเข่าลง พนมมือแล้วร่ำร้องไปว่า
“อย่าทำอะไรพวกข้าเลย ข้าแค่ตามมาดูเท่านั้นมิได้ต้องการรบกวนท่านแต่ประการใด โปรดปล่อยพวกเราไปด้วยเถิด..”
ฝ่ายหยางไคแม้จะหวาดกลัวที่สุดในชีวิต แต่ยังไม่เคยทิ้งพวกพ้องเอาไว้เอาไว้ข้างหลัง ครั้นตามมาถึงจึงรีบดึงที่คอเสื้อของทั้งสองคนขึ้นมาแล้วหิ้วเอาปีกทั้งซ้ายขวาเพื่อย้อนกลับไปอีกทาง
..
…..
ในระหว่างวิ่งสุดแรงนั้น จึงกล่าวปรึกษาขึ้นว่า
“ศาลไคฟงนั้นว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ภูตผีต่าง ๆ ย่อมต้องกลัวเกรงเป็นอันมาก พวกเราไปหลบข้างในก่อนดีหรือไม่ ?”
ทั้งสองคนนั้นแม้ขาอ่อนจนแทบเดินไม่ได้ แต่ก็ยังพยักหน้าในเชิงเห็นพ้อง
ครั้นพอสักพัก ชายทั้งสามคนก็เห็นหน้าต่างปานหนึ่งสามารถเปิดออกได้ จึงพากันกระโดดเข้าไปหลบภายในศาลไคฟงอันศักดิ์สิทธิ์นั้น แล้วเริ่มกวาดตาสำรวจ
ก็พบว่า แม้จะปล่อยทิ้งรกร้างเอาไว้หลายร้อยปีแล้ว แต่สภาพด้านในยังดูไม่ผุพังแต่ประการใด รวมทั้งเครื่องประหาร 3 ประเภท อันได้แก่ เครื่องประหารหัวสุนัขไว้สำหรับประหารชีวิตสามัญชน เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ไว้สำหรับประหารชีวิตขุนนาง ส่วนเครื่องประหารหัวมังกรไว้สำหรับประหารราชนิกุล ก็ยังแวววาวคมกล้าดูน่าเกรงกลัวเป็นอันมาก แต่ยังน้อยกว่าภูตผีปีศาจที่รอคอยพวกเขาอยู่ข้างนอกอย่างแน่นอน
ทั้งสามคนจึงตกลงกันอย่างเอกฉันท์ว่าจะค้างคืนที่นี่จนกว่าถึงตอนเช้าค่อยออกไป
แต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงกลองที่ด้านหน้าประตูศาลดังขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้
ตุบ!! …ตุบบบ!!!… ตึกกก ๆ ๆ ๆ!!!!
องครักษ์ทั้งสองเมื่อได้ยินเสียงทุ้ม ๆ นั้นก็ถึงกับกอดกันเข้าอย่างสั่นเทา ส่วนหยางไคนั้นแม้ภายนอกจะยังดูปกติดูแต่ขนทุกเส้นก็ลุกชันขึ้นคล้ายอยู่ท่ามกลางอากาศเหน็บหนาวก็ไม่ปาน
แต่นั่นก็ยังไม่พอ เมื่อประตูศาลเปิดออกมาพร้อมกับแสงสีขาวบริสุทธิ์นั่น พร้อมกับเสียงร้องผสานก้องสะท้อนไปมาภายในศาล คล้ายกับตอบรับการร้องเรียนจากสิ่งลี้ลับที่มานั้น
ครั้นสังเกตดูอีกที หยางไคก็เห็นรัศมีสีทองแลดูอบอุ่นจากเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม เด่นสง่าเป็นประธาน ท่ามกลางเหล่าขุนนางผู้ซื่อสัตย์อีก 5 คน จึงทำคารวะในทันทีที่ได้เห็น
ฝ่ายองครักษ์ทั้งสองคน เมื่อเห็นท่านเปาบุ้นจิ้นซึ่งมาในรูปแบบของเทพเจ้า นั้นมีลักษณะไม่แตกต่างจากบทละครและการแสดงงิ้วที่ตนเคยดูตั้งแต่ยังเด็กก็ยินดีนัก เพราะแม้ตอนที่ท่านยังเป็นมนุษย์ ก็ยังมีอำนาจเหนือเหล่าภูตผีปีศาจ จนมีคำกล่าวว่า ‘เปาบุ้นจิ้นเช้าชำระคดีคน ตอนค่ำชำระคดีผี’
แล้วจนบัดนี้ ก็ผ่านมาถึง 400 ปีแล้ว จึงมิใช่ว่าท่านจะมีอิทธิฤทธิ์มากมายกว่าแต่ก่อนอีกหรอกหรือ ?
พอคิดได้เช่นนั้นต่างก็ตะกายเข้าไปหาเนื่องจากว่าไม่มีแรงลุกขึ้น จากนั้นชี้ไปยังหน้าประตูศาล แล้วกล่าวไปอย่างรนรานว่า
“ท่านเปาโปรดช่วยพวกเราจัดการกับผีร้ายตนนี้ด้วยเถิดขอรับ”
แต่เทพเจ้าแห่งความยุติธรรมกระแทกเสียงกลับมาว่า
“ข้าย่อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนเอง เบิกตัวผู้ตีกลองมาขึ้นศาล!!”
ร่างประหลาดเป็นดวงไฟสีขาวขนาดใหญ่นั้น จู่ ๆ ก็หดเล็กลงแล้วกลายเป็นสตรีงดงามผู้หนึ่ง
ฝ่ายองครักษ์ทั้งสองก็ชี้นิ้วไปที่นางแล้วกล่าวกับหยางไคว่า
"เป็นนางผู้นี้ที่หลอกให้พวกเราทั้งสองติดตามมาขอรับ"
ฝ่ายเปาบุ้นจิ้นนั้นมิได้ใส่ใจคนทั้งสาม จึงถามนางว่า
“เจ้าชื่อแซ่อะไร เป็นคนที่ไหน แล้วมาตีกลองทำไม ?”
สตรีผู้นั้นก็ตอบว่า
“เรียนใต้เท้าข้าพเจ้าแซ่หลัวชื่อเจียอิง เป็นชาวหลูโจว สาเหตุเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด 223 ปี กับอีก 168 วัน จึงได้มาที่นี่เพื่อขอร้องเรียนเจ้าค่ะ”
ท่านเปาได้ฟังเช่นนั้นก็มีความสงสัยนัก จึงถามกลับไปว่า
“หลัวเจียอิง (罗嘉英) เจ้ามีเรื่องทุกข์ร้อนก็ควรไปร้องเรียนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เหตุต้องมาถึงศาลไคฟงด้วย ?”
หญิงสาวก็ทำหน้าสลดลงแล้วกล่าวว่า
"เรียนใต้เท้าข้าเคยไปฟ้องร้องที่อำเภอแล้วเจ้าค่ะ ..แต่ว่า.."
เปาบุ้นจิ้นเห็นนางกล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จึงกระแทกเสียงไปอีกว่า
"แต่ว่าอะไร!!"
นางผู้นั้นได้ฟังก็ตกใจ จึงกล่าวไปด้วยอาการสั่นเทาว่า
"นายอำเภอทำงานรวบรัดไม่มีความเป็นธรรมพอและเห็นแก่พวกพ้อง จึงไม่ไต่สวนมากความเจ้าค่ะ.."
ท่านเปาได้ฟังก็โกรธ จึงตวาดว่า
"บังอาจ! เจ้าเป็นแค่ราษฎรธรรมดา มีสิทธิ์อันใดมาวิจารณ์เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเช่นนี้!!"
นางได้ยินน้ำตาก็เริ่มพรั่งพรูออกมา แล้วกล่าวว่า
"เรียนใต้เท้า ข้าพเจ้าขอยืนยันคำพูดเพราะเห็นด้วยตาตัวเองจึงได้ดั้นด้นมาถึงที่นี่ แต่เมื่อมาถึงแล้วใต้เท้าหยางจงหมิ่นเจ้าเมืองไคฟงในเวลานั้นกลับไล่ข้ากลับไปด้วยเหตุว่ามิใช่พื้นที่รับผิดชอบ ตัวข้าเกิดน้อยใจจึงกระโดดบ่อน้ำตายที่ท้ายศาลและรอคอยมาจนถึงวันนี้เจ้าค่ะ”
ท่านเปาได้ฟังเช่นนั้นก็เบาเสียงลง ทั้งถอนหายใจ แล้วกล่าวปลอบใจไปว่า
“ช่างน่าสงสารนัก วันนี้ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าเอง เจ้าจงบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดมาเสียเถิด”
นางร้องไห้ด้วยความดีใจ จากนั้นคำนับลงไปนับครั้งไม่ได้ พร้อมกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า
“ฮือ ๆขอบคุณเจ้าค่ะใต้เท้า”
พอหลัวเจียอิงกลั้นน้ำตาแห่งความอัดอั้นเอาไว้ได้แล้ว จึงเล่าต่อไปว่า
“ในปีนั้นฝนแล้งไร่นาไม่ได้ผลผลิต ข้าพเจ้าและครอบครัวต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือจิตใจของคนที่จ้องเอารัดเอาเปรียบ เพราะด้วยความจำเป็นบิดาของข้าพเจ้าจึงนำผืนดินฝืนสุดท้ายไปจำนองในอำเภอหลูโจว ซึ่งในขณะนั้นมีนายทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อนำเงินมาซื้อข้าวสารมิให้อดตาย แล้วรับเงินมาแค่เพียง 10 ตำลึง แต่ตระกูลหยางผู้มั่งคั่งทั้งมีเส้นสายของนายทัพนั้นกลับทำสัญญาไว้ถึง 10 ตำลึงทอง บิดาข้าพเจ้ามิรู้หนังสือจึงประทับนิ้วมือในสัญญานั้น จนสุดท้ายไม่มีปัญญาหาทองคำจำนวน 10 ตำลึงได้ พวกเราทั้งครอบครัวจึงไร้ที่ทำกินและแม้บ้านจะอยู่อาศัยก็ไม่มีเจ้าค่ะ ฮือ ๆ”
ท่านเปาครั้งได้ฟังจนถึงตอนนี้จึงพอจะทราบสาเหตุคร่าว ๆ แล้ว ว่าเหตุใดหยางจงหมิ่นเจ้าเมืองไคฟงในเวลานั้นจึงไม่รับฟ้องคดี!!
จึงกล่าวอย่างมีเมตตาว่า
"เรื่องราวอยุติธรรมถึงเพียงนี้ แต่เหตุใดเจ้าจึงต้องรอคอยอยู่นานถึงหลายร้อยปีเล่า ?"
นางก็ตอบทั้งน้ำตาว่า
"เพราะบัดนี้จำเลย ก็อยู่ในศาลไคฟงแห่งนี้แล้วเจ้าค่ะ!!"
ชายทั้งสามคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ โดยเฉพาะหยางไคที่ใบหน้าก็เริ่มซีดจางลงกว่าผู้ใดทั้งปวง เพราะพอจะคาดเดาเรื่องราวต่อไปนี้ได้บ้างแล้วกระมัง ?