ตอนที่ 10 องค์ชายเขาดันไม่เล่นตามบท (23)
ฮ่องเต้มีราชโองการลงมา ถือเป็การยืนยันการหมั้นระหว่างเหอหรงและอี้เหยียนเจ๋อ กำหนดฤกษ์ไว้เป็วันที่สองเดือนเก้าในปีหน้า
ผู้มีฐานะทั้งเมืองหลวงต่างรู้เื่มงคลนี้ แต่ละตระกูลชมไม่ขาดปาก รู้สึกเพียงว่าคนทั้งสองเหมาะสมกันอย่างที่สุดทั้งด้านหน้าตา ฐานะ และนิสัยใจคอ
งานโคมไฟคราวก่อนเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น ทั้งคู่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเด็กๆ ไม่เพียงแต่ทำให้ตระกูลขุนนางมากมายติดค้างหนี้บุญคุณ ซ้ำยังได้ชื่อว่าจิตใจดีและกล้าหาญในเมืองหลวงอีกด้วย
ชั่วขณะนั้นจวนเหวินจงโหวมีคนเข้าออกพลุกพล่าน ครอบครัวขุนนางต่างพาบุตรตนเองเข้ามาขอบคุณและแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ของขวัญขอบคุณและของขวัญแสดงความยินดีก็ถูกขนเข้าจวนเหวินจงโหวเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ห้องเก็บของในเรือนโยวหรานของเหอหรงแทบจะใส่ไม่หมดแล้ว
ท่านชายอันหนิงรับของขวัญแทนคำขอบคุณไว้ทุกชิ้น ส่วนของขวัญแสดงความยินดีก็มีการมอบของขวัญกลับทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงเื่อื่นสักนิดเดียว แสดงท่าทีว่าไม่เลือกพวกไม่หาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างชัดเจน อย่างไรเสียที่บ้านก็จะมีเขยเป็องค์ชายแล้ว ย่อมต้องรู้จักรอบคอบระมัดระวัง
แต่หากมีสามีภรรยาตระกูลไหนพาบุตรตัวน้อยมาขอบคุณด้วยตนเอง ก็ยากที่จะอดขอมาหาเหอหรงมิได้
เหอหรงเพิ่งลงจากเตียงเดินเหินได้ไม่กี่วันก็โดนบังคับให้เข้าพบเหล่าผู้คนที่มาขอบคุณ เขาที่เพิ่งส่งแขกไปได้ระลอกหนึ่งกำลังนอนปวดหลังเมื่อยเอวอยู่บนเก้าอี้นอน ใช้ให้หลิวซีนวดให้เขาอยู่
หลิวซีเอ่ยเสียงเบา “คุณชาย องค์ชายห้ามาขอรับ”
“มาก็มาสิ ให้เขาเข้ามาเอง จะให้ข้าออกไปรับเขาหรือไร” น้ำเสียงเหอหรงเกียจคร้าน บ่นอุบอิบเสียงอ่อนแรง “หลิวซี ออกแรงหน่อยสิ”
คนด้านหลังเขาชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นแรงนวดก็เพิ่มมากขึ้นจริงๆ กดไปนวดไปจนเหอหรงครวญครางด้วยความสบาย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว นวดแบบนี้สิถึงจะสบายตัว”
คนด้านหลังหัวเราะเบาๆ “วันหน้าข้ามานวดให้ท่านทุกวันเลยดีหรือไม่”
เหอหรงผงะ “อี้เหยียนเจ๋อรึ”
เขาหันกลับไปมอง เห็นว่าบ่าวไพร่ยืนทิ้งระยะห่างไกลออกไป เพียงแต่เหลือบมองมาทางนี้เป็ครั้งคราวเพื่อให้พวกเขาได้คุยกันส่วนตัว
หลังจากอี้เหยียนเจ๋อกลับเข้าราชวงศ์ ได้ตัวตนคืนมาก็ยุ่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่อาจมาหาเหอหรงได้ทุกวันอีกต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ผ่านไประยะหนึ่งเขาก็จะมาเยี่ยมเยียนจวนเหวินจงโหวตลอด
่ก่อนหน้านี้เขาตามเสด็จฮ่องเต้ไปเข้าร่วมการล่าสัตว์มา และได้กระต่ายหิมะมาหลายตัว กระต่ายสมัยนี้สีขนไม่บริสุทธิ์และหนังก็มิได้ดีอะไรนัก เดิมทีเขาไม่คิดจะให้เหอหรงดู
แต่เหอหรงกลับบอกว่าเหยื่อที่เขาล่าได้เป็ครั้งแรกแตกต่างจากของชิ้นอื่น มีความหมายพิเศษต้องเก็บเอาไว้
เขาจึงมอบหนังให้เหอหรง เหอหรงสั่งสาวใช้ให้ทำผ้าพันคอขนกระต่ายซึ่งเหมือนกันเปี๊ยบออกมาสองชิ้น และมอบให้เขาหนึ่งชิ้น
อี้เหยียนเจ๋อตั้งใจชะโงกมองคอของเหอหรง ผิวขาวนวลเผยอยู่ข้างนอกโดยไม่มีสิ่งใดปกคลุม เขามิได้สวมผ้าพันคอ
ก็ใช่ ตอนนี้อากาศยังร้อนอยู่ ยังไม่ถึงฤดูที่ต้องสวมผ้าพันคอ
เหอหรงพูดอย่างแปลกใจ “่ก่อนหน้านี้พวกนางระแวงเ้าอย่างกับโจรมิใช่รึ เหตุใดตอนนี้ถึงยอมให้เ้าอยู่ตามลำพังกับข้ากัน”
สายตาอี้เหยียนเจ๋อละจากคอของเหอหรงพร้อมเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฮ่องเต้มีราชโองการลงมาแล้ว จากวันนี้อีกไม่ถึงปีก็จะถึงพิธีแต่งงานของพวกเรา จะต้องกลัวคำครหาใดอีก”
เหอหรงถูกปรนนิบัติอย่างเป็สุขไปพลางบ่นไปพลาง “หลายวันมานี้คนที่เดินทางมาขอบคุณจะเหยียบเรือนข้าจนจะพังอยู่แล้ว ไฉนพวกเขาถึงมาหาเพียงข้า ไม่ไปหาเ้าบ้างเล่า”
“เราสามีภรรยาเป็เหมือนคนคนเดียวกัน พวกเขาจะไปหาใครก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ พวกเขามาหาข้าก็ใช่ว่าข้าจะยอมให้เข้าพบ มีเพียงท่านนั่นแหละใจอ่อนยอมให้พบ เข้าหาท่าน ท่านจะได้ช่วยพูดเป่าหูข้างหมอนข้ามิใช่หรือไร”
อี้เหยียนเจ๋อเอ่ยเสียงกระซิบแนบชิดหูเหอหรง หูของคุณชายเขาอ่อนไหวยิ่ง การพูดจาข้างหูเขาเช่นนี้ ลมหายใจปะทะใบหูของเขา หูเหอหรงแดงเถือกไปทั้งหู
อี้เหยียนเจ๋อมองดูติ่งหูนุ่มนิ่มน่าเย้ายวนของเหอหรงด้วยสายตาสื่อความหมาย เขาอยากใช้ลิ้นตวัดติ่งหูนุ่มนั้นเข้ามาในปาก ใช้ฟันขบกัดเบาๆ กดเอวของเขาไว้มิให้เขาขยับ บางทีคุณชายน้อยของเขาอาจจะเขินจนร้องไห้ออกมาก็เป็ได้
เหอหรงรู้สึกกระอักกระอ่วนสุดๆ เขานอนหมอบอยู่บนเก้าอี้นอน อี้เหยียนเจ๋อนั่งอยู่ด้านข้าง ซ้ำมือยังวางอยู่บนเอวเขา ตัวอี้เหยียนเจ๋อพูดจาข้างหูเขาประหนึ่งทั้งตัวแนบมาบนตัวเขา