ตอนที่ 8
“นี้มัน...”
“หม่อมฉันหวังว่าเครื่องรางนี้จะทำให้องค์ฮ่องเต้หายป่วยในเร็ววันเพคะ”
“เ้าได้เครื่องรางนี้มาจากไหน”องค์ไทเฮาถามเสียงสั่น
คำถามนั้นทำให้นางต้องหันไปมองฟางเหนียงถามผ่านสายตาว่าให้บอกหรือไม่ แต่ฟางเหนียงก็ตอบกลับมาผ่านทางสายตาว่ายังไม่ถึงเวลา พร้อมกับส่ายหัว
“คำถามนี้คงยากเกินไปสำหรับหม่อมฉันเพคะ”
พลางมองไปยังองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆ นั้นก็มีหมอหลวงที่เพิ่งให้ยาเสร็จแล้วนึกไปถึงฟางเหนียงที่พูดกระซิบกับนางว่าองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่เหลือเวลาบนโลกนี้เพียงแค่สองชั่วโมง
“ข้าก็หวังว่าป้ายหยกนี้จะทำให้พระองค์หายจากโรคภัยที่เป็อยู่”องค์ไทเฮาว่าพลางมองฮ่องเต้
“เ้าบอกไม่ได้จริงๆรึองค์หญิง ว่าเ้าได้ป้ายหยกนี้มาจากใคร ตอนที่เ้านำป้ายหยกให้กับท่านแม่ทัพนั้นท่านแม่ทัพก็มีอาการไม่ต่างไปจากทุกคนภายในห้องนี้”
นางมององค์รัชทายาทแล้วพูด
“เื่นี้ถ้าเ้าของป้ายหยกไม่อยากให้หม่อมฉันพูด หม่อมฉันก็พูดไม่ได้เพคะนางเพียงแค่ฝากให้หม่อมฉันนำป้ายหยกทั้งสองมาให้องค์ไทเฮาและท่านแม่ทัพเท่านั้น”แล้วมองฟางเหนียง พูดออกมาทั้งที่ตายับมองสหายอยู่
“แต่หม่อมฉันคิดว่าคงอีกไม่นานหรอกเพคะ”
จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินกลับไปนั่งที่เดิม
แต่นั่งได้ไม่นานทุกคนก็มองหมอหลวงที่ส่งเสียงโวยวายออกมา
“ฝ่าาฝ่าาพ่ะย่ะคะ...”
สิ่งที่เห็นคือร่างกายขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่กำลังเกร็งกระตุก
แต่สิ่งที่เธอเห็นนั้นคือระยะเวลาขององค์ฮ่องเต้มีชีวิตเหลือแค่สามสิบนาทีเท่านั้น
“แย่แล้ว...”
เธอส่งเสียงออกมาจนเหม่ยกวางหันมามองแล้วถาม
“เกินอะไรขึ้น”
“ไม่เกินสามสิบนาที”
แค่นั้นเหม่ยกวางก็หันไปมองยังเตียงนอนที่เห็นหมอหลวงพยายามช่วยและยื้อชีวิต
ระยะเวลาหนึ่งร่างที่เกร็งกระตุกขององค์ฮ่องเต้ก็นิ่งไป
ศูนย์นาที
“นิ่งแล้วรอดใช่หรือไม่” นางถามฟางเหนียง แต่ฟางเหนียงกับนิ่งก่อนจะส่ายหัวไปมาช้าๆ แล้วพูด
“ไม่สิ้นแล้วต่างหาก”
“หมอหลวงเป็อย่างไรบ้าง”
“กระหม่อมกระหม่อมไร้ความสามารถ โปรดปะากระหม่อมเถอะพ่ะย่ะคะ”
องค์ไทเฮาได้ยินแบบนั้นก็แทบสิ้นสติ
“ไทเฮา ไทเฮาเพคะรีบไปหายาลมยาหอมมาสิ” องค์ฮองเฮาพูด
“เพคะๆ”
ไม่นานอาการขององค์ไทเฮาก็ดีขึ้นแล้วลุกไปหาองค์ฮ่องเต้
“ฝ่าาฟื้นสิฝ่าา...”
“เสด็จแม่...”
ขณะที่ทุกคนกำลังโศกเศร้าแต่หมอหลวงกลับยิ้มออกมาโดยที่ไม่มีใครเห็น
“จะทำอย่างไรดี...”เหม่ยกวางพูด
“เหม่ยกวาง...”
เหม่ยกวางมองฟางเหนียงแล้วฟางเหนียงก็กระซิบบอกบางอย่างกับนาง นางก็พยักหน้ารับรู้
พอรู้ว่าต้องทำอะไรเหม่ยกวางก็เดินไปอยู่ข้างเตียง แล้วพูดกับองค์ไทเฮา
“องค์ไทเฮาเพคะ”
องค์ไทเฮาเงยหน้าขึ้นมอง
“หม่อมฉันของตรวจชีพจรขององค์ฮ่องเต้ได้หรือไม่เพคะ”
ซึ่งองค์ไทเฮาก็พยักหน้าตอบ
“ของพระทัยเพคะ”จากนั้นก็จับตรวจชีพจรที่คอ เพราะถึงแม้ชีพจรจะเต้นอ่อนที่คอก็มักจะจับได้ แม้ว่าจะยากก็ตาม
ไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งมองหน้ากันพลางถามผ่านสายตาว่าเหม่ยกวางรู้วิชาแพทย์ด้วยรึแต่คำตอบที่ได้จากอีกฝ่ายคือไม่รู้
เมื่อตรวจเสร็จก็เอามือออก
“ถ้าหม่อมฉันบอกว่า หม่อมฉันสามารถช่วยองค์ฮ่องเต้ได้...”
“เหม่ยกวาง...”เขาเรียกหลานสาวเสียงดัง แต่นางกลับไม่หันมามองเขาและที่เหม่ยกวางพูดออกมาแบบนั้นแน่นอนว่าทำได้ แต่คนที่ทำนั้นไม่ใช่เหม่ยกวางแต่เป็ฟางเหนียง
“องค์หญิงเหม่ยกวางพระองค์ทรงพูดอะไรออกมาพ่ะย่ะคะ ฝ่าาทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วนะพ่ะย่ะคะ” หมอหลวงพูด
แต่นางไม่ได้สนใจ
“พระองค์อยากให้หม่อมฉันช่วยหรือไม่เพคะ”
องค์ไทเฮามององค์หญิงเหม่ยกวางและสิ่งที่สะท้อนออกมาจากดวงตานั้นก็คือความแน่วแน่ไม่มีความลังเลสักนิด
“ช่วยฝ่าาด้วย”
“องค์ไทเฮา” หมอหลวงพูดออกมา ไม่คิดว่าองค์ไทเฮาจะยอม
แต่คนอื่นกลับมาอาการที่ใ
ส่วนเขากลับมองไปยังฟางเหนียงตาของนางมองไปยังร่างขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ที่อยู่บนเตียง
“ขอบพระทัยที่ไว้ใจหม่อมฉันเพคะ”ก้มหัวลง แล้วพูดขึ้นอีก
“แต่หม่อมฉันนั้น้าความเป็ส่วนตัวจึงต้องขอให้พระองค์และทุกคนออกไปก่อน”
แล้วองค์ไทเฮาก็พยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมกับทุกคน
“ฟางเหนียงเ้าพาทุกคนออกไป แล้วกลับเข้ามาช่วยข้า”
“เพคะองค์หญิง”
เธอพาทุกคนออกไปข้างนอกแต่ขณะที่กำลังจะปิดประตูห้อง แขนของเธอก็ถูกยึดเอาไว้พอหันไปมองก็เป็ไป๋อ๋องที่จับแขนของเธอเอาไว้ แล้วยังดึงเข้าไปใกล้อีก
“เ้าจะทำอะไร”เข้าถามนางลอดไร้ฟัน และให้ได้ยินเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น
“ช่วยชีวิตองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่เพคะ”เธอก็ตอบกลับไปเสียงเบาเช่นกัน
“ฟางเหนียง...”
“องค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่เป็คนที่หม่อมฉันต้องช่วยเพคะ”
พูดแล้วจ้องเข้าไปภายในดวงตาของไป๋อ๋อง
“ปล่อยหม่อมฉันได้แล้วเพคะ”
เมื่อแรงจับที่แขนคล้ายออกเธอก็แกะมือของไป๋อ๋องออกได้ ปิดประตูเดินเข้าไปยังด้านในสุดของตำหนัก
“เอาอย่างไรต่อ”เหม่ยกวางถามเมื่อฟางเหนียงกลับเข้ามา
แต่เธอกลับมองรอบๆเตียงที่มีเงาสีดำอยู่บอกผ่านสายตาว่าให้ถอยออกไป ซึ่งเงาเ่าั้ก็ถอยออกไปแต่โดยดีแต่ก็ยังอยู่ภายในห้อง
“ทำให้ฟื้นขึ้นมา”
“แต่ข้าตรวจชีพจรแล้วนะชีพจรไม่เต้นแล้ว”
“ถ้าตายไปแล้วยังไม่ครบหนึ่งวันข้าสามารถชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาได้ อีกอย่าง องค์ฮ่องเต้คนนี้ยังไม่ถึงอายุขัยอายุขัยจริงๆ นั้นคือ 76 ปี”
จากนั้นก็เดินไปนั่งลงข้างเตียงวางมือลงไปกลางอกขององค์ฮ่องเต้แล้วที่กลางฝ่ามือของเธอก็มีแสงสีขาวสลับสีดำเปล่งออกมา ส่วนตามองจอตรงหน้า
เหม่ยกวางมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึงตาเบิกกว้าง ปากอ้ากว้าง ไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดๆ ออกไปเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของฟางเหนียงเข้า
อึก
พร้อมกับความเ็ปที่ค่อยๆแล่นเข้าสู่ร่างกาย แต่เธอก็ต้องฝืนเอาไว้ก่อน
เมื่อจอตรงหน้าปรากฏชื่ออายุและบอกว่ารอดชีวิตแล้ว แสงสีขาวสลับสีดำก็หายไปเธอจึงเอามืออก จากนั้น...
“อ่ะ โอ๊ย...”
“ฟางเหนียงฟางเหนียง...” เหม่ยกวางรีบวิ่งเข้าไปหาฟางเหนียงที่อยู่ๆก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเ็ปและทรมาน แล้วนอนขดตัวข้างเตียง
“ฟางเหนียงเ้าเป็อะไร อย่าเป็แบบนี้สิ ข้าใจไม่ดี”
ทั้งสีหน้าที่ซีดตัวที่ขดงอ เสียงที่ร้องออกมาอย่างเ็ปนั้น ทำให้เหม่ยกวางกลัวแล้วดึงตัวของฟางเหนียงเข้ามากอดเอาไว้แน่น
สักพักฟางเหนียงก็สงบลงเสียงร้องที่เ็ปไม่มี มีเพียงแค่เสียงหอบหายใจเท่านั้นจึงดึงร่างของฟางเหนียงออกจากอ้อมแขน มองสำรวจก็เห็นสีหน้าที่เริ่มมีเืฝาดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่เ้าเป็อะไร” ถามด้วยความเป็ห่วง
“สิ่งตอบแทน”
“สิ่งตอบแทน...”
“อือ”
“สิ่งตอบแทนอะไร”
“มันคือสิ่งตอบแทนที่ข้าช่วยให้คนตายกลับมาชีวิตเพราะมันถือเป็การฝืนธรรมชาติ”
“ความเ็ปเจียนตายนั้นน่ะนะ”
เธอพยักหน้าตอบ
เหม่ยกวางกำลังจะพูดต่อแต่เสียงเสียดสีของผ้าห่มบนเตียงต้องทำให้หันไปมอง
องค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วกะพริบตาให้ชินกับแสง หันมองด้านข้างก็เห็นสตรีสองนางนั่งอยู่ที่พื้นข้างเตียง
แต่พวกนางไม่ใช่นางกำนัลของที่นี่
“ข้าข้าจะไปเรียกทุกคนให้เข้ามา” เหม่ยกวางว่าแล้ววิ่งไปยังประตู
ส่วนเธอก็ค่อยๆพยุงกายลุกขึ้น
“นะ...น้ำ...”
ซึ่งเธอก็รินน้ำให้พร้อมกับพยุงร่างขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ให้นั่งพิงหัวเตียง ป้อนน้ำที่รินให้ซึ่งดื่มไปถึงสามจอกด้วยกัน
ด้านนอกของตำหนักทุกคนล้วนมีสีหน้าที่กังวล โดยเฉพาะไป๋อ๋องที่เดินวนไปวนมาไม่หยุด
“นี้มันก็เกือบชั่วโมงแล้วนะยังไม่เสร็จอีกรึ” หมอหลวงพูดขึ้น
จากนั้นประตูห้องก็เปิดออกปรากฏตัวขององค์หญิงเหม่ยกวาง
“เป็อย่างไรบ้าง”องค์ไทเฮาถาม
แต่นางเพียงแค่ยิ้มออกไปผายมือเชิญทุกคนให้เข้าไปด้านใน ซึ่งทุกคนก็เข้าไปอย่างไว
พอเดินเข้ามาจนถึงส่วนในสุดของตำหนักภาพที่ทุกคนเห็นเป็สิ่งแรกคือองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่นั่งพิงหัวเตียงแล้วยิ้มแย้มให้กับสตรีนางหนึ่งที่เป็นางกำนัลขององค์หญิงเหม่ยกวาง
อีกทั้งสีหน้าที่ดูมีความสุขไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนหน้า
“ฝ่าา...”
เสียงเรียกของไทเฮาและฮองเฮาทำให้องค์ฮ่องเต้ละความสนใจออกจากฟางเหนียงแล้วหันไปมอง
“เสด็จแม่ ฮองเฮา”
ทั้งสองคนก็รีบร้อนเดินเข้าไปข้างเตียงซึ่งเธอก็ลุกขึ้น เดินไปอยู่กับเหม่ยกวาง
“เ้าเ้ากลับมาแล้ว” ไทเฮาพูดพร้อมกับจับไปตามหน้าตามตัวขององค์ฮ่องเต้
“พ่ะย่ะคะลูกรู้สึกว่าเพิ่งฟื้นขึ้นมาจากความตาย”
“ขอบคุณขอบคุณ์” องค์ฮองเฮาว่าก่อนจะหันไปหาหมอหลวง
“หมอหลวงมาตรวจมาตรวจเร็วเข้า”
“พ่ะ...พ่ะย่ะคะ...”เสียงเรียกขององค์ฮองเฮาทำให้หมอหลวงหลุดออกมาจากอาการตกตะลึงแล้วเข้าไปตรวจดูอาการ
พอตรวจดูก็พบว่าชีพจรกลับมาเต้นเป็ปกติร่างกายเท่าที่เห็นก็แข็งแรงหรืออาจจะแข็งแรงมากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำอีกทั้งยาพิษที่ถูกวางมานานหลายปีก็หมดสิ้นไป
“เป็อย่างไร...”
“พระวรกายของฝ่าาแข็งแรงดีพ่ะย่ะคะทุกอย่างปกติ กระหม่อมจะจัดยาบำรุงให้พ่ะย่ะคะ เพราะพระองค์นั้นเพิ่งหายจำเป็ต้องดื่มยาบำรุง”
องค์ฮ่องเต้ฟังที่หมอหลวงพูดเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังฟางเหนียง เพื่อขอความคิดเห็นกับสิ่งที่หมอหลวงพูด
แล้วคำตอบที่ได้กลับมาคือการส่ายหน้าจึงหันกลับมามองหมอหลวง แล้วพูด
“ไม่จำเป็”
“พ่ะย่ะคะ...”หมอหลวงขานรับอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
“ข้าไม่้ายาบำรุงอะไรทั้งนั้น”
“แต่ฝ่าาแต่พระองค์นั้นเพิ่งจะฟื้น จำเป็ต้อง...”
หมอหลวงพูดยังไม่ทันจบก็ถูกสายตาขององค์ฮ่องเต้มองมา จึงเงียบลง
“ข้าบอกว่าไม่้าหรือเ้าไม่เข้าใจ”
“เข้าใจเข้าใจแล้วพ่ะย่ะคะ”
แล้วมองไปยังฟางเหนียงยิ้มออกมาบางๆ ให้กับนาง
เขาสังเกตเห็นว่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้มองฟางเหนียงอยู่บ่อยครั้งก็ขมวดคิ้วแน่น พลางคิดว่าฮ่องเต้ผู้นี้คงไม่ทำตัวเป็โคแก่กินหญ้าอ่อนหรอกนะ
อีกอย่างฟางเหนียงก็เพิ่งจะ15 ขวบปี อายุกับเหม่ยกวางนางไม่เหมาะกับโคแก่อย่างองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่หรอก