“เ้าว่าฝ่าพระหัตถ์หมื่นพุทธองค์นั้นน่ากลัวเพียงใด?”
เสวี่ยฉินยังคงอยู่ที่โรงเตี๊ยมในหมู่บ้าน หลังจากลงเขาวิหารระฟ้า เขาก็ขอปักหลักเพื่อดูท่าทีของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางสักระยะ ก็ไม่แน่ว่าอาจมีอะไรให้แปลกใจเล่นก็เป็ได้
หลงเย่าส่ายหน้าไม่มีคำตอบ “ประเมินค่ามิได้ พลังนั้นสยบทุกสรรพสิ่งเมื่ออยู่ใต้ฝ่าพระหัตถ์หมื่นพุทธองค์”
“และถ้าหากฝ่ามือของพุทธองค์แปดเปื้อนเล่า?”
“หือ?”
“มันก็เกิดขึ้นได้นี่นา เ้าเองก็เห็นว่ายุทธภพนั้นอยากสยบวิหารระฟ้าให้อยู่ใต้อำนาจ อนาคตข้างหน้าก็ไม่แน่ว่าพุทธองค์อาจออกมาแก่งแย่งชิงอำนาจในโลกหล้า”
สิ่งที่เสวี่ยฉินพูดนั้นก็มีความเป็ไปได้ เื่การต่อสู่เข่นฆ่าแม้ไม่ใช่หนทางของสายธรรม แต่ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งเมื่อมีภัยมาถึงตัว นักบวชที่เอาแต่สวดมนต์ก็ต้องจับอาวุธต่อสู้เช่นกัน
“พุทธองค์หลี่จิ้งหยางมีบางอย่างที่น่าสนใจ”
“อะไร?”
เ้าสำนักเทียนฉีถอนหายใจ อากาศที่หนาวเหน็บเพียงนี้แต่ใจกลับไม่เย็นลงเลย “จะมีนักบวชที่ไหนเป็เช่นพุทธองค์ ถือครองบรรพชิต แต่กลับมีพลังท่วมท้นยากต่อกร”
“...”
“ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า พุทธองค์นั้นอาจเป็กุญแจสำคัญของเื่เคล็ดวิชาที่หายไป รวมไปถึงเื่ของ...”
คำพูดของเสวี่ยฉินกลืนหายลงคอไป หลงเย่าเข้าใจถึงภาระความรับผิดชอบที่สืบต่อกันมา เขาเองเป็ทั้งสหายและคนที่คอยดูแลเสวี่ยฉินมา ย่อมทราบถึงเื่ราวภายในสำนักที่ยังคงเป็ปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้
เ้าของเคล็ดวิชาในตำนานสิ้นใจอย่างน่าสังเวช ก่อนที่ศพจะหายไปจากสุสานของสำนักเทียนฉี
หิมะตกเบาลงใน่ใกล้ค่ำ ศิษย์ทุกคนเตรียมเข้าหอสวดมนต์
จื่อหลิงไม่กล้าไปสายอีก หลังจากโดนเรียกให้กลับมานั่งด้านหน้าที่เดิม เขาไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง ตามประสาคนมีชนักปักอยู่กลางหลัง คิดดังนั้นเขารีบมองซ้ายขวาสอดส่องหาพุทธองค์ เมื่อเห็นว่าท่านยังไม่ก็ชิงนั่งที่ก่อนอย่างรวดเร็ว
“นี่จื่อหลิง แล้วเยว่ชิงไปไหนเสียเล่า?”
“หะ?”
“จะใอะไรกัน เมื่อครู่ข้ายังเห็นเยว่ชิงด้านนอกอยู่เลย”
ศิษย์ตาดีเอ่ยถามจื่อหลิง แต่โชคก็ไม่ค่อยดีเท่าไรเมื่อพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นเดินเข้ามาพอดี
“ข้าบอกว่าเยว่ชิงป่วยไงเล่า! เ้าตาฝาดแล้ว”
“เอ...งั้นรึ?”
“..จ..เ้าอย่าหาพูดอีกเชียว คนอื่นจะคิดว่าเยว่ชิงเกียจคร้านเอาได้” จื่อหลิงพูดจบก็หันหน้าตรงมองไปยังเบื้องหน้ารูปปั้นขององค์ยูไล ในใจนั้นภาวนาขอให้เยว่ชิงปลอดภัยจากทุกสิ่ง
“จื่อหลิง”
“ข...ขอรับ”
“เสร็จจากสวดมนต์แล้ว ไปพบอาตมาที่ห้องภาวนาด้วย”
“หา!...เอ่อ ได้เลยขอรับ”
ศิษย์หนุ่มแอบตบเข่าตัวเองเสียงเบา ผิดไปอย่างที่เขาคิดที่ไหนกัน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นมีตาเหมือนสัปปะรด และมีหูแขวนไว้ทุกที่ของวิหารระฟ้า ต้องเป็เื่ของเยว่ชิงแน่นอนที่พุทธองค์ได้ยินเมื่อครู่ แบบนี้ชีวิตของเขากับเยว่ชิงเตรียมจบเห่กันหมดนี่แหละ
หลังเสร็จสิ้นการสวดมนต์ จื่อหลิงเดินคอตกไปพบพุทธองค์หลี่จิ้งหยางด้วยความสิ้นหวัง เขาจะบอกอะไรกับท่านได้ ในเมื่อบัดนี้เยว่ชิงคงลงเขาไปถึงโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านแล้ว
“มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ”
เขาหวังว่าท่าทีนอบน้อมสงบเสงี่ยมนี้จะช่วยให้เื่เปลี่ยนไป ไม่แน่ว่าบางทีพุทธองค์อาจไม่ได้อยากรู้เื่ของเยว่ชิงก็ได้ และเป็เขาที่คิดมากไปเพียงผู้เดียว
“เยว่ชิงอยู่ที่ใดหรือตอนนี้?”
“...!”
“อันที่จริงเยว่ชิงก็ออกมาให้อาตมาพบอยู่บ่อยครั้ง”
“พูดอะไรหรือขอรับ”
“ในโลกใบนี้ล้วนไม่เที่ยง ทุกสิ่งที่จื่อหลิงแสดงออกมานั้นปิดไม่มิด” ยิ่งทำให้ศิษย์หนุ่มมีท่าทีลนลานขึ้นมา เขาไม่เคยโกหกปิดบังใครมาก่อน และเมื่ออยู่ต่อหน้าพุทธองค์ก็ยิ่งยากไปอีก
สองขาคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าหลบตาผู้เป็ตัวแทนแห่งองค์ยูไล
“อย่าทำอะไรเยว่ชิงเลยนะขอรับ”
“...”
“แล้วก็...” จื่อหลิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอื้อนเอ่ยประโยคที่ไม่ควรออกมา “ศพของเยว่ชิงอยู่ที่ใดหรือขอรับ ข้าอยากสร้างสุสานให้กับสหาย”
เป็เสียงที่แ่เบาราวกับสายลม ทว่าก็หนักแน่นและจริงใจในคำพูด พุทธองค์หลี่จิ้งหยางอยู่ในท่าทีสงบไม่แสดงอาการใดออกมา ั์ตาสีอำพันมองมายังจื่อหลิงที่ก้มหน้าอยู่
“จื่อหลิงคิดว่าอาตมาทำร้ายเยว่ชิง?”
“ข...ขะข้าเปล่านะขอรับ”
“เยว่ชิงไม่ได้บอกจื่อหลิงหลิงเลยหรือ? ว่าเขาสิ้นลมหายใจอย่างไร?”
ศิษย์หนุ่มส่ายหน้ารัว เื่มันซับซ้อนเกินกว่าที่จื่อหลิงจะเข้าใจได้ อีกอย่างเยว่ชิงก็เอาแต่จมอยู่กับความแค้น ทว่าการแก้แค้นที่เยว่ชิงพูดเขายังไม่รู้ว่าคือผู้ใด
“เหตุใดพุทธองค์จึงปิดเื่เงียบเช่นนี้ขอรับ ในเมื่อไป๋เยว่ชิงไม่อยู่อีกแล้ว”
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางส่ายหน้าเล็กน้อย
“เยว่ชิงมีแต่ไอความแค้น ข้าไม่อยากให้สหายเป็เช่นนี้เลย อย่างน้อยก็ต้องทำสิ่งใดบ้างสิขอรับ เพื่อปลอบประโลมิญญาของเขา”
“กลับไปพักเถิดจื่อหลิง เอาไว้อาตมาจะคุยกับเยว่ชิงเอง”
หลี่จิ้งหยางสงบนิ่งราวกับภูผาสูงชัน ไร้ความรู้สึกอื่นใดให้จับเป็พิรุธ จื่อหลิงลุกขึ้นยืนเอ่ยลาพุทธองค์แล้วรีบเดินออกไปทันที หลังประตูห้องปิดลงจื่อหลิงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาคิดว่าเื่จะยุ่งยากมากกว่านี้เสียแล้ว
ไป๋เยว่ชิงลงจากเขามาเพื่อหาข่าว ร่างิญญานี้จะให้ผู้ใดอื่นล่วงรู้ไม่ได้ ยิ่งกับเสวี่ยฉินด้วยแล้วเยว่ชิงควรต้องระวังเป็พิเศษ เนตรจักรดารานั้นมองเห็นทุกสรรพสิ่ง หากมันเปิดเมื่อใดิญญาเขาคงไม่พ้นต้องโดนอีกฝ่ายทำร้ายแน่นอน
โรงเตี๊ยมยังคงมีผู้คนมากมาย เป็คนของสำนักเทียนฉีเป็ส่วนใหญ่ เยว่ชิงเดินปะปนเข้าไปกับเหล่าคุณชายที่กำลังร่ำสุราเมามาย เลยผ่านโต๊ะของเสวี่ยฉินที่นั่งดื่มสุราอยู่กับหลงเย่า
“รับสิ่งใดดีขอรับ”
“เอาชาร้อนมาก็แล้วกัน”
“รอสักครู่นะขอรับ”
เยว่ชิงพยักหน้าให้กับเด็กยกอาหาร ดวงตาสีชามองเสวี่ยฉินจากโต๊ะในสุดจุดอับสายตา ระยะตรงนี้เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน เยว่ชิงไม่อยากเสี่ยงที่จะไปนั่งใกล้กว่านี้ อีกนัยหนึ่งยังคงเกรงว่าพลังที่ควบคุมไม่อยู่นี้จะไปทักทายเสวี่ยฉินอีกรอบ
มองเงินในถุงผ้าแล้วก็ถอนหายใจ จื่อหลิงกลัวว่าเขาจะลำบากจึงใส่มาให้เสียเยอะแยะ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่อาจดื่มกินสิ่งใดได้ และชาร้อนกลิ่นหอมตรงหน้าก็คงต้องทิ้งอย่างเสียดาย
บทสนทนาของเสวี่ยฉินนั้นได้ยินไม่ค่อยชัด เมื่อลองอ่านปากก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร
ทั้งยุทธภพอยากกำราบวิหารระฟ้าอย่างนั้นหรือ!
เยว่ชิงคิดว่าตนเองคงแปลผิดไป ทว่าเมื่อลองตั้งใจฟังพร้อมกับอ่านปากของเสวี่ยฉินไปด้วย กลับพบว่ามันคือความจริง สิ่งที่ชั่วร้ายของโลกใบนี้คือการแก่งแย่งอำนาจ
สักพักมีเสียงเอะอะโวยวายตามมา เพ่งมองให้ดีก็พบว่าเป็ไจ๋เซิ่งแห่งสำนักกาขาว ทำไมคนในยุทธภพถึงพากันแห่มาที่นี่ หรือจะเป็อย่างที่เสวี่ยฉินพูดเมื่อครู่
พวกเขาร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง เสียงพูดคุยทักทายแว่วมาให้ได้ยิน สำนักกาขาวคือแขนซ้ายของสำนักเทียนฉี ยังมีแขนขวานั่นก็คือเผ่ามารจากเว่ยหนาน การที่ไจ๋เซิ่งมาที่นี่ก็เป็ไปได้สูงกับเื่ที่ว่าจะกำราบวิหารระฟ้าให้อยู่ในอำนาจของยุทธภพ
“คารวะเ้าสำนักเทียนฉี”
“อย่ามากพิธีเลยพี่เซิ่ง พวกเรานับว่าเป็พี่น้องเคียงกันมานาน”
“ข้าได้ข่าวว่าท่านมาที่นี่ เป็ทางผ่านกลับสำนักพอดีเลยแวะมาเยี่ยมเยียน” ไจ๋เซิ่งยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว การพบปะกับเสวี่ยฉินนับว่ายากยิ่ง หากไม่ได้มีเื่ด่วนสำคัญอื่นใด เสวี่ยฉินมักไม่ค่อยออกมาให้ใครพบ ใบหน้าเยาว์วัยที่ดูเหมือนจะยังเด็กเกินไปมากสำหรับการเป็เ้าสำนักนั้น ซุกซ่อนความร้ายกาจเอาไว้อย่างคาดไม่ถึง เื่ในยุทธภพนั้นยังคงมีอีกหลายสำนักที่อยากต่อกรกับสำนักเทียนฉี ทว่าก็เหลือกลับไปเพียงร่างไร้ิญญาเท่านั้น
สดับเพียรหมื่นภพชาติ