บทที่ 6
เซเลน่าเลื่อนสายตามองตาม พยายามอําพรางความสงสัยใคร่รู้ในผู้หญิงคนที่กําลังยืนอยู่ข้างตัวในยามนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ“คุณเคยเดินทางไปกับเดลต้า ควีน มาแล้วหรือคะ”“ใช่....ฉัน....เคยไปมาแล้วหลายครั้ง” น้ำเสียงที่ตอบนั้นอึกอักอยู่ ซึ่งทําให้เซเลน่าจับได้ว่า จะต้องมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในคําตอบนั้นเธอสํารวจกิริยาท่าทางของคู่สนทนาจากปลายหางตา และก็ได้เห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งในวัยสูงอายุท่าทางสงบ และสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองไว้ได้อย่างปราศจากข้อตําหนิ เพียงแต่ว่ามีอะไรบางอย่างที่เซเลน่ามีความรู้สึกว่ามันมีความผิดปกติแฝงอยู่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ผู้หญิงคนนั้นถืออยู่ในมือถูกบิดเป็นเกลียว บอกถึงความปั่นป่วนในอารมณ์ และในดวงตาคู่สีน้ำตาลก็หล่อรื้นอยู่ด้วยหยาดน้ำตา บ่อยครั้งที่เธอเคยเห็นเพื่อนของพ่อที่มาเยี่ยม แสดงกิริยาที่ขัดต่อความรู้สึกภายในของตนเอง ในลักษณะเดียวกันกับที่ผู้หญิงคนนี้กําลังแสดงอยู่ และอย่างน้อยเธอก็เป็นลูกสาวของพ่อผู้เป็นบาทหลวง“ขอโทษเถอะนะคะ แต่....เอ้อ....คุณมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประเล้าประโลม อย่างที่พ่อมักจะใช้เสมอออกไปโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับถอดแว่นตากันแดดออก“ฉัน....” ดูเหมือนคําปฏิเสธจะรออยู่ตรงริมฝีปาก เมื่อมองเห็นแววแห่งความเห็นใจฉายแสงอยู่ในดวงตาของเซเลน่า จึงเบือนหน้าไปเสียทางหนึ่ง “ไม่มีอะไรหรอก”“ที่จริงฉันไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงในเรื่องส่วนตัวของคุณหรอกนะคะ แต่จากสีหน้าท่าทางของคุณรู้สึกว่า จะไม่สบายใจอยู่มาก บางครั้งมันก็ช่วยได้นะคะ ถ้าจะเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟังโดยเฉพาะ....เอ้อ....กับคนแปลกหน้าน่ะค่ะ” เธอสังเกตเห็นอาการสะท้านอย่างขับความรู้สึกบังเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนั้น“เธอเป็นผู้หญิงสาวที่ฉลาดเฉลียวมาก” รอยยิ้มฝืน ๆ ปรากฏขึ้น “ผู้หญิงในวัยเดียวกับเธอน้อยนักที่จะอยากสนใจไต่ถาม” หล่อนทอดถอนใจเบา ๆ“คงจะเป็นเพราะการถูกอบรมมาน่ะค่ะ” เซเลน่าไม่อยากให้ใครคิดว่าเธอเป็นบุคคลพิเศษแต่อย่างใด “คือพ่อของฉันเป็นบาทหลวงค่ะ”“ก็ต้องนับว่าเป็นการอบรมที่ดีมาก” ผู้หญิงคนนั้นก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าในมือ และค่อย ๆ คลายปมที่ตนเองผูกไว้อย่างใจคอไม่อยู่กับเนื้อตัว“ฉันชื่อ เซเลน่า เมอริคค่ะ” เซเลน่ายื่นมือไปให้สัมผัส“จูเลีย บาร์คเล่ย์” ผู้สูงวัยกว่าเกาะกุมมือเซเลน่าไว้อย่างดีใจ “คุณมาเที่ยวใช่ไหมคะ”“ใช่ค่ะ ฉันเป็นนักทัศนาจรเมืองของคุณไงคะ เที่ยวชมตึกรามบ้านช่องแล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้ชมนั่นแหละ” เซเลน่าเข้าใจดีถึงการที่ผู้หญิงคนนั้นลังเลใจที่จะเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้เธอฟังดังนั้นจึงปล่อยให้การสนทนาดําเนินไปเรื่อย ๆ “ก็เพราะความเป็นนักทัศนาจรนี่แหละที่ทําให้ฉันต้องมาถึงท่าเรือแห่งนี้ ได้ยินเขาพูดกันน่ะค่ะว่า เดลต้า ควีน เข้า เทียบท่าแล้ว ก็เลยอยากจะมาดู”“แล้วเธออยู่ที่ไหนล่ะ”“ไอโอวาค่ะ” เซเลน่าตอบ“ก็....มาจากแผ่นดินที่เป็นท้องไร่ท้องนาแล้วก็ทุ่งกว้างสินะ เธอคงไม่รู้สึกอะไรกับการที่เดลต้าที่เป็นที่ราบหรอกนะ ใช่ไหม” ผู้หญิงที่แนะนําตัวเองว่าชื่อจูเลียบาร์คเล่ย์ถามยิ้ม ๆ“ไม่เลยค่ะ” เซเลน่าตอบ “แม้ว่าเราจะมีภูเขามากกว่าที่นี่ก็ตาม ว่าแต่ว่าคุณอยู่ในตัวเมืองนิวออร์ลีนส์เลยหรือคะ”“ที่จริงแล้ว ครอบครัวของฉันน่ะมีที่ดินถิ่นฐานอยู่นอกตัวเมืองนิว ออร์ลีนส์ แต่ฉันมีห้องพักเล็ก ๆ อยู่ที่นี่ เพื่อที่ว่าวันไหนอยากอยู่ตามลําพัง จะได้หนีมาพักอยู่ที่นี่ไงคะ” จูเลียเน้นตรงคําว่า ‘หนีมาพัก’ ออกมาอย่างไม่รู้ตัวเซเลน่าพอจะเดาได้ในทันทีว่าจูเลียจะต้องมีปัญหาทางบ้านเกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของลูกสะใภ้ที่จูเลียไม่สามารถจะยอมรับได้ อีกครั้งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้เหม่อมองไปยังเรือที่ประกอบด้วยล้อขนาดใหญ่อยู่ข้างลํา อันเป็นลักษณะของคนที่กําลังรําลึกถึงความหลัง“รู้สึกว่าคุณมีความผูกพันเป็นพิเศษกับเรือเดลต้า ควีน นี้นะคะ” เซเลน่าตั้งข้อสังเกตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เพราะดูเหมือนมันจะเตือนใจให้คุณได้ระลึกถึงอะไรบางอย่าง”น้ำตาที่หล่อรื้นอยู่ในดวงตาของผู้หญิงคนนั้นเห็นชัดขึ้น ทําให้ดวงตาคู่สีน้ำตาลเป็นประกายเหมือนแสงเพชร แต่มันก็มีประกายแห่งความสุขที่ฉายแสงร่วมอยู่ ริมฝีปากที่ฉาบไว้ด้วยลิปสติกสีแดงเผยอยิ้ม“ฉันพบกับเลสลี่ บนเรือลํานี้” จูเลียเอ่ยขึ้นลอย ๆ“สามีของคุณหรือคะ” เซเลน่าลองเดา“ไม่ใช่หรอก” จูเลีย บาร์คเล่ย์ กะพริบตาถี่ ๆ เหมือนจะกล้ำกลืนน้ำตาไว้ ก่อนที่จะหันมามองเซเลน่า “ฉันยังไม่เคยแต่งงานหรอก เป็นสาวแก่คนเดียวในครอบครัว... ฉันหมายความตามตัวอักษรเลยนะ” หล่อนพยายามจะพูดให้เห็นเป็นเรื่องขัน เกี่ยวกับวันวัยที่ล่วงไป ขณะที่เซเลน่าแสดงออกถึงความแปลกใจ “เพราะฉะนั้นใคร ๆ ใน ครอบครัวเขาถึงได้มองเห็นว่า ฉันเพ้อฝันมากเกินไป แล้วก็กําลังจะทําอะไรโง่ ๆ ลงไปด้วย เพราะตามที่ถือปฏิบัติกันมานั้น ผู้หญิงในวัยอย่างฉันไม่มีใครเขาทําอย่างที่ฉันทําอยู่ในเวลานี้หรอก”“เอ๊ะ คุณหมายความว่ายังไงคะ” เซเลน่าออกจะรู้สึกสับสนไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ในตอนแรกที่เธอเดาเอาว่า ปัญหาของสตรีผู้สูงวัยกว่าคนนี้น่าจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับครอบครัว ดูจะไม่ตรงต่อความจริงเสียแล้ว“เธอเชื่อในเรื่องรักแรกพบไหมล่ะ เซเลน่า” จูเลียกลับย้อนถามก่อนที่จะถามต่อว่า “ให้ฉันเรียกเธอว่าเซเลน่าได้ไหม”“ได้สิคะ แต่สําหรับคําถามแรกของคุณนั่น” เซเลน่าเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ “ที่จริงฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไรนักหรอกค่ะ เพราะว่าไม่เคยมีความรักชนิดปักใจมาก่อน ก็อาจจะมีชนิดโฉบไปเฉี่ยวมาบ้างค่ะ แต่จริง ๆ ยังไม่มี ก็เลยมองไม่เห็นว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างที่คุณพูดหรือเปล่า”“เชื่อฉันเถอะค่ะ ที่รัก ว่ามันเกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะว่ามันเกิดกับฉันมาแล้ว....ก็กับเลสลี่นั่นละ” ดวงตาคู่สีน้ำตาลเบือนมองไปทางเรือลํานั้นอีกครั้ง แววในดวงตาบอกถึงความฝันที่แฝงฝังอยู่ในใจ“มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือคะ” เซเลน่าต้องใช้ความกล้าอยู่บ้างที่จะตั้งคําถามนั้นออกไป“เขาขอให้ฉันแต่งงานกับเขา” ความรู้สึกกึ่งไม่แน่ใจปรากฏขึ้นบนแนวหน้าผากที่นวลเนียนไร้ริ้วรอยย่น แต่แล้วก็ถูกอําพรางด้วยรอยยิ้ม เมื่อจูเลีย บาร์คเล่ย์ หันกลับมามองเซเลน่า “ตอนนี้ฉันกําลังจะไปโบสถ์ เธออยากไปกับฉันด้วยไหมล่ะ หลังจากนั้นแล้ว ถ้าเธอไม่มีแผนการอื่น บางทีอาจจะทานอาหารค่ำวันอาทิตย์กับฉันที่อพาร์ตเม้นท์ ก็ได้นะ ไม่ต้องลังเลใจที่จะปฏิเสธหรอก ถ้าเธอไม่อยากไป ฉันก็เข้าใจดี”“ฉันยินดีค่ะ” เซเลน่ารับคําเชิญโดยไม่ได้ลังเลใจเลยนอกเหนือจากฐานะอันมั่งคั่ง และท่าทีที่บ่งบอกให้รู้ถึงความเป็นผู้ดีเต็มตัว ทั้งจากเสื้อผ้าและกิริยาท่าทางแล้ว จูเลีย บาร์คเล่ย์ก็คือผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเงียบเหงา ฝังตัวเองอยู่กับความทรงจําอยู่กับความรักที่รานร้าว ซึ่งเซเลน่ามั่นใจยิ่งเสียกว่าที่จะกล่าวออกมาเป็นคําพูดและเซเลน่าก็ยินดีที่จะได้พบปะกับผู้คนอยู่มาก เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงอยู่เป็นเพื่อนสตรีสูงวัยผู้เงียบเหงา อาจจะช่วยให้คลายความเบื่อหน่ายลงได้ ยิ่งกว่านั้น เธอก็ยังมีวันหยุดเหลืออยู่อีก ถึงสิบสองวัน ก็แล้วการที่จะเสียเวลาในวันอาทิตย์สักสองสามชั่วโมง จะเป็นอะไรไปในครู่นั้น ที่เซเลน่าเหมือนจะได้ยินเสียงแม่หัวเราะ พร้อมกับพูดขึ้นว่า“ไม่ว่าจะเป็นหมากลางถนนหรือเด็กหลงทาง ถ้าได้พบลูกละก้อ รับรองว่าจะได้ที่อยู่ในที่ที่อบอุ่นที่สุดทีเดียว เซเลน่า”แม้จะอยู่ในวัยยี่สิบสามแล้ว แต่เซเลน่าก็ยอมรับว่า ในบางครั้ง เธอก็มีความไว้วางใจในตัวคนแปลกหน้ามากเกินไปขอให้คิดดูถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันวานที่เธอได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าผมดํานั่นสิ เซเลน่าอดยิ้มให้กับตนเองไม่ได้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า เธอไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับคนแปลกหน้าเลย เพราะขณะนี้เธอกําลังจะรับประทานอาหารค่ำและไปโบสถ์กับผู้หญิงแปลกหน้าอีกคนหนึ่งแล้ว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็พยายามปัดความคิดเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นออกไปจากใจน่าแปลกนัก ที่ความทรงจําเกี่ยวกับเขามักจะปรากฏขึ้น ในเวลาที่ไม่คาดคิดเสมอ และมันก็ได้เกิดขึ้นในขณะที่เธอนั่งอยู่ในโบสถ์และกําลังนมัสการอยู่ ตอนที่กระเป๋าถือหลุดร่วงลงจากตัก ข้าวของภายในเกือบจะหล่นออกจากกระเป๋าหมด กว่าที่เธอจะคว้ามันไว้ได้ทันในทันใดนั้น ปึกเงินที่ผู้ชายคนนั้นได้ยัดใส่ลงไว้ในกระเป๋าก็หลุดเลื่อนออกมากองอยู่บนพื้นโบสถ์ ความจริงเซเลน่าลืมเรื่องเงินจํานวนนั้นไปสนิท จนกระทั่งมาถึงนาทีนี้จูเลีย บาร์คเล่ย์ ขมวดคิ้วอย่างกังวล กระซิบพูดกับเซเลน่าว่า“เธอไม่ควรจะพกเงินมาก ๆ ติดตัวอย่างนี้เลยนะ ไม่ฉลาดเลย”“มัน..มันไม่ใช่เงินของฉันหรอกค่ะ” เซเลน่าตอบอย่างไม่สบายใจและรู้สึกขัดเขินอยู่ “ฉันเพียงแต่เก็บไว้ให้ใครคนหนึ่งเท่านั้น ตั้งใจไว้ว่าจะเอามันไปคืน...ภายหลัง น่ะค่ะแต่จะคืนอย่างไรนั้น เธอยังไม่มั่นใจนัก แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องหาทางคืนเงินให้ผู้ชายคนนั้นให้ได้ แต่จะต้องไม่ใช่ด้วยวิธีไปเคาะประตูห้องพักของเขาแน่ออกจะโชคดีอยู่ ที่จูเลีย บาร์คเล่ย์ ยอมเชื่อในคําพูดของเธอ หรืออย่างน้อยสตรีสูงอายุก็มีความสุภาพมากพอที่จะไม่ถามต่อ