หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 50 ท่านอ๋องเรียกพบ

    บทที่ 50 ท่านอ๋องเรียกพบ

     

    รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้อวี้ค่อยจริงใจกว่าเดิม ต่งฮูหยินเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง นางแลกเปลี่ยนหนังสือหมั้นกับอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ขอบคุณสำหรับความใจกว้างของใต้เท้าต่งและต่งฮูหยิน”

     

    ใต้เท้าต่งเห็นว่าเรื่องราวไม่อาจแก้ไขได้อีกแล้ว เขาอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่น้อยนิดคืนให้บุตรชายคนโต จึงพูดว่า “เช่นนั้นสินสอดพวกนี้ก็ยกให้เป็นสินเดิมของคุณหนูกู้เถอะ เรื่องนี้ลูกชายข้าเป็นฝ่ายผิด ถือเสียว่าเป็นการชดเชยให้คุณหนูกู้”

     

    ในกลุ่มคนมุงมีคนพูดว่า “ยังถือว่ามีจิตสำนึกอยู่บ้าง”

     

    ได้ยินแบบนั้น กู้อวี้ก็กระแอมก่อนกล่าวเสียงดังฟังชัด “นั่นกลับไม่จำเป็น น้องสาวไม่ต้องใช้ของพวกนี้ ถ้าท่านไม่รับคืน ผู้เยาว์ก็จะขอยืมดอกไม้ถวายพระ*[1] เปลี่ยนสินสอดพวกนี้เป็นเงินบริจาคให้สถานสาธารณะ ถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศลหนึ่ง”

     

    สถานสาธารณกุศลของที่นี่คล้ายคลึงกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในยุคปัจจุบัน ปกติรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ในช่วงเทศกาลก็จะเปิดโรงทานแจกจ่ายโจ๊กให้ขอทานและคนเร่ร่อน

     

    ในกลุ่มคนมุงมีคนพูดขึ้นมาอีกว่า “กู้ซื่อจื่อบริจาคทานช่วยเหลือคนทุกข์ยาก ช่างเป็นคนดีโดยแท้!”

     

    ใต้เท้าต่งทราบว่าคำพูดของตนเองถูกกู้อวี้บ่ายเบี่ยงได้อีกแล้ว นั่นเป็นสินสอดของครอบครัวเขาชัด ๆ แต่กลับถูกกู้อวี้นำไปทำการกุศล ชื่อเสียงดีงามยังไปตกที่อีกฝ่าย

     

    แต่พูดถึงขั้นนี้แล้วย่อมไม่อาจทวงคืน จึงพูดว่า “เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน”

     

    ครั้นจัดการธุระเรียบร้อย กู้อวี้ก็กล่าวคำอำลา

     

    ขณะกำลังจะขึ้นไปนั่งบนหลังม้า องครักษ์แปลกหน้าผู้หนึ่งก็เดินเข้ามากล่าวกับนางว่า “กู้ซื่อจื่อ ท่านอ๋องของพวกข้าเชิญไปพบขอรับ”

     

    นางแลเห็นตราประจำตระกูลบนชุดขององครักษ์ผู้นั้น เซียวเหยาอ๋องเรียกนางไปพบตอนนี้ต้องการอะไรกันแน่?

     

    กู้อวี้หรี่ตาเล็กน้อย พลิกร่างขึ้นไปบนหลังม้าแล้วกล่าวว่า “รบกวนไปบอกท่านอ๋องของพวกเจ้าว่าข้าติดธุระ ไม่อาจปลีกตัวไปได้”

     

    องครักษ์ผู้นั้นกล่าว “กู้ซื่อจื่อ ท่านอ๋องต้องการพบท่านเดี๋ยวนี้ อย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยขอรับ ไม่อย่างนั้น…”

     

    เขาแตะดาบตรงหว่างเอว

     

    กู้อวี้กำบังเหียนแน่น นางย่อมไม่เห็นลิ่วล้อคนหนึ่งอยู่ในสายตา แต่เซียวเหยาอ๋องเบื้องหลังเขากลับเป็นตัวปัญหาอย่างแท้จริง

     

    นางกัดฟัน สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวว่า “นำทาง”

     

    กู้อวี้ตามองครักษ์ผู้นั้นไปจนถึงจวนองค์หญิงใหญ่ องครักษ์ที่นำทางอยู่เงียบงันไร้วาจาตลอดทาง นางจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาว่า “พี่ชายท่านนี้มีนามว่าอะไร?”

     

    องครักษ์ผู้นั้นตอบ “กว่อเหยียน (พูดน้อย)”

     

    นางไม่เข้าใจ “อะไรนะ?”

     

    กว่อเหยียนผู้นั้นไม่ตอบแล้ว

     

    กู้อวี้ถามอีกว่า “องค์หญิงใหญ่อยู่ที่จวนหรือไม่ มาเยือนจวนครั้งแรก ตามมารยาทแล้ว ข้าควรไปคารวะทักทายเสียหน่อย”

     

    กว่อเหยียนตอบอย่างรวบรัด “ไม่อยู่”

     

    กู้ซื่อจื่อถามต่อ “ท่านอ๋องเรียกพบข้ามีธุระใด?”

     

    เขาตอบว่า “ไม่ทราบ”

     

    นางอัดอั้น กว่อเหยียนผู้นี้พูดน้อยสมชื่อจริง ๆ!

     

    คิดไม่ถึงว่าเซียวเหยาอ๋องที่ปากร้ายแบบนั้นกลับมีองครักษ์เป็นคนพูดน้อยคนหนึ่ง พูดจาแต่ละทีก็พูดออกมาแค่ทีละคำสองคำ

     

    องค์หญิงใหญ่ได้รับพระกรุณาจากฮ่องเต้ ที่ประทับจึงสร้างตามมาตรฐานของบรรดาศักดิ์ชั้นชินอ๋อง*[2] อาคารน้อยใหญ่เรียงราย มีภูเขาเทียมและต้นไม้ร่มรื่น หลังจากเดินตามโถงทางเดินเลี้ยวไปเจ็ดแปดโค้งค่อยมาถึงตำหนักของเซียวเหยาอ๋อง

     

    เหนือประตูทางเข้าแขวนป้ายชื่อตำหนักไว้ว่า ‘ตำหนักเฮ่อลี่’*[3] ช่างสอดรับกับนิสัยหลงตัวเองของเขายิ่งนัก

     

    กู้อวี้เงียบงัน

     

    หมายความว่าในสายตาของเซียวเหยาอ๋อง เขาคือกระเรียน (เฮ่อ) ส่วนคนอื่นคือไก่สินะ?

     

    สำหรับนาง ด้วยนิสัยของเซียวเหยาอ๋องดาวหายนะผู้นี้ สมควรตั้งชื่อตำหนักว่า ‘ตำหนักอูยา’ (ตำหนักอีกา) จะเหมาะกว่า

     

    สิ่งที่แปลกกว่านั้นก็คือ เมื่อนางเดินตามกว่อเหยียนเข้าไปในเขตตำหนักเฮ่อลี่ก็เห็นว่าในนั้นยังเลี้ยงกระเรียนขาวไว้สองตัว ตัวหนึ่งกำลังก้มหน้าจิบน้ำ อีกตัวกำลังแหงนหน้าสยายปีก

     

    เสียงของเซียวเหยาอ๋องดังออกมาจากในตำหนัก “เข้ามา”

     

    กู้อวี้เดินเข้าไป กว่อเหยียนล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

     

    เซียวเหยาอ๋องนั่งไขว่ห้าง มือถือเม็ดหมากล้อมสีดำ บนโต๊ะข้างกายมีกระดานหมากวางอยู่

     

    สมกับที่เป็นผู้ลุ่มหลงในศาสตร์การเดินหมากจริง ๆ กู้อวี้แสดงคารวะต่อเขา “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง ท่านอ๋องเรียกข้าน้อยมาพบมีธุระอะไรหรือ?”

     

    จวินเจ๋อกล่าวโดยไม่เงยหน้า “มานี่”

     

    กู้อวี้สัมผัสได้ว่าวันนี้สภาพอารมณ์ของเขาไม่ค่อยปกตินัก จึงเดินหน้าไปสองก้าวด้วยความระวังตัว

     

    ได้ยินเซียวเหยาอ๋องพูดว่า “คราวก่อนบอกไปแล้วว่าเชิงหมากรุกของกู้ซื่อจื่อไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าในสายตาของกู้ซื่อจื่อ หมากขาวบนกระดานนี้จะสามารถพลิกฟื้นคืนมาได้อย่างไร?”

     

    นางมองไปบนกระดานหมากก็พบว่าเป็นหมากกระดานเดียวกับที่เคยเดินกับเซียวเหยาอ๋องระหว่างทางไปสมาคมพ่อค้าวันนั้น

     

    เซียวเหยาอ๋องจำลองหมากกระดานของวันนั้นขึ้นมาใหม่โดยไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่หมากเดียว

     

    ‘ความสามารถในการจดจำของเซียวเหยาอ๋องช่างน่าตกใจจริง ๆ’ นางลงความเห็นในใจ

     

    แต่หมากกระดานนี้ช่วงเริ่มต้นนางลงอย่างไม่ใส่ใจ ภายหลังแม้จะกอบกู้คืนมาได้อย่างเฉียดฉิว แต่ยังคงตกเป็นรองหมากดำอยู่ดี ไม่มีทางรอดอีกแล้ว

     

    นางจึงเอ่ยว่า “ไร้หนทางเดิน”

     

    ไม่รู้ว่าคำพูดของนางไปกระทบจิตใจของเซียวเหยาอ๋องหรืออย่างไร เสียงหมากกระทบกันพลันดังขึ้นมา

     

    เซียวเหยาอ๋องขว้างหมากดำในมือลงบนกระดานจนเม็ดหมากกระจัดกระจาย

     

    กู้อวี้สัมผัสได้ถึงจิตสังหารจึงพุ่งตัวไปทางประตูโดยสัญชาตญาณ ประตูบานคู่พลันกระแทกปิดดังปัง

     

    ช่างเป็นกำลังภายในที่แข็งแกร่งนัก

     

    แผ่นหลังของหญิงสาวหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?

     

    “กู้ซื่อจื่อทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมอันใดมางั้นหรือ ถึงได้รีบร้อนหนีไปแบบนั้น?” จวินเจ๋อกล่าวขึ้นเสียงเย็นเยียบจากข้างหลังนาง

     

    กู้อวี้ไม่เข้าใจว่าเขากำลังบอกใบ้เรื่องอะไร จึงตอบกลับไปอย่างเย็นชา “ข้าน้อยฟังคำพูดของท่านอ๋องไม่เข้าใจ หากข้าน้อยทำอะไรให้ท่านอ๋องขุ่นเคืองอีกก็พูดออกมาเถอะ”

     

    จวินเจ๋อสาวเท้ากดดันเข้ามาเรื่อย ๆ ในขณะที่กู้อวี้ถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่าจนถึงขอบประตู

     

    มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางกำหมัดแน่น ไม่รู้ว่านางจะสามารถรับมือเซียวเหยาอ๋องได้กี่กระบวนท่า

     

    “จูเจี้ยนชุนตายแล้ว” แววตาของจวินเจ๋อลุกโชนด้วยความโกรธ

     

    รูม่านตาของกู้อวี้พลันหดเล็ก ถามกลับทันทีว่า “ตายได้อย่างไร?”

     

    จวินเจ๋อแค่นหัวเราะ “กู้ซื่อจื่อลองเดาดูสิ มีอะไรอยู่ในสถานที่ตายของจูเจี้ยนชุน?”

     

    กู้อวี้หงุดหงิดยิ่งนัก เขามัวอมพะนำอะไรในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ น้ำเสียงของหญิงสาวจึงเย็นชากว่าเดิม “ข้าไม่ได้มีตาทิพย์หูทิพย์เสียหน่อย จะรู้ได้อย่างไรว่าค้นพบอะไรที่นั่น”

     

    จวินเจ๋อชักดาบตวนฟางออกมาพาดขวางตรงลำคอของอีกฝ่าย “กู้ซื่อจื่อ ไยจึงชอบลืมที่ต่ำที่สูงอยู่เรื่อย”

     

    คำหยาบสารพัดดังก้องในใจกู้อวี้ เวลาแบบนี้ท่านจะถือสาเรื่องศักดิ์ฐานะหาอะไร

     

    ไม่รอให้นางเปิดปากพูดจาอย่าง ‘ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง’ อีกครั้ง จวินเจ๋อก็พูดขึ้นมาเองว่า

     

    “เรือที่จูเจี้ยนชุนโดยสารมาเมืองหลวงถูกวางระเบิด แต่ในบรรดาศพที่ถูกงมขึ้นมาได้กลับไม่มีร่างของจูเจี้ยนชุน”

     

    ถ้าแค่ไม่พบศพของจูเจี้ยนชุนก็สามารถอธิบายได้ว่าอาจถูกสายน้ำพัดไป ไม่รู้ว่าลอยหายไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

     

    แต่จากท่าทีของเซียวเหยาอ๋อง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่กรณีนั้น กู้อวี้คล้ายจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ฝ่ามือที่กำแน่นพลันชื้นเหงื่อ “ยังมีอะไรอีก?”

     

    “ในที่สุดกู้ซื่อจื่อก็ไม่เสแสร้งว่าไม่รู้เรื่องแล้วสินะ เจ้าว่าแปลกไหม ในบรรดาศพที่กู้ขึ้นมาได้กลับมีคนจากจวนตระกูลกู้ของเจ้าอยู่ด้วย” จวินเจ๋อพูด

     

    สัมผัสได้ว่าดาบตวนฟางประชิดลำคอของตนเองเข้ามาเรื่อย ๆ กู้อวี้ขมวดคิ้วตอบว่า “ในเมื่อท่านอ๋องบอกว่าเรือลำนั้นถูกระเบิด แล้วแน่ใจได้อย่างไรว่าในบรรดาศพที่ถูกระเบิดจนแยกแยะหน้าตาไม่ออกนั้นมีคนจากจวนข้าอยู่ด้วย”

     

    “กู้ซื่อจื่อช่างไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาเสียจริง”

     

    จวินเจ๋อว่าแล้วก็เก็บดาบตวนฟางกลับไป ปลดป้ายคำสั่งลงมาจากเอว “ตราประจำตระกูลกู้ของพวกเจ้า กู้ซื่อจื่อคงจะไม่อ้างว่าไม่รู้จักอีกกระมัง”

     

    กู้อวี้นึกทอดถอนใจ ทราบว่าตนเองคงยากจะอธิบายได้ชัดเจน จึงฝืนเงยหน้าขึ้นสบสายตาอันตรายของเขา “จวนตระกูลกู้มีข้ารับใช้มากมาย ถ้าจะมีใครสักคนที่ทำป้ายหายไปแล้วถูกคนอื่นเก็บได้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

     

    จวินเจ๋อบีบแก้มของนางไว้อีกครั้ง กล่าวเสียงเหี้ยมว่า “กู้ซื่อจื่อช่างปากแข็งจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่ากระดูกของกู้ซื่อจื่อจะแข็งสักแค่ไหน สามารถทนรับการทรมานของกรมอาญาได้สักกี่น้ำ”

     

    กู้อวี้ถูกบีบแก้มจนปากยู่เป็นปลาทองอีกครา คิดในใจว่าเซียวเหยาอ๋องเรียกนางมาพบ ไม่ได้รายงานฝ่าบาทโดยตรง แสดงว่าคงมีแผนการอื่น จึงไม่กลัวการข่มขู่ของเขา ทั้งยังตอบโต้กลับไปว่า “ข้าน้อยจะทนรับได้หรือไม่ คงไม่รบกวนให้ท่านอ๋องต้องเดือดร้อนใจ”



    [1] ยืมดอกไม้ถวายพระ (借花献佛) อุปมาว่าใช้สิ่งของของคนอื่นมาแสดงน้ำใจหรือกระทำเรื่องดีงาม

     [2] ชินอ๋อง (亲王) เป็นบรรดาศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ชายลำดับสูงสุดเท่าที่องค์ชายสามารถมีได้ (รองจากองค์ชายรัชทายาท) ส่วนมากเป็นพระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาของฮ่องเต้

    [3] ตำหนักเฮ่อลี่ (鹤立院) เฮ่อลี่ หมายถึง กระเรียนยืนอย่างสง่างาม มาจากสำนวน 鹤立鸡群 (เฮ่อลี่จีฉวิน) หมายถึง กระเรียนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงไก่ ใช้อุปมาถึงคนที่มีหน้าตาหรือความสามารถโดดเด่นกว่าคนทั่วไป

     

     


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984