ตลอดระยะเวลาที่ครอบครัวของนางเดินออกมาจากตระกูลฝูนั้น เหล่าบรรดาสมาชิกในครอบครัวของนาง เดินด้วยความสงบ ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย หยอกล้ออย่างที่ควรจะเป็
ถึงแม้นว่าตอนนี้ครอบครัวของนางจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ตาม แต่ทว่าปัญหาใหญ่ที่พวกเขากำลังจะเผชิญก็นับว่าหนักหนาสาหัสพอสมควร
ไหนจะเื่เงินทองของมีค่าที่ไม่สามารถนำติดตัวออกมาได้ ไหนจะเื่ระยะเวลาซึ่งอีกไม่ถึงเดือนก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ครอบครัวของนางกำลังเผชิญ ในตอนนี้ล้วนต้องแข่งกับเวลา หากช้าไปมันจะไม่ทันการ
เพราะการเริ่มต้นใหม่สำหรับบุคคลทั่วไปติดชาวบ้านธรรมดามันอาจจะไม่ได้ยากมากมายเท่าไหร่นะเพียงแค่ว่าหาเงินได้มากพอก็สามารถตั้งตัวได้เร็วขึ้นก็เท่านั้น
แต่กรณีของครอบครัวของนางที่ตัดขาดจากทางตระกูลกลับเริ่มต้นได้ยากมากกว่า เป็อีก 2-3 เท่าตัว เพราะการที่บุคคลหรือครอบครัวใด ที่ถูกตัดออกจากตระกูลหรือแยกออกจากตระกูล
มักจะถูกตราหน้าว่า ต้องทำผิดกฎที่ร้ายแรง ลักขโมย หรือแม้แต่เป็พวกที่อกตัญญูไม่รู้คุณคน ทำให้พวกเขาเปรียบเสมือนแกะดำ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ไม่ว่าจะทำการค้าขายหรือติดต่อสิ่งใดก็ตามมักจะไม่มีใครให้ความร่วมมือหรือทำการค้าขายด้วยเลย
เพราะทางแคว้นนี้ค่อนข้างที่จะยึดถือกฎระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี และความถูกต้องเป็หลัก หากผู้ใดหลงกระทำความผิดเพียงแค่ครั้งเดียว คนผู้นั้นจะไม่ได้โอกาสอีกเลย
ทำให้คนผู้นั้นมักไม่มีทางเลือกจนต้องขายตัวเพื่อเป็ทาสใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งทาสที่ขายิญญา ถึงแม้นเป็แคว้นที่จะค่อนข้างจะเจริญ รุ่งเรือง และ มั่งคั่งด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ แต่ทว่าชนชั้นแรงงาน ข้าทาสบริวาร หรือ บ่าวรับใช้ ก็ถือเป็แหล่งทำเงินอันดับต้นๆของทางแคว้นเช่นกัน
" อย่างที่ผู้นำตระกูลฝูกล่าว ต่อไปนี้เราไม่มีคำนำหน้าฝู อีกต่อไป คนที่เคยเคารพนับหน้าถือตาเรา ก็คงจะลดลงหรืออาจจะไม่เหลือเลย เช่นนั้นก็ถือซะว่ามันเป็การกรองมิตรแท้ให้กับเรา ในยามที่เราตกอับละกันนะน้องหญิง "
" ท่านพี่อย่าได้กังวลเลยเ้าค่ะ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ ข้าและลูกๆก็ไม่เคยกลัว ข้าขอแค่เราได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ข้าก็พอใจแล้วเ้าค่ะท่านพี่ "
ซื่ออิ่งการปลอบประโลมสามีของนางด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ดวงตาเป็ประกาย ถึงแม้นว่า นางจะต้องลำบากกว่านี้เป็พันเป็หมื่นเท่านางก็พร้อมที่จะสู้
ด้วยสัญชาตญาณของความเป็แม่ นางจะต้องปกป้องลูกของลูกๆของนาง ในฐานะภรรยาที่ดีนางจะต้องยืนอยู่เคียงข้างสามี แม้ในวันที่มีความทุกข์และฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปด้วยกัน
" อันดับแรกนะน้องหญิง เราต้องหาเงินก่อนเพราะตอนนี้ เราไม่มีเลยสักตำลึงเดียว "
" ท่านพ่อเ้าคะ ตอนนี้ข้ามีเงินอยู่ 50 ตำลึงเงินเ้าค่ะท่านพ่อ ข้าได้นำมันติดตัวไปด้วย ตอนออกไปรับผ้า โชคยังดีที่ตอนออกจากจวน พวกเขาไม่ได้ค้นตัวข้า มิเช่นนั้นคงโดนยึดไปด้วย เป็แน่แท้ "
จิงหยู เอ่ยออกมาพร้อมทั้งทำหน้าลำบากใจ เมื่อคิดถึง บรรดาผ้าที่นางแอบซื้อไว้ เผื่อไว้วันหนึ่ง นางจะได้ตัดชุดให้คนในครอบครัวของนาง แต่ในวันนี้จะฝันสลายไปซะแล้ว ถึงแม้จะเสียใจแต่ในเมื่อนางทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็คงจะได้แต่ตัดใจแต่เพียงเท่านั้น
" ท่านพี่ ข้าว่าครอบครัวของเราไปเริ่มต้นที่นอกแคว้นดีกว่าไหมเ้าคะ ข้าว่า ทางตระกูลฝู คงไม่ปล่อยเราไปง่ายๆหรอกเ้าค่ะ และร้านต่างๆในแคว้นทั้งหลายก็มักมีความสัมพันธ์อันดีกับทางตระกูลฝู ตอนนี้ พวกเราควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าชั่วคราวนะเ้าคะ "
" พี่ก็เห็นดีตามที่กล่าวมา เทียนิ เดี๋ยวเ้าไปว่าจ้าง เกวียน พวกเราจะเดินทางออกจากแคว้น เราจะเดินทางลงใต้ ให้ห่างจากแคว้นประมาณ 500 ลี้ ก็น่าจะเพียงพอ แถบนั้นมีเมืองเล็กๆอยู่ อีกอย่าง เ้าและข้า ก็ยังสามารถเข้าป่าล่าอสูรได้ ส่วนแม่ของเ้าก็ยังสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีรักษาชาวบ้านได้ ข้าว่าเอาตามนี้แหละ เ้ารีบเร่งจัดการซะ สิ่งของที่จำเป็ต้องใช้ก็จงซื้อมา "
" ขอรับท่านพ่อ "
เทียนิรับคำก่อนจะเดินออกไป
ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวของนางช่วยกันคิดและวางแผนว่าครอบครัวของนางจะไปในทิศทางใด เพื่อที่จะสามารถเอาตัวรอดได้ ไป๋หลินได้แต่นั่งนิ่งเงียบไม่ได้พูดกับสิ่งใดออกไป
แต่นางก็ยังคิดตามในคำพูดที่บิดาและมารดาของนางได้กล่าวแล้วตัดสินใจออกไป แล้วรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจลึกๆว่า พวกท่านช่างรอบคอบรู้จักวางแผน และการเอาตัวรอดที่ดี ผิดกับตัวนางที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
ถึงแม้จะมีผลึกจิตเทพแต่นางยังไม่มีพลังปราณมากพอที่จะเปิดผลึกจิตเทพ เพื่อเข้าไปสำรวจว่าข้างในมีอะไรบ้าง สามารถนำออกมาช่วยเหลือครอบครัวได้ไหม
เพราะั้แ่ที่นางได้ฟื้นขึ้นมานางยังไม่ได้สำรวจตัวนางเองเลย ว่าเพราะเหตุใด ตัวนางจึงไม่สามารถใช้พลังปราณได้ั้แ่ต้น นางจะต้องหาต้นสายปลายเหตุของมัน ให้ได้ก่อนเพื่อจะแก้ไขให้ตรงจุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางต้องหาเวลาที่ตัวของนางอยู่เพียงลำพัง นางจึงจะสามารถที่จะลองตรวจสอบผลึกจิตเทพดู แต่ในตอนนี้ยังถือเป็เื่ที่ไกลตัวนางมากนัก
หลังจากที่พี่ชายของนางออกไปได้ไม่นานเขาก็ได้กลับมาพร้อมกับเกวียนเทียมม้าที่ค่อนข้างสง่างาม 2 ตัว ม้าทั้งสองนี้คือ #อาชาสีหมอก# ถือเป็สัตว์อสูรที่จัดว่ามีความว่องไว เหมาะสำหรับการเดินทางที่้าความเร็ว
นอกจากอาชาสีหมอกเป็ม้าที่มีความไวเป็เลิศแล้ว ยังจัดเป็ม้าที่มีความสวยงามอย่างมากอีกด้วย ขนของมัน มีสีดำแต่ถ้าว่ามีประกายสีเทา พวงหางค่อนข้างใหญ่ สีดำแซมเทา ขนดูนุ่มลื่นน่าัั
ผู้ที่มาพร้อมเกวียน คือ เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายของนาง นามว่า ตงตง ผู้เป็คนอาสาบังคับเกวียนในครั้งนี้ เนื่องจากเด็กหนุ่มพึ่งมาทำงานนี้เป็ครั้งแรก จึงค่อนข้างประหม่าอยู่พอสมควร
หลังจากที่ตกลงราคาค่าเดินทางแล้วเสร็จ โดยทางพี่ชายของนางต้องจ่ายเงินไปถึง 100 ตำลึงเงินเลยทีเดียว
โดยปกติการเดินทางระหว่างเมืองหรือระหว่างแคว้น ค่าเดินทางไม่ได้สูงมากมายเท่าใดนัก ราวๆ 10-20 ตำลึงเงินเท่านั้น แต่ทว่าการเดินทางของครอบครัวนาง เป็การเดินทางแบบเร่งด่วน
โดยหยุดพักให้น้อยที่สุด และระยะทางค่อนข้างที่จะยาวไกล ถึงแม้ว่าอาชาสีหมอกจะทำความเร็วได้สูงสุด ถึงวันละ 100 ลี้ก็ตาม
ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางถึง 5 วันเลยทีเดียว ในส่วนต่างของราคาค่าเดินทาง 50 ตำลึงเงินนั้น ได้มาจากที่พี่ชายของนางยอมขายอาวุธประจำกายในราคา เพียงแค่ 100 ตำลึงเงินเท่านั้น
ต้องบอกก่อนว่า อาวุธของพี่ชายนางที่ขายระดับราชันเลยทีเดียว ปกติราคาซื้อขายอยู่ที่ 200-400 ตำลึงเงิน ทำให้ตอนนี้ครอบครัวของนางมีเงินเหลือแค่เพียง 50 ตำลึงเงินเพียงเท่านั้น
ในส่วนของมารดาของนาง ก็ได้ไปจัดเตรียมยาสมุนไพร รวมทั้งเมล็ดสมุนไพรต่างๆที่นางได้แอบสะสมเอาไว้ที่ร้านค้าตระกูลฝู ที่นางเคยดูแลอยู่ โดยนางได้แอบใช้ทางลัดในการเข้าไปเอาของ รวมถึงตำราสมุนไพรและตำราแพทย์ต่างๆที่นางสะสมไว้ออกหมด
ถึงแม้นว่านางไม่ได้ร่ำรวย แต่นางก็มีความรู้ความสามารถในการปรุงยาและเยียวยาผู้ป่วย หากนางได้นำตำราแพทย์ และบรรดาสมุนไพรรวมถึงเมล็ดพันธุ์สมุนไพรทั้งหลายไปด้วย ในอนาคตมันคงมีประโยชน์สำหรับนางและครอบครัวของนางเป็อย่างมาก อย่างน้อยการเริ่มต้นใหม่ครอบครัวก็ต้องมีทุนรอนต่างๆในเมื่อของทุกอย่างที่เก็บซ่อนไว้มันมีความจำเป็ ซื่ออิ่งก็ไม่ลังเลที่จะหยิบฉวยมันขึ้นมาหมดเวลาที่นางจะมาก้มหน้าทำตามคำสั่งของผู้ใดแล้ว
เช่นเดียวกับจิงหยู ถึงแม้ว่านางจะค่อนข้างที่จะผอมบางเหมือนคนไม่มีแรงแต่นางก็ค่อนข้างที่จะมีความไวที่หาคนจับตัวได้ยาก ถึงปกตินางจะดูเป็คนที่เรียบร้อยแต่ทว่าในความเป็จริงนั้น นางชื่นชอบการต่อสู้เป็ชีวิตจิตใจ ทำให้นางมาเป็คู่ซ้อมให้พี่ชายเธอบ่อยๆ
แต่ที่ทั้งนางและพี่ชายของนางเก็บงำความสามารถเอาไว้เนื่องจากกลัวว่าจะสะดุดตาผู้อื่นจนเกินไปจนทำให้น้องสาวของตนเองต้องตกเป็เป้าถูกคนอื่นเล่นงาน เนื่องจากน้องสาวของนางไม่มีพลังปราณในการปกป้องตัวเอง พวกนางจึงได้เก็บงำความสามารถเอาไว้ให้เปรียบเสมือนคนไร้ค่า
ในทางด้านของนาง จิงหยู แอบเข้ามาในร้านผ้าแพรพรรณตระกูลฝู ที่นางกลับมาที่นี่อีกครั้งเพราะนาง้าที่จะ เอาสิ่งของที่เป็ของๆนางคืน เพราะสิ่งของเหล่านี้นางเป็ผู้หามันมาด้วยตนเอง จิงหยูเดินตรงไปที่ชั้นเก็บของเพื่อ เปิดกล่องที่เก็บ ชุดเข็มปักผ้าที่ทำจากแร่หายาก ก่อนที่นางจะมองไปที่หีบ
ที่เก็บผ้าไหมตะวัน ด้วยใบหน้าอมยิ้มแต่ถ้าทว่าดวงตากับไม่ยิ้มตาม ที่นางกลับมาที่นี่ นางเพียงแค่้าชุดเข็มของนางและผ้าบางส่วนเพื่อตัดชุดเท่านั้น
แต่ทว่าหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ย่อมต้องไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวนาง ผู้ใดจะคิดว่าสาวน้อยผู้อ่อนแอจะกระทำการสิ่งใดได้จริงหรือไม่เ้าค่ะ??
นางกวาดตาไปโดยรอบก่อนที่สายตาของตนจะสะดุดกับตะเกียงไฟอันหนึ่ง ที่ยังคงจุดอยู่ โดยปกติเมื่อถึงเวลานี้ตะเกียงไฟจะต้องถูกดับและนำออกจากห้อง เพื่อป้องกันการเกิดอัคคีภัย เมื่อร่างบางคิดอะไรสนุกๆได้ ก็รีบตรงเข้าไป หยิบตะเกียงไปวางไว้ติดกับผ้าม่าน แต่ก่อนที่นางจะเร้นกายออกไปนางก็ไม่ลืมหยิบผ้าเนื้อดีติดมือมาหลายพับ หากผ้าเนื้อดีพวกนี้จะต้องกลายเป็แค่เชื้อเพลิงนางคงจะปวดใจไม่น้อยเพราะฉะนั้นนางจึงจำเป็ต้องหยิบพวกมันมาเพื่อลดทอนความรู้สึกเศร้าเสียใจของตนเอง....
ตอนนี้ไป๋หลินนางได้รอให้ทุกคนกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากนี่คือการเดินทางครั้งแรก ของเธอั้แ่เธอที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอยังรู้สึกตื่นเต้น และแปลกตากับทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบ โดยเฉพาะสัตว์อสูรตัวเป็ๆตรงหน้า
ส่วนเื่อาหารทางบิดาและพี่ชายของนางได้ เสนอให้ล่าในป่าเวลาพักแรมเอา เพื่อเป็การประหยัด และการฝึกฝนพี่ชายของนางไปในตัว เพราะยังไงพวกเขาก็มีความชำนาญในการล่าอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ได้เวลาออกเดินทางงงงง.......