ตอนที่ 12 สำรวจห้องลับยามค่ำ
เวลาดึกยามจื่อ[1] เหนียนอิ๋งสี่เดินเลี่ยงเรือนของอันจือเหมยอย่างช่ำชอง ะโเข้าห้องหนังสือของรองผู้บัญชาการโดยตรง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของนาง ห้องลับหรือทางลับล้วนควรซ่อนอยู่ในห้องหนังสือ แต่ไม่ใช่ในเรือนจึงจะถูก
หลังจากลูบผนังห้องแบบพรมของห้องหนังสือจนทั่วหนึ่งรอบ เหนียนอิ๋งสี่ก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง นางพิงชั้นหนังสือก่อนกวาดสายตามองโดยรอบ นางไม่เชื่อว่าเ้าฉู่ปั้นซาน[2]คนนี้ไม่เล่นตามแผน จะสร้างห้องลับหรือทางลับไว้ในกระท่อมแทน
นางเอื้อมมือออกไปลูบจุดที่สามารถจับต้องได้ ััโดนหนังสือหนาเล่มหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ เหนียนอิ๋งสี่พลันฉีกยิ้มหมุนตัวกลับ ดูชั้นหนังสือที่อยู่ด้านหลังอย่างละเอียด นางเอื้อมมือออกไปหยิบหนังสือเล่มที่หนากว่าเล่มอื่นเมื่อครู่ลงมา
“ข้าว่าแล้วเชียวตาแก่หัวโบราณนี่ไม่มีทางคิดลูกไม้ใหม่ๆ อะไรออกมาแน่นอน” เหนียนอิ๋งสี่วางหนังสือลงบนพื้น เอื้อมมือเข้าไปในช่องว่างระหว่างหนังสือกดปุ่มหินที่นูนออกมาบนกำแพง
หลังจากเสียงครูดคราดดังขึ้น ชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้าๆ ต่อหน้าเหนียนอิ๋งสี่ พริบตาเดียวตรงตำแหน่งชั้นวางหนังสือเมื่อครู่เผยให้เห็นถ้ำหินขนาดสูงเท่าหนึ่งคนกว้างสองคน
เหนียนอิ๋งสี่มองความมืดที่ไม่เห็นอะไรเลยภายใน ยกเท้าก้าวเดินเข้าไป แม้เหนียนอิ๋งสี่จะไม่สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ในระยะไกล แต่ด้วยการััของสองมือ นางก็ยังมั่นใจได้ว่านี่ไม่ใช่ถ้ำหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นภายหลังโดยฝีมืุ์
ตอนเดินมาถึงเกือบครึ่งทาง เหนียนอิ๋งสี่หยุดฝีเท้า เพราะััที่หกของตนเองบอกนางว่ามีมนุษย์ผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงจุดที่ห่างจากนางไม่ไกล แม้ฝ่ายตรงข้ามจะลดการหายใจจนเบาที่สุดแล้ว แต่นางก็ยังสามารถรู้สึกได้อย่างละเอียดอ่อน
ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างในั้แ่แรกก็รู้สึกถึงคนตรงข้ามตนเองเช่นกัน เขาจ้องข้างหน้าตนอย่างตื่นตัวโดยไม่คิดจะลงมือก่อน เขากำลังรอฝ่ายตรงข้ามลงมือ หลังจากนั้นสยบศัตรูด้วยกระบวนท่าเดียว เขาไม่สามารถให้ผู้อื่นเห็นสภาพตนในขณะนี้ ดังนั้นไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็ใคร ก็ต้องตายอย่างไร้ข้อกังขา
เหนียนอิ๋งสี่หลับตาลง เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หูของตนเอง เงี่ยหูตั้งใจฟังเสียงหายใจแ่เบาที่มาจากอีกฝ่าย พลางค่อยๆ ไถลเท้าแยกออกจากกัน คิดไปคิดมานางมาที่นี่โดยการแอบเข้ามา หากเกิดเื่อะไรขึ้น เกรงว่าต่อให้ตนแบกรับไม่ไหวก็ต้องรับ ดังนั้นนางตัดสินใจใช้การเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของตนเอง พุ่งผ่านด้านข้างของฝ่ายตรงข้าม
คนผู้นั้นรู้ว่าคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามไม่เคลื่อนไหวเพราะกำลังสำรวจทิศทางของตน ขณะที่กำลังประเมินการเคลื่อนไหวของคนตรงข้าม คาดไม่ถึงว่าเหนียนอิ๋งสี่เวลานี้กลับแบกน้ำหนักทั้งหมดของตนเอง ก้าวเท้าเดินเข้ามาทางตนอย่างรวดเร็ว
การกระทำของเหนียนอิ๋งสี่ทำให้คนผู้นั้นใชั่วขณะ เพราะเขาคิดว่าคู่ต่อสู้คนนี้กำลังโจมตีมาทางตนเองตรงๆ สองเท้าก้าวถอยหลังหลายก้าวอย่างรวดเร็ว เพิ่งรักษาสมดุลร่างกายรอการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม คาดไม่ถึงว่าเมื่อคนตรงข้ามอยู่ห่างจากร่างกายเขาเพียงไม่กี่ชุ่น[3] ฝีเท้าเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน พุ่งผ่านร่างกายของเขาไป
คนผู้นั้นมั่นใจตนฝึกฝนวรยุทธ์ั้แ่เด็ก มีความคุ้นเคยเชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิชาตัวเบา ก็เพราะเขามีความคุ้นเคยต่อวิชาตัวเบา จึงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจในเวลานี้ พิจารณาจากวิชาตัวเบาของคนตรงข้ามเมื่อครู่ หากปราศจากการฝึกฝนอย่างตรากตรำนานนับสิบปี ไม่มีทางบรรลุถึงขั้นนี้แน่นอน
ที่จริงแล้วความคิดของเหนียนอิ๋งสี่นั้นง่ายมาก ในเมื่อต่างก็เป็โจร เช่นนั้นต่างไม่มีใครอยากเตะถ่วงใคร ต่างฝ่ายต่างไม่ข้องแวะต่อกัน เ้าหาของเ้า ข้าหาของข้า อย่างไรก็ตามเวลามีค่า
แต่ดูเหมือนคนผู้นั้นไม่มีท่าทีจะปล่อยนางไป ไม่เพียงจุดตะบันไฟอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งกว่านั้นยังมายืนอยู่ตรงหน้านางโดยไม่มีความคลาดเคลื่อน
ด้วยเสียง “พรึ่บ” ดังขึ้น ตามด้วยแสงเปลวไฟที่สาดส่อง เหนียนอิ๋งสี่ถึงมองเห็นใบหน้าแท้จริงของบุคคลที่นางเพิ่งประมือด้วยอย่างชัดเจนทันที
คนผู้นั้นดวงตาเฉียบคม คิ้วยาวจรดขมับ ใบหน้าเรียว จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงเหมือนลูกท้อ บุคคลที่หล่อเหลาเช่นนี้ทำให้ตรงหน้าเหนียนอิ๋งสี่สว่างกะทันหัน แต่เมื่อคนผู้นั้นถูกนางจ้องจนเอ่ยปากอย่างไม่สบอารมณ์ คำพูดที่ออกมากลับไม่รื่นหูมากนัก “หัวขโมยน้อยที่ไหน ช่างใจกล้าเช่นนี้!”
เหนียนอิ๋งสี่นิ่งอึ้ง มองสภาพแวดล้อมรอบตัว แล้วมองิัที่ถูกเศษหินบาดของคนผู้นั้น นางพ่นลมออกจากจมูกดังหึอย่างดูถูก “ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ มองอย่างไรก็รู้สึกว่าเ้าเหมือนหัวขโมยยิ่งกว่าข้า”
เชิงอรรถ
^ ยามจื่อ คนจีนนับช่วงแรกของวันเริ่มที่ 23:00 - 01:00^ ตัวละครในโปเยโปโลเย นางเอกต้องการเปรียบเทียบว่าบิดาของตนกับฉู่ปั้นซานมีพฤติกรรมและนิสัยที่คล้ายคลึงกัน^ หน่วยวัดความยาวแบบจีนโบราณ 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว