ตอนที่ 2
ห้องจัดเลี้ยง ณ โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง...
งานแต่งงานของคู่บ่าวสาวนามว่าธวัชและริสาถูกจัดขึ้นอย่าง ยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนในงานมาร่วมแสดงความยินดีอุ่นหนาฝาคั่งด้วยเพราะเป็งานวิวาห์ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้างไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าระหว่างชายหนุ่มที่เพอร์เฟคอย่างธวัชต้องมาวิวาห์สายฟ้าแลบกับสาวสวยที่มีฐานะร่ำรวยอย่างริสา
ข่าวงานวิวาห์ของทั้งคู่ทำให้วงการธุรกิจตื่นตระหนกไปมากบ้างก็ ยินดี บ้างก็ไม่ยินดี เพราะหากสองตระกูลนี้เกี่ยวดองกันจริง นั่นก็เท่ากับว่าผลประโยชน์มหาศาลรอเขาทั้งคู่อยู่
“เ้าบ่าวเจอกับเ้าสาวที่ไหนครับแล้วรักกันได้ยังไง เชิญเ้าบ่าว ตอบคำถามครับ”เสียงของพิธีกรดำเนินรายการในวันนี้ เอ่ยถามผู้มีศักดิ์ เป็เ้าบ่าวในงานอย่างรื่นรมย์
“เราเจอกันเพราะคุณแม่น่ะครับริสาเป็คนน่ารัก เราจึงตกลงคบกันความจริงแล้วผมกับริสาก็รู้จักกันมาั้แ่เด็กแล้ว แต่พอผมไปเรียน ต่อเมืองนอกเราทั้งคู่จึงห่างหายกันไปจนกลับมาเจอกันอีกครั้งเนี่ยล่ะครับ เรียกได้ว่า... เราเป็คู่หมั้นกันก็ว่าได้”ชายหนุ่มตอบพิธีกรยิ้มๆ ห่างแต่สายตา มองตรงไปที่เ้าสาวของตนในค่ำคืนนี้อย่างไม่วางตา
ความงดงามของริสาได้ปรากฏแก่คนในงานชัดเจน ใบหน้ารูปไข่ใส สะอาด ถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตบรรจงให้สมกับสโลแกนที่ว่า
เ้าสาว...ต้องสวยที่สุดในงาน
ร่างกายขาวผ่องอมชมพูผิวพรรณที่ละเอียด ใครเห็นก็ต่างอิจฉาผิวเด็กทารกอย่างเธอขับกับชุดเ้าสาวสีขาวที่ถูกออกแบบอย่างประณีตจากห้องเสื้อชั้นนำยิ่งทำให้หญิงสาวดูสวยงามเพิ่มเป็เท่าตัว
“โอ้โหเราได้คำตอบจากเ้าบ่าวแล้ว แล้วเ้าสาวล่ะครับรักกับเ้าบ่าวเมื่อไหร่ ตอนไหน ช่วยบอกพวกเราด้วยครับ”หญิงสาวผู้ถูกถาม หันไปมองผู้เป็มารดาเล็กน้อย ก่อนจะรับไมโครโฟนจากพิธีกรมาพูด
“ค่ะก็เป็ไปตามอย่างที่พี่ธวัชบอกค่ะ เราสองคนเป็คู่หมั้นกัน เพราะพ่อแม่ของเราเป็เพื่อนกันแต่พอพี่ธวัชไปเรียนต่างประเทศ เราก็คุยกันน้อยลงและกลับมาคบหากันอีกครั้งก็หลังจากที่พี่ธวัชกลับมาแล้ว ค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆหากแต่คำว่า ‘พี่ธวัช’ นั้น กลับทำให้ชายหนุ่มอย่าง ธวัชซาบซ่านตรึงใจหัวใจเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“โหที่แท้ก็เป็คู่หมั้นกันมาั้แ่เด็ก เอาล่ะครับ ก่อนอื่นเรามาถ่ายรูปคู่บ่าวสาวกันหน่อยครับ”หลังจากจบคำพูด พิธีกรก็เดินหลบไปด้านข้างเวที ปล่อยให้คู่บ่าวสาวได้ถ่ายรูปให้หนำใจและไม่ลืมที่จะเชิญผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายขึ้นมาร่วมถ่ายภาพบนเวทีเพื่อเป็สักขีพยานว่า บัดนี้ทั้งคู่ได้เข้าพิธีวิวาห์เรียบร้อยแล้ว
“หอมเลยหอมเลย หอมเลย”
เสียงเชียร์ให้เ้าบ่าวหอมแก้มเ้าสาวดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยง จนชายหนุ่มอดที่จะทำตามคำขอไม่ได้
“เอาล่ะครับเรามาร่วมดื่มฉลองให้คู่เ้าบ่าวเ้าสาวของเรากันดีกว่า มาครับ”
“ไชโย! ไชโย! ไชโย!” เสียงร่วมแสดงความยินดีดังขึ้นอีกครั้ง หากแต่ภายในใจลึกๆ ของคู่บ่าวสาวหามีความยินดีไม่แต่ถึงทั้งคู่จะรู้สึกอึดอัดเช่นไร ก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้องทำให้ครอบครัวเสียหน้าออกมา
“ธวัชดูแลน้องดีๆ นะลูก มีอะไรก็ต้องค่อยๆ พูดค่อยๆ คุย หากคนหนึ่งเป็ไฟอีกคนต้องเป็น้ำ นะลูกนะ ถ้าลูกใช้ใจมอง ลูกจะเห็นในสิ่งที่แม่เห็น หนูสา... แม่ฝากตาธวัชด้วยนะลูกดูแลกันและกัน หากไม่สบายใจอย่าปล่อยค้างคานาน แม่รักเรานะหนูสา”คุณนายแววเดือนอวยพรให้ทั้งคู่ก่อนจะขยับออกไปยืนอยู่อีกฝั่ง
“ตาธวัชเราโตแล้วทำอะไรต้องคิดเยอะๆ หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องพูดกัน เราเป็ผู้ชาย เป็พี่ และสามีต้องดูแลน้องให้ดี อย่าทำร้ายกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแต่งกันมาแล้วก็ต้องซื่อสัตย์ เข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม หนูริสา... ตาธวัชเป็คนใจร้อนหนูต้องเป็น้ำ พ่อเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไร แต่เชื่อพ่อเถอะ ทุกอย่างที่พ่อและแม่เลือกให้หนูมันดีสำหรับหนูแล้ว”คุณธีรวัชบิดาของธวัชอวยพรทั้งคู่ก่อนจะมองทั้งคู่ด้วยความอบอุ่น
“ริสาลูกไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูก แต่เชื่อแม่นะ สักวันลูกจะเข้าใจและเห็นด้วยกับแม่อย่างที่สุดริสาต้องทำตัวเป็บ้านอย่างที่แม่เคยสอนจำได้ไหมลูก”
“ฮึกค่ะแม่”
“ธวัชแม่ฝากลูกสาวคนเดียวของแม่ด้วยนะลูก ริสาเป็ลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องแม่และพ่อของริสา เลี้ยงลูกของแม่มาราวกับไข่ในหิน ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมน้องยังเด็กกว่าเราอาจมีงอแงเอาแต่ใจบ้าง ก็อย่าถือโทษโกรธน้องเลยนะแม่ฝากลูกสาวแม่ด้วย ดูแลเธอให้ดี ไม่ต้องถึงกับให้เธอเป็เ้าหญิงแค่ไม่ทำร้ายลูกสาวแม่ก็พอ”
“ครับ”จบคำพูดคุณหญิงสารินี ชายหนุ่มก็รับคำแทบจะทันทีเมื่อเห็นว่าการส่งตัวเข้าหอเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดจึงพากันออกไปปล่อยให้คู่บ่าวสาวได้ใช้เวลากันตามลำพัง
“ฮึกอึก ฮึก ฮือ”
“จะร้องอะไรกันนักกันหนาไม่เหนื่อยบ้างหรือไง น่ารำคาญชะมัด”ชายหนุ่มพูดก่อนจะเดินหยิบผ้าเช็ดตัวและเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายโดยที่ไม่สนใจคนที่กำลังนั่งร้องไห้ออกมาอย่างหนักเลยสักนิด
หญิงสาวพึ่งตระหนักกับตัวเองว่านอกจากชายหนุ่มจะปากร้ายและไม่ชอบเธอแล้วเขาไม่ใช่เพียงไม่ชอบแต่กลับเกลียดเธออีกด้วย แล้วเช่นนี้จะให้เธอทำตัวเป็บ้านอย่างที่แม่พร่ำสอนเธอได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่หญิงสาวเพียรถามตัวเอง
แอ๊ด!
เมื่อเสียงประตูในห้องน้ำเปิดหญิงสาวก็หันหน้าไปมองเล็กน้อย ก่อนจะพยายามรูดซิบชุดเ้าสาวที่อยู่ด้านหลังออกมือบางค่อยๆ บรรจงจับที่ซิบ หากแต่พยายามเช่นไรก็ไม่สามารถปลดซิบออกอย่างที่ใจ้าได้
“ทำอะไร”
“...”หญิงสาวไม่ตอบพยายามเดินหนีเข้าไปในห้องน้ำ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกชายหนุ่มเดินมาดักหน้าขวางทางเธอไว้
“มานี่! ถอดให้ วุ่นวายจริงๆแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย” ชายหนุ่มพูดพร้อมการกระทำที่รวดเร็วมือที่โอบผ่านลำคอหญิงสาวไปรูดซิบที่อยู่ด้านหลังให้เธอนั้นเสียงลมหายใจของเขาก็เป่ารินรดต้นคอของเธอด้วย ไหนจะแผงอกที่พึ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ยังไม่ถูกสวมใส่ด้วยเสื้อยิ่งทำให้หญิงสาวหน้าร้อน จนรีบเดินหนีเข้าไปในห้องน้ำชายหนุ่มมองคนตัวเล็กที่วิ่งหนีเขาไปด้วยรอยยิ้ม ยากที่จะคาดเดาแม้แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มให้กับอะไร
จวบจนหญิงสาวอาบน้ำเสร็จและแต่งตัวออกมาจากห้องน้ำเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ยังไม่หลับ ทั้งๆ ที่เขาควรจะนอนไปแล้วด้วยซ้ำแต่ก็ไม่รู้ว่าเขารออะไรอยู่กันแน่รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องรอ
“คุณไปนอนที่โซฟาสิฉันจะนอนที่เตียง”
“เื่อะไรทำไมต้องไปนอนที่โซฟาเตียงก็ออกตั้งกว้าง”
“ฉันไม่ชอบนอนร่วมเตียงกับคนอื่น”
“ฉันไม่ใช่คนอื่นเราแต่งงานกันแล้ว”
“แค่ในนามครบหนึ่งปีฉันจะหย่า และระหว่างนี้เราจะไม่นอนร่วมเตียงกัน ไม่มีการล่วงเกินใดๆ เกิดขึ้นเด็ดขาด”
“ทำไม! นอนกับฉันมันทำให้เธออึดอัดมากเลยหรือไง”
“ค่ะฉันอึดอัด ฉันจัดการเอาผ้าห่มและหมอนไปวางให้แล้ว เชิญคุณไปนอนได้เลยหวังว่าคุณจะมีความเป็สุภาพบุรุษมากพอนะคะ”
“เหอะ”ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อรับรู้ความ้าของหญิงสาว
คิดว่าเขาพิษวาทตัวเองมากนักหรือไง!
ชายหนุ่มได้แต่ขบคิดคำถามนี้อยู่ในใจหากแต่ไม่ได้ถามออกมานี่อยู่ร่วมห้องกันคืนเดียว เขาก็ต้องปวดหัวแล้ว แล้วต้องเข้าไปอยู่ที่บ้านด้วยกันเขาไม่ตายก่อนแน่เหรอ ผู้หญิงอะไร เอาแต่ใจตัวเองที่สุด!
เขามองหญิงสาวสักครู่ก่อนที่จะลุกออกจากเตียงและเดินมานอนที่โซฟา โซฟาตัวใหญ่ยาวแข็งๆ นี่มันก็พอนอนได้อยู่หรอกแต่มันไม่ได้สบายเหมือนตอนที่อยู่บนเตียง
‘ครบหนึ่งปีจะหย่าอย่างนั้นเหรอฝันไปเถอะแม่คุณ’
ชายหนุ่มคิดก่อนที่จะหลับเข้าสู่ห้วงนิทรา
ธวัชใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านของริสาตามคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่สามวันสามคืนไม่ขาดตกบกพร่อง ทุกๆคืนเขาต้องมานอนที่โซฟานี้ ไม่มีครั้งไหนเลยที่หญิงสาวจะชักชวนให้เขาร่วมหลับนอนบนเตียงด้วยชีวิตประจำวันของพวกเขาคือการออกไปทำงานและกลับมาอาศัยห้องนี้นอนให้มันจบๆ ไปเท่านั้น
เช้าวันต่อมาและเป็เช้าของวันที่สี่เมื่อธวัชตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเ้าสาวของตนเสียแล้วเมื่อเดินดูทั่วห้องแล้วยังไม่เจอก็ยิ่งทำให้เขาโมโห เขารีบอาบน้ำและขับรถกลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านชายหนุ่มพยายามจะเดินเลี่ยงขึ้นห้องเพื่อหนีหน้าคุณพ่อและคุณแม่ของตนหากแต่ไม่ทันเมื่อผู้เป็แม่ได้หันมาเห็นและเรียกเขาไว้ซะก่อน
“ตายุจะรีบไปไหนแล้วหนูสาล่ะ ทำไมไม่มาด้วยกัน”
ผู้เป็แม่ยิงคำถามที่แสนจะคาใจกับบุตรชายเพียงคนเดียวแทบจะทันทีมีอย่างที่ไหนพึ่งแต่งงานกันและเข้าหอไปหมาดๆ แต่กลับมาที่บ้านเพียงคนเดียวเสียอย่างนั้นครันจะไม่ถามเลยก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของตน
“คุณแม่เลิกถามถึงเขาเถอะครับผมตื่นมายังไม่เคยเจอเธอเลยสักวัน”
“หมายความว่ายังไงตายุ”ชายหนุ่มมองหน้าผู้เป็พ่อก่อนจะถอนหายใจอย่างหนัก
“จะอะไรซะอีกล่ะครับคุณพ่อเราแค่อาศัยห้องนอนด้วยกันเท่านั้นไม่เคยมีอะไรเกินเลย ไม่เคยพูดกัน”
“แกก็เลยไม่ได้พาน้องมา”
“ถึงจะพามาแต่เขาจะอยากมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย คุยกันสักคำก็ไม่มี”เมื่อทั้งสองได้ฟังคำตอบของบุตรชายก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แต่เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้นะตายุเราต้องไปรับน้อง”
“คุณแม่ครับผมทำดีที่สุดแล้วครับทั้งผมและเขา เราไม่ได้รักกัน ไม่รัก!”
“แต่แกก็ควรจะสนใจหนูสามากกว่านี้หนูสาเขาเป็ผู้หญิง เป็น้อง แถมยังอายุน้อยกว่าแก มีอะไรก็พูดกันสิใส่ใจน้องหน่อย”
“โธ่...คุณพ่อครับ คุณพ่อรู้ไหมว่าตลอดเวลาที่ผมนอนอยู่ที่นั่น ผมนอนบนโซฟาทุกวัน ทุกคืน!!! ผมไม่เคยได้นอนร่วมเตียงกับเธอเลยสักครั้งแล้วคุณพ่อจะให้ผมใส่ใจเธอเหรอครับ ทีเธอยังไม่ใส่ใจผมเลย”
“ตายุ!!”
“จริงนะครับคุณพ่อเธอไม่อยากขึ้นเตียงกับผม และคนอย่างผมก็มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ขืนใจเธอยังมีผู้หญิงอีกเป็ร้อยที่้าผม แล้วทำไมผมต้องง้อเธอด้วย”
ธวัชพูดก่อนจะบิดยิ้มร้ายออกมาคำพูดและการกระทำของเขาทำให้คุณนายแววเดือนใถึงขั้นเอามือทาบอก
“ทำไมพูดแบบนี้ตายุแม่บอกแล้วใช่ไหม ไปเลยนะไปรับน้อง”
“ไม่ล่ะครับคุณพ่อคุณแม่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้เขามาก็เชิญไปรับเองเถอะครับ ผมขอตัว”
พูดจบชายหนุ่มก็เดินขึ้นห้องไปเลยปล่อยให้ผู้เป็พ่อกับแม่ มองหน้ากันด้วยความกังวลกับชีวิตคู่ของลูกชายว่าจะเป็เช่นไร
“คุณคะฉันจะโทรไปหาสารินีนะคะ”
“ตามใจคุณเถอะ”คุณธีรวัชว่าก่อนจะหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ
“สารินีเฮ้อ ฉันละหนักใจกับลูกเราสองคนจริงๆ คนไปซ้าย อีกคนไปขวาจะต้องให้เราตายก่อนหรือไงถึงจะรู้ใจตัวเอง”
“นั่นสิแววเดือนปากแข็งทั้งคู่ อาการมึนตึงใส่กันแต่กลับมีรูปของกันและกันเก็บไว้ในกระเป๋า ฉันล่ะคิดไม่ตกเลยว่าลูกเราทำไมถึงเป็แบบนี้”
“เฮ้อ!!” ทั้งคุณนายแววเดือนและคุณนายสารินีต่างถอนหายใจออกมาอย่างหนัก
จริงอยู่ที่ว่าหนุ่มสาวทั้งคู่ถูกบังคับให้แต่งงานแต่นั่นก็เกิดจากการสืบรู้จากคุณแม่ทั้งสองอีกนั่นแหละ ที่เห็นรูปเขาและเธออยู่ในกระเป๋าสตางค์ของกันและกันรูปเล็กๆ ที่สามารถเก็บซ่อนไว้หลังบัตรต่างๆ ได้ พอทั้งคู่เห็นจึงตกลงให้ทั้งสองแต่งงานกันทันที
ถ้าเป็การบังคับขืนใจจริงๆมีหรือหนุ่มสาวที่หัวแข็งทั้งคู่จะยอม หากทั้งคู่บอกว่าไม่ แสดงว่าไม่สามารถทำได้แต่นี่ปากบอกว่าไม่แต่ก็ยอมเข้าพิธีแต่งงานถึงจะมาอ้างทีหลังว่าเป็เพราะผู้ใหญ่ก็เถอะ ทั้งคุณนายแววเดือนและคุณนายสารินีต่างคิดตรงกันว่าระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“เอาเป็ว่าเดี๋ยวฉันจะไปรับหนูสาวันพรุ่งนี้แล้วกันนะ”
“อื้อโอเคตามนั้นแหละ”
เมื่อตกลงกันได้ผู้เป็แม่ทั้งสองก็วางสายกัน ต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดถึงใบหน้าทั้งสองจะดูมีกังวลแต่ก็แฝงไปด้วยรอยยิ้มร้ายๆ ในดวงตาเสมองานนี้ไม่รู้ว่าใครคิดผิดคิดถูกกันแน่ที่จับทั้งสองแต่งงานกันระหว่างคนเป็แม่อย่างพวกท่าน และคนเป็ลูกอย่างพวกเขา แผนกระชับรักจะเริ่ม ณบัดนี้