ตอนที่ 62 : ความเชื่อใจ สร้างจากความไร้ลับลม
ใจกลางเมืองปารีสมีตึกสูงมากกว่าห้าชั้นค่อนข้างเยอะ ต่อให้ไม่นับพวกที่อยู่อาศัย ตึกสำนักงานและอาคารพาณิชย์เองก็มีเป็นจำนวนมาก
ในบรรดาตึกเหล่านั้นก็มีทั้งที่มีเจ้าของกำลังใช้งานและถูกทิ้งร้าง
ซึ่ง... จุดหมายที่อัลเฟรดนัดเป็นตึกประเภทหลัง
ชินกับโอลิเวียกระโดดข้ามตึกแห่งแล้วแห่งเล่า ไปยังจุดหมายตามแผนที่โฮโลแกรมใต้หน้ากาก
กระทั่งมาถึงตึกสำนักงานอันเป็นที่หมาย
ตึกแห่งนี้ยังดูใหม่อยู่แม้จะไม่มีใครใช้งานแล้ว คงน่าจะเพิ่งยุติกิจการเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานที่ตั้งเองก็ถือว่าห่างจากใจกลางเมืองพอควร
...แต่ก็เหมาะสมแล้วที่จะใช้นัดพบแบบลับ ๆ
ชินกับโอลิเวียยืนอยู่บนตึกตรงข้าม ไม่ได้เข้าไปข้างในทันที
แม้มองผ่านกระจกเข้าไปในตึกด้วยสายตาแล้วจะไม่เห็นใคร แต่ก็ยังประมาทไม่ได้อยู่ดี
เพราะถึงอีกฝ่ายจะเป็นอัลเฟรดที่นับว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ว่า... อีกฝ่ายรู้เรื่องที่ชินเป็นอดีตองค์ชายและมีตราราชันย์ไร้เลขมาแต่แรก แต่เขากลับทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ลงมืออะไร
ข้อสงสัยตรงนั้นยังไม่คลี่คลายจึงไม่รู้เจตนาของอัลเฟรด และเมื่อไม่รู้ว่าเขาทำไปทำไมก็คงยากที่จะเชื่อใจ
แต่ก็อีก... แม้จะไว้ใจไม่ได้ อัลเฟรดก็เป็นทางเลือกเดียวที่ชินมีหากเขาต้องการเพิ่มโอกาสสำเร็จของแผนจัดการตัวตลก
ชินวางมือบนไหล่โกลเด้นด็อก และเริ่มใช้พลังกับเธอ
‘เปอร์เซ็นต์เทจ... เผ่ามนุษย์สัตว์สายพันธุ์สุนัข 100%’
ชินปรับสายเลือดในตัวโอลิเวีย เธอรู้สึกเหมือนความร้อนถ่ายโอนจากมือของชินไปทั่วกายจนเกือบจะหลุดเสียงครางสบาย
แต่เธอต้องโฟกัสกับพลังที่ได้รับมาเสียก่อน... เพราะชินใช้ไนท์ของเขาปรับให้โอลิเวียสามารถใช้พลังของสุนัขได้เต็มที่ เธอใช้ทั้งประสาทหูและจมูกเพื่อติดตามร่องรอยของคนในตึกจากฝั่งตรงข้าม
สำหรับโอลิเวีย... ระยะห่างขนาดนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย
“พบเป้าหมายหนึ่งคนค่ะ แต่ไม่ใช่อัลเฟรด”
โอลิเวียได้คำตอบในเวลาไม่ถึง 3 วินาที
ยอดเยี่ยมตามเคย
ชินเห็นว่าได้ผลลัพธ์แล้วจึงปรับสายเลือดโอลิเวียกลับเป็นเอลฟ์ตามเดิม
“ขอบใจนะ... แล้วอีกฝ่ายเป็นใคร” ชินยืนขึ้นมองเข้าไปในตึก โอลิเวียก็ยืนขึ้นตาม
“มิได้ค่ะ... ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกฝ่ายคือเด็กผู้หญิงที่ชื่อมิวค่ะ”
“มิว...”
ชินนึกภาพตามคำตอบของโอลิเวีย
คนที่เข้ามาในหัว คือเด็กผู้หญิงผู้เป็นเจ้าของดินแดนเขต 60 หรือมาลาเชีย
หน้ากากแมวน้ำ ผมสีฟ้าน้ำทะเล ตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนกับเด็ก ม.ต้น
และที่สำคัญ... เธอเป็นอีกคนที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของชิน
บังเอิญซะจริง... แต่ก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะ
ชินโล่งใจกับสิ่งที่คิดจะทำหลังจากนี้
เพราะถ้าทุกคนที่รู้ตัวจริงของเขาอยู่กันพร้อมหน้า การยืนยันอะไรก็คงง่ายกว่าเยอะ
“ไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
❖❖❖❖❖
ชินกับโอลิเวียอาศัยจังหวะที่ไม่มีคนกระโดดข้ามไปยังตึกจุดหมาย แล้วเดินไปยังประตูชั้นดาดฟ้า
ตามที่อัลเฟรดบอก ประตูนี่เปิดอยู่สินะ
ชินเข้าอาคารผ่านประตูชั้นดาดฟ้า ลงบันไดตามแผนที่ไปยังจุดนัดพบยังชั้นล่างถัดมา
ท่าทางดูเป็นสำนักงานเก่าอย่างที่คิด เพราะมีโต๊ะเก้าอี้กระจายอยู่ทั่วทั้งห้องไม่เป็นระเบียบ
แล้วพอเดินพ้นบันไดจนเห็นทั่วทั้งชั้น ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านั้นก็มีคนยืนรออยู่แล้ว
“สวัสดีค่ะ... เจอกันอีกแล้วนะคะ”
เด็กผู้หญิงตัวเล็กผมสีฟ้า... มิวผงกหัวให้ชิน
ตอนนี้เธอไม่ได้ใส่หน้ากากแมวน้ำเหมือนกับครั้งแรกที่เจอ น่าจะเปิดเผยใบหน้าเพื่อให้ชินไว้ใจ
เป็นตัวเลือกที่ฉลาดแล้วถ้าอยากร่วมมือกัน
แต่ว่า...
“แล้วอัลเฟรดล่ะ?”
ชินเข้าเรื่องทันทีไม่เวิ่นเว้อ ความรวบรัดทำมิวยิ้มแห้ง
พอมิวถูกชินขอเธอกลับหันขวับไปทางอื่น
ไหล่โอลิเวียเกร็งขึ้นและคิดจะเข้าไปบังชินไว้เพราะคิดว่ามิวจะทำอะไรแปลก ๆ โชคดีที่ไม่ใช่ปฏิกิริยาที่สังเกตง่ายเท่าไรมิวเลยไม่ทันเห็น
มิวเดินไปที่โต๊ะข้าง ๆ ซึ่งนั่นมีโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่งวางไว้อยู่ เธอกดปุ่มเพื่อให้แสงสว่างกลับคืนจากโหมดพัก...
‘สวัสดีคร้าบคุณชิน! สบายดีรึเปล่าคร้าบ!’
ก็มีวิดิโอคอลมาจากอัลเฟรดเจ้าเดิมไม่เพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น
...แต่ตรงจุดที่อัลเฟรดยังดูร่าเริงนั่นก็แอบน่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน
“รู้อยู่แล้วไม่ใช่รึไง” ชินได้ยินแล้วถึงถอนหายใจออกมาแบบไม่คิดปิดบัง
‘ขอโทษครับขอโทษ พอดีตื่นเต้นไปหน่อยน่ะครับ’
“คนที่ควรพูดคือฉันมากกว่าไหมอ่ะ”
มิวถอนหายใจซ้อนชินอีกเฮือก เห็นสีหน้าถอดสีของเธอแล้วเดาได้ว่าน่าจะกังวลน่าดู
ซึ่งก็ถือว่าปกติถ้าต้องมาเป็นคนกลางให้แองกริคราวน์
“ช่างเถอะ” แต่ชินไม่สนใจเรื่องยิบย่อย เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง
“ที่สำคัญกว่านั้น... ที่บอกว่าจะช่วยคือยังไง”
ชินกอดอกถามเข้าประเด็นอีกครั้ง
พอถามไปแบบนั้นอัลเฟรดก็พยักหน้าทันทีด้วยรอยยิ้ม แอบทำเอามิวคิดเหมือนกันว่าจริงจังกว่านี้หน่อยสิ เพราะถ้าคำตอบไม่ถูกใจชิน คนที่จะซวยอาจเป็นเธอ
แต่แน่นอน... ไม่มีทางที่อัลเฟรดจะไม่มีแผน
‘ตอนนี้คุณชินกำลังถูกตั้งค่าหัวอยู่สินะครับ’ อัลเฟรดดันแว่น เริ่มจากทบทวนสถานการณ์
“อา” ชินพยักหน้ารับเรื่องที่รู้อยู่แล้ว
อัลเฟรดเองก็พยักหน้าตอบเป็นอันเข้าใจกัน
‘พอจะทราบไหมครับว่าใครเป็นคนทำ’ อัลเฟรดทำเสียงจริงจังขึ้น
และสำหรับคำถาม... แม้จะไม่มั่นใจแต่ชินก็มีอยู่ และไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องปิดบัง
“น่าจะเป็นชงหยวน อดีตคู่หมั้นของฉันที่ปลอมตัวเข้ามาเรียนห้องเดียวกัน”
พอชินตอบโอลิเวียก็มีปฏิกิริยาทันที มือเธอกำแน่นจนถุงมือที่สวมจะฉีกขาดเอาได้ง่าย ๆ แถมรอบตัวยังร้อนระอุราวกับแมกม่า
ตอนแรกก็คิดว่าเป็นภาพจินตนาการ แต่ความจริงคือโอลิเวียโกรธจนเผลอปล่อยพลังเวทธาตุไฟออกมารอบตัว มิวที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ยังต้องกลืนน้ำลาย
แต่ก่อนที่จะมีข้าวของเสียหาย โอลิเวียก็รีบดึงสติตัวเองกลับมาก่อน
ชินกับอัลเฟรดถอนหายใจออกมา ทั้งคู่โล่งอกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
‘เป็นท่านชงหยวนจริง ๆ ด้วยสินะครับ’
“รู้จักรึไง?” ชินถามสวนทันที
ชินจ้องจับผิดอัลเฟรด เพราะคำพูดนั้นจะพูดออกมาไม่ได้เลยถ้าไม่รู้ว่าชินเป็นใคร
การถามย้ำแบบนั้นจึงเป็นการเค้นความจริงไปในตัว
แล้วพอถูกเค้น แว่นอัลเฟรดก็สะท้อนแสงจนมองไม่เห็นดวงตา ราวกับต้องการปิดบังความจริงภายใต้แววตานั้น
แต่แน่นอน... กับช่วงเวลาที่ชินแคลงใจ อัลเฟรดไม่สามารถปิดบังมันได้อีกแล้ว
‘ท่านชิน... เชื่อในตัวผมไหมครับ’
“ไม่เชื่อ”
‘เอ๋...... ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่พูดกันตรง ๆ แบบนี้ก็เจ็บเหมือนกันนะครับเนี่ย’
อัลเฟรดตาตกทันทีที่โดนชินสวน เขาทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ เสียอย่างนั้น
โอลิเวียเองก็พยักหน้าหงึก ๆ อยู่ข้างชิน เธอเห็นด้วยแล้วที่ชินระวังตัวแม้อีกฝ่ายจะเสียน้ำตา
ถึงไม่รู้ว่านั่นเป็นน้ำตาจระเข้รึเปล่าก็เถอะนะ
แม้เป็นครั้งที่สอง แต่ชินก็เตือนตัวเองไม่ให้เชื่อใจคนที่ไม่รู้เจตนา
ถ้าอยากให้ชินเชื่อใจ อัลเฟรดก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดความจริงออกมาที่นี่และตอนนี้
“คงเข้าใจที่ฉันจะพูดใช่ไหมอัลเฟรด?” ชินส่งเจตนานั้นไปยังอัลเฟรด
และแน่นอน... ไม่มีทางที่อัลเฟรดจะไม่เข้าใจ
‘แน่นอนอยู่แล้วครับ... เพราะงั้นผมถึงให้มิวมาด้วยไงล่ะครับ’
อัลเฟรดปรับเสียงเป็นทุ้มจริงจังอีกรอบ นี่น่าจะเป็นน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดของเขาจึงทำชินขมวดคิ้วตามได้
อัลเฟรดคงคิดแล้วว่าถ้าไม่แสดงออกอะไรบ้าง ความเชื่อใจของชินที่ใกล้จะเหลือศูนย์คงจะหมดลงจริง ๆ
และถ้าเขาคิดจะเผยอะไรออกมา แน่นอนว่านั่นย่อมเป็นผลดีกับชิน
‘คุณชินน่ะ โกรธพวกคนที่ทำลายบ้านเกิดเรารึเปล่าครับ’
แต่อัลเฟรดกลับไปพูดเรื่องเก่า เขาเปลี่ยนน้ำเสียงตัวเองอีกครั้ง
แววตาเขาออกเศร้าก็จริง แต่ชินก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของอัลเฟรดเปลี่ยนเป็นสีแดงแวบนึง
เรื่องนี้ความรู้สึกโกรธนี้โกหกกันไม่ได้ นี่น่าจะเป็นเรื่องนึงที่ชินเชื่ออัลเฟรด
และแน่นอนว่าชินเองก็โกรธพวกคนที่ทำกับบ้านเกิดของเขาเหมือนกัน
“มาถามอะไรเอาป่านนี้”
‘นั่นสินะครับ ขออภัยด้วย’
ทั้งสองฝ่ายไม่มีคำตอบอื่น อัลเฟรดก็พยักหน้ารับทราบตามนั้น เห็นตรงกันว่ารู้สึกแบบเดียวกัน
‘ผมเองก็โกรธนะครับที่พวกมันทำกับบ้านเกิดและครอบครัวเราแบบนั้น แต่ว่า...’
อัลเฟรดทิ้งท้าย เหมือนจะบอกว่าความรู้สึกโกรธไม่ใช่อย่างเดียวที่รู้สึก
หรือไม่เช่นนั้น... เป้าหมายของความโกรธนั้นก็ไม่ได้พุ่งไปที่ศัตรูเพียงฝ่ายเดียว
‘นอกจากพวกศัตรูแล้ว... ผมกลับหงุดหงิดยิ่งกว่าที่โลกใบนี้ทอดทิ้งเรา ไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเราเหล่าแวมไพร์เลย’ อัลเฟรดยกมือขึ้นกำหมัดแน่นให้เห็น
‘สหประชาชาติ URI ประเทศฉิน เพื่อนบ้าน... พอเกิดเรื่องเราไปช่วยเขาตลอด แต่พอเราเกิดเรื่องกลับปล่อยให้เราตาย โดยไม่แม้แต่จะแสดงออกว่าเห็นใจเราด้วยซ้ำ’
แววตาอัลเฟรดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงแบบไม่คิดปิดบัง ชินรับรู้ได้ว่าความเกลียดชังของเขาดูท่าจะไม่ได้ไปถึงศัตรูอย่างเดียว
...แต่มันหมายถึงโลกทั้งใบด้วย
พวกราชานี่เป็นเหมือนกันทุกคนสินะ
ชินสังเกตเห็นความเกลียดชังต่อโลกทั้งใบจากทั้งชงหยวนและอัลเฟรด... หรืออาจหมายรวมถึงราชาคนอื่น พวกเขามองไปไกลมากกว่าปัญหาตรงหน้าแต่มองภาพรวม จึงรู้ว่าต่อให้กำจัดศัตรูได้รากเหง้าปัญหาก็ยังอยู่
เหล่าราชาที่ได้รับเลือกจึงอยากถอนรากถอนโคนปัญหาทิ้งด้วยการเปลี่ยนแปลงมันทั้งโครงสร้างตั้งแต่พื้นฐานยันยอด
ผมจะไม่แค่จัดการศัตรูหรอกนะ แต่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ให้มีศัตรูเกิดขึ้นอีก
...เจตนานั้นส่งมาถึงชิน ผ่านแววตาที่ทั้งโกรธและเศร้าโศกของอัลเฟรด
‘คุณชินเองก็ไม่รู้สึกแบบนั้นเหรอครับ? ทั้งที่ตอนเป็นองค์ชายก็ไปช่วยคนอยู่เสมอแท้ ๆ’
“...ได้ยินมาจากคุณมาเอลเหรอ”
‘ใช่ครับ’
อัลเฟรดยิ้มพยักหน้า เกือบทำชินลืมไปเลยว่าอัลเฟรดคือลูกชายของมาเอล หัวหน้าองครักษ์ของพ่อชิน
จะว่าไป... เคยได้ยินว่าลูกชายของคุณมาเอลถูกส่งไปทำภารกิจนอกประเทศบ่อย ๆ
พอมานึกดู ก็คงไม่แปลกที่ฉันกับอัลเฟรดจะไม่เคยเจอกัน
และก็คงไม่แปลกด้วย ที่หมอนี่จะรู้เรื่องของเราเยอะกว่าชาวบ้าน
ชินเพิ่งนึกเรื่องนั้นได้ หลาย ๆ เรื่องที่อัลเฟรดรู้เยอะเกินจริงเริ่มลงล็อค
ส่วนที่เหลือคงเป็นเจตนา... เจตนาที่ปล่อยให้ราชาอีกฝ่ายอย่างชินมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ทำอะไรเลย
มันจะเป็นแค่ความภักดีต่อเจ้านายเก่าหรือว่าอย่างอื่น เรื่องนี้ชินยังไม่กล้าฟันธง
‘คุณชินสงสัยใช่ไหมล่ะครับว่าทำไมผมถึงไม่ทำอะไรเลยทั้งที่รู้ความจริงว่าคุณเป็นใคร’
แล้วอัลเฟรดก็รู้เรื่องนั้นดี การเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยของเขาเหมือนแอบรู้สึกผิดที่ไม่เคยพูดออกมา
โอลิเวียได้ยินแล้วก็ตั้งใจฟังเต็มที่ การตั้งท่าของเธอเหมือนกับจะบอกว่าถ้าคำตอบออกมาไม่ดี ทุกอย่างที่นี่จะกลายเป็นฝุ่น แรงกดดันจากโอลิเวียทำเอามิวขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง
แต่สำหรับชิน... เขาอยากรู้แค่ความจริง
“แน่อยู่แล้ว”
‘เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่ผมจะทำยังไงล่ะครับ’
อัลเฟรดตอบกลับชินทันทีทันใด
แต่ชินก็ขมวดคิ้วในทันที เพราะมันยังไม่ตอบคำถามที่ชินสงสัยที่สุด
ชินรู้อยู่แล้วว่าอัลเฟรดอยากจะเปลี่ยนโลก แต่ชินยังไม่รู้ว่าเขาจะเอาชนะศึกนี้ด้วยวิธีไหนที่ไม่ทำให้ชินกับอัลเฟรดเป็นศัตรูกันในตอนท้าย
ถ้าจะต้องเป็นศัตรูกันในอนาคต มันก็ไม่ได้ต่างจากการเป็นศัตรูกันตั้งแต่ตอนนี้ เพราะไม่รู้เลยว่าจะถูกอีกฝ่ายแทงข้างหลังเมื่อไร
อัลเฟรดเองก็น่าจะรู้เรื่องนั้นดี
‘ก็คุณชิน... ดูไม่ได้อยากเปลี่ยนโลกเลยนี่ ใช่ไหมครับ?’ อัลเฟรดถามชินกลับมาอีกครั้ง
“...ก็อาจใช่”
ชินกึ่งตอบกึ่งผ่าน อันที่จริงก็อยากเห็นปฏิกิริยาว่าอัลเฟรดจะคิดยังไงถ้าชินเองก็อยากเปลี่ยนโลกบ้าง
แต่ดูเหมือนอัลเฟรดจะไม่คิดว่าชินต้องการทำอย่างนั้น ...ทำเอาชินหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน
‘รู้รึเปล่าครับ ว่าตราราชันย์น่ะสามารถถูกโลกใบนี้ยึดคืนได้ด้วย’
“...หมายความว่าไง?”
ความจริงข้อใหม่จากปากอัลเฟรดทำให้ชินขมวดคิ้วอีกครั้ง ชินไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นมาก่อน
อัลเฟรดเห็นชินนิ่งไปก็รู้ทันทีว่าชินไม่เชื่อ เพราะดวงดาวไม่ใช่บุคคลที่มีความคิดหรือจิตใจ การยึดของคืนมันน่าจะเกินสามัญสำนึกไปมาก
แต่อัลเฟรดก็ยังพยักหน้ายืนยัน
‘จะว่าแบบนั้นก็ไม่เชิงหรอกครับ... แต่โลกใบนี้เองก็มีเจตจำนง ถ้ามันรู้ว่าเจ้าของตราราชันย์ถอดใจยอมแพ้จากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ ถึงตอนนั้นเจ้าของตราก็จะเสียสิทธิไปเองครับ เรียกว่าตัวเจ้าของเองนั่นแหละที่คืนตราราชันย์ให้กับโลก’
อัลเฟรดแบมือยื่นมาทางชิน
‘ถ้าคุณชินตั้งใจจะล้างแค้นศัตรูเพื่อท่านเอลานอร์อย่างเดียว... งั้นถ้าเราสองคนร่วมมือกันจนจัดการราชาฝ่ายอื่นจนหมดเกลี้ยง พอทุกอย่างสำเร็จคุณชินก็จะไม่มีอะไรค้างคาอีกแล้วและคืนตราราชันย์ให้กับโลกด้วยความตั้งใจของตัวเอง ชัยชนะก็จะกลายเป็นของผมไปโดยปริยาย’
อัลเฟรดดึงมือที่ยื่นมาทางชินกลับไปที่อกตัวเอง
ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันเพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ตรงปลายทางนั้นสิ่งที่ต้องการเป็นคนละอย่างกันจึงไม่มีความจำเป็นต้องแย่งชิงสิ่งใดจากอีกฝ่าย
เป็นการร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์แบบ... นั่นคือสาเหตุที่อัลเฟรดไม่ทำอะไรชินที่มีตราราชันย์
งี้นี่เอง... จะบอกว่าการที่ฉันมีตราราชันย์หรือไม่ มันไม่สำคัญเท่ากับเป้าหมายของฉันสินะ
ถึงจะน่าโมโห แต่มันก็เป็นความจริงที่ฉันไม่ได้รู้สึกสนใจอยากจะเปลี่ยนโลกขนาดนั้น
เพราะทุกคนตายไปแล้ว คนสำคัญที่เหลืออยู่ก็นับได้ไม่ถึงมือข้างเดียว...
พอเป็นแบบนั้น... ฉันจะเอาความรู้สึกที่ไหนไปอยากช่วยคนทั้งโลกกัน
ชินคิดแล้วยิ้มแห้ง ความคิดนั้นเป็นข้อสรุปจากความคิดเชิงตรรกะในหัวของเขา
แต่สำหรับความรู้สึก... บางส่วนในใจของชินกลับรู้สึกเจ็บปวดกับข้อสรุปนั้นเสียได้ เรื่องนั้นแม้แต่ชินเองก็ยังไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง
แต่ชินก็เมินมันอีกครั้ง... เขาหลับตาลงเสมือนเพื่อลืมความรู้สึกนั้นไป
และยิ่งเป็นตลกร้ายเหลือเกินที่อัลเฟรดมองจุดนั้นออกแต่แรก
เขามองออกว่าชินไม่มีความต้องการที่จะเปลี่ยนโลก หรือต่อให้มีแต่ชินก็จะพยายามไม่สนใจที่จะทำอยู่ดี เขาจึงไม่ได้มองชินเป็นศัตรู
พอคิดว่าอัลเฟรดรู้ถึงขนาดนั้น ชินก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาในหลาย ๆ ความหมาย
“นายนี่ละเอียดลออกว่าที่เห็นนะ”
‘แหม ๆ ผมเขินนะครับคุณชิน’
อัลเฟรดเกาหลังศีรษะยิ้มร่าดีใจใหญ่ รอยยิ้มแป้นนั่นดูเป็นเด็ก ๆ ยังกับคนละคน
รวมกับเรื่องที่เปิดใจคุยกัน... ชินคิดยังไงก็คงมีแต่ต้องเชื่อเพราะมันสมเหตุสมผล
โอลิเวียที่อยู่ข้าง ๆ ชินก็แย้งอะไรไม่ได้ เพราะที่อัลเฟรดพูดมันก็อธิบายได้หลายอย่าง
“เข้าใจแล้ว... ถ้าที่นายพูดมาเป็นความจริง เรื่องที่ผ่านมาก็ถือว่ารับได้” ชินกอดอกพยักหน้าอย่างใจเย็น
‘แสดงว่าจะยอมเชื่อผมแล้วสินะครับ!!!’ อัลเฟรดยื่นหน้าเข้ามากระแทกกล้องจนเอียง ไม่แน่ใจว่าเขาลืมไปแล้วรึเปล่าว่าตัวเองกำลังวิดิโอคอลอยู่ ชินเห็นความกระตือรือร้นนั่นแล้วถึงกับยิ้มแห้ง
“เชื่อแค่เท่าที่เห็นนั่นแหละ”
‘เอ๋......’
อัลเฟรดทำเสียงโอดโอยเสียดายทั้งที่ชินพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง เพราะชินก็ยอมรับตัวเองอยู่ว่าสิ่งที่พูดมามันน่าเชื่อ
และในเมื่อความเชื่อใจกลับคืนมา การรับความช่วยเหลือก็คงทำได้สะดวกใจขึ้น
“แล้ว... นายจะช่วยฉันยังไงล่ะ? น่าจะคิดแผนไว้แล้วด้วยใช่ไหม?”
‘แหม ๆ ทีนี้มาอ่านใจผมแทนแล้วเหรอครับเนี่ย มันเขินนะครับ’ อัลเฟรดเกาแก้มประหม่า
“...ถ้ายังล้อเล่นอยู่ งั้นจะไม่ขอให้ช่วยแล้วนะ”
‘ล้อเล่นครับล้อเล่น! แหมคุณชินนี่จริงจังตลอดเลย’
อัลเฟรดรีบสะบัดมือปฏิเสธ เกือบจะเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าแทบไม่ทัน
โอลิเวียเห็นแล้วแอบยิ้มเยาะ เพราะคิดว่าสนิทกันแค่นี้ยังเร็วไปสิบปีที่จะเล่นมุกกับชิน
กับอัลเฟรดก็ยังอยากชนะเหรอเนี่ย
ชินแอบยิ้มแห้งกับความหึงหวงอยากเอาชนะของโอลิเวีย แต่แน่นอนว่าไม่ได้รังเกียจ
ส่วนอัลเฟรดที่เล่นมุกแป๊กไปแล้วก็พยายามดึงตัวเองด้วยการกระแอมเข้าเรื่องแทน
‘อะแฮ่ม! งั้นก่อนอื่นก็เรื่องที่คุณชินตั้งใจจะไปที่ศูนย์กลางซิงกูลาริตี้แต่ไปไม่ได้เพราะติดค่าหัว เรื่องนี้สำคัญสุดใช่ไหมครับ’
“อา” ชินพยักหน้า อัลเฟรดได้ยินก็พยักหน้ารับทราบตาม
แล้วเขาก็ยื่นมือไปทางมิวที่ยืนสงบเสงี่ยม (กลัว) มาตลอดตั้งแต่เริ่ม
‘สำหรับเรื่องนั้น คุณชินสามารถยืมตัวมิวของทางเราไปใช้งานได้ตามสบายเลยครับ ผมการันตีฝีมือเลย’
“เฮ้อ... ช่วยไม่ได้นี่นะ”
มิวยิ้มแหย ๆ หลังโดนโยนเผือกร้อนมาให้ สีหน้าเธอเหยเกน่าดู
แต่ว่า... เป็นถึงระดับผู้ปกครองดินแดนก็คงมีฝีมือและประสบการณ์อยู่บ้างล่ะนะ
แถมฉันต้องการแค่ให้เธอไปหาข้อมูลเฉย ๆ คิดว่าไม่ใช่งานยากที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางอะไรด้วย
เพราะงั้นก็ถือว่าใช้ได้อยู่
“งั้นก็ตามนั้น ฝากตัวด้วยนะ”
“คะ ค่ะ!!!”
มิวโค้งตัวให้ชินทันทีทันใด เสียงเธอคมชัดขึ้นด้วยความโล่งใจน่าดูที่ชินกลับไปใช้น้ำเสียงเป็นมิตร
ยิ่งมิวถอนหายใจทิ้งท้ายยิ่งทำให้รู้เลยว่าที่ผ่านมาเธอกลัวแค่ไหน
“งั้นต่อไปก็เรื่องของท่านชงหยวนสินะคะ”
โอลิเวียเอ่ยแทรกขึ้นมาเป็นครั้งแรกราวกับกลัวว่าทุกคนจะลืมปัญหานี้ไป
...แต่ชินรู้ดีจากน้ำเสียงที่ดูเย็นชาแต่กลับสั่นสะท้านด้วยความโกรธ เห็นชัดว่าที่โอลิเวียร้อนรนเป็นเพราะเธอมองชงหยวนเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่ง
ทั้งด้วยความเป็นห่วงชิน และด้วยความเป็นศัตรูกับชงหยวนเอง
‘นั่นสินะครับ... เรื่องปลดค่าหัวนี่น่าจะงานหยาบเลย’
“เรื่องนั้นอย่าไปใส่ใจเลย”
ชินปัดตกเรื่องนั้นไม่ให้อัลเฟรดต้องคิดมาก เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้
ในโลกใต้ดิน... เมื่อค่าหัวถูกตั้งผ่านระบบของซิงกูลาริตี้ไปแล้ว วิธีเดียวที่จะปลดมันออกคือให้ผู้ยื่นเรื่องยกเลิกคำร้องเอง หรือไม่ก็สังหารผู้ยื่นคำร้องเสีย
ข้อแรกนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะให้ชงหยวนยกเลิกคำร้องจึงตัดทิ้งไปได้
ส่วนข้อสอง คือการสังหารชงหยวนหรือกลุ่มของเธอ... ซึ่งให้พูดตามตรง ข้อนี้ชินเองก็ไม่สามารถทำได้
ให้ฆ่าคนไม่รู้จักชินยังพอทำได้ แต่กับคนที่เคยสนิทชินยังไม่อาจทำใจได้ขนาดนั้น
ด้วยเหตุนั้น การปลดค่าหัวเลยไม่อยู่ในหัวของชิน เลยต้องคาดเดาการเคลื่อนไหวต่อไปของชงหยวนแทน
เพราะด้วยความที่ชงหยวนตั้งค่าหัวแองกริคราวน์ซึ่งเธอสงสัยว่าเป็นชิน มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอทำไปเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของชิน
คำถามคือเธอทำไปทำไม? นั่นคือสิ่งที่ชินยังคิดไม่ตก
แต่โอลิเวียนึกเหตุผลขึ้นได้ข้อนึงก่อนใคร
“จะว่าไป... เราเคยคิดว่าท่านชงหยวนอยากดึงชินเป็นพวกใช่ไหมคะ?”
“อา”
ชินพยักหน้ารับโอลิเวีย คิดว่านั่นน่าจะเป็นเป้าหมายสุดท้ายของชงหยวนไม่ผิดแน่
...ในตอนที่พูดถึงชินโดยดึงเป็นพวก อัลเฟรดมองชินด้วยสายตาคมกริบน่าดู แถมดวงตาเขายังเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกต่างหาก
เอาเถอะ... เข้าใจได้อยู่
ชินรู้สึกถึงความโกรธจากอัลเฟรด แต่ก็สมควรแก่เหตุ
เพราะถ้าชินทำตามชงหยวน ฝ่ายที่ทรยศก็จะเป็นชินเอง ชินเลยเลือกที่จะมองข้ามมันแล้วเข้าสู่ประเด็นหลักดีกว่า
“ยังไงก็ตาม... เราเคยคุยกันว่าชงหยวนน่าจะอยากพิสูจน์ว่าฉันมีตราราชันย์รึเปล่า”
‘...นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ท่านชงหยวนพยายามยึดเขต 66 อย่างเอาเป็นเอาตายสินะครับ’
“ท่าจะอย่างนั้น... ถึงจะล้มเหลวไปแล้วก็เถอะ”
อัลเฟรดพยักหน้ารับ สีหน้าเองก็กลับมาปกติ ดูท่าความหงุดหงิดจะหายไปจากใจเขาแล้ว
‘!!!?’
“!!!?”
แล้วพอหัวโล่งขึ้น... ชินกับอัลเฟรดก็ปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้
“ไม่สิ... ชงหยวนจงใจล้มเหลวต่างหาก การบุกเขต 66 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นแค่ตัวล่อ”
‘จุดที่ตั้งใจจะยึดจริง ๆ คือที่ฟรองสินะครับ’
ชินกับอัลเฟรดสลับกันพูด เข้าขากันจนโอลิเวียกับมิวยังกลืนน้ำลาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังระแวงกันอยู่แท้ ๆ
แต่นั่นก็เป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว... ในทางที่แย่ลง
มิน่าล่ะ... ที่ตั้งค่าหัวฉันก็เพราะกลัวฉันอ่านแผนออกแล้วเข้าไปขัดขวางการยึดครองดินแดน
ชงหยวนทำเพื่อให้มั่นใจว่าพวกตัวเองจะยึดครองดินแดนได้ก่อนการทัศนศึกษาจะจบ
จากนั้นก็ใช้พลังของผู้ปกครองดินแดนในการระบุตราราชันย์ของเรา โดยที่เราต่อต้านไม่ได้เพราะไม่มีกำลังรบสนับสนุนในต่างแดน
ตัวเราก็จะถูกเปิดโปงตัวจริง... หรือเลวร้ายที่สุดก็คือโดนจัดการ————
“!!!?”
พอรู้สึกตัวอีกที โอลิเวียก็กำลังกุมมือชินอยู่ ดูท่าชินจะคิดหนักจนหลุดเข้าภวังค์
มือโอลิเวียกำมือชินแน่นขึ้น แต่ไม่ได้สั่นระรัวจากความกลัว เธอน่าจะเป็นห่วงชินมากกว่า
ชินเองก็สัมผัสความเป็นห่วงจากเธอได้จึงออกแรงกุมมือกลับ ทำให้โอลิเวียแปลกใจเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรหรอก”
“...ค่ะ”
น้ำเสียงชินยังปกติ โอลิเวียสัมผัสได้ว่าชินที่เป็นอันตรายกลับไม่ได้กังวลเท่ากับเธอเลย
จะด้วยเพราะใจเย็นอยู่แล้ว หรือเพราะคิดแผนรับมือได้ทันทีก็เป็นอีกเรื่อง... โอลิเวียเลยผละมือออกจากชิน พยายามสงบใจตัวเองแทนเพื่อไม่ให้ชินย้อนกลับมาเป็นห่วงเธอ
ฝ่ายที่กังวลไม่ได้มีแค่โอลิเวีย... ตอนนี้อัลเฟรดที่อยู่ในจอก็กำลังจับคางครุ่นคิด ส่วนมิวก็ขมวดคิ้วจนแน่น
“แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะคะทีนี้” มิวหันไปถามอัลเฟรด เธอเองก็รู้สึกกังวลเหมือนกันที่อาจจะเสียกำลังรบระดับแองกริคราวน์ไป
คำถามของมิวทำให้ชินกับโอลิเวียหันไปมองอัลเฟรดด้วย
...แต่อัลเฟรดที่โดนสายตาคาดหวังหาได้เหงื่อตกไม่
สิ่งที่เผยขึ้นบนใบหน้าของอัลเฟรดคือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อันเป็นเครื่องหมายการค้า
เขาดันแว่นขึ้นจนเลนส์สะท้อนแสงอีกครั้ง ด้วยท่าทางมั่นใจทีเดียว
‘ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับทุกคน... ผมมีแผน’
❖❖❖❖❖
