บทที่ 9 ความคิดเล็ก ๆ ขององค์หญิงจ้าวหยาง
"ฮ่า ๆ อาหารเหล่านี้ช่างโอชะยิ่งนัก! แม้แต่ฮ่องเต้เองก็คงไม่เคยได้ลิ้มลอง โดยเฉพาะไก่ผัดพริกจานนี้ ถูกปากข้าเสียจริง! แม่นางลองชิมดูสักคำ"
บัดนี้ ฉู่ฮ่าวหยวนมิได้มีท่าทางเกรงขามเยี่ยงแม่ทัพแม้แต่น้อย กลับคีบไก่ผัดพริกส่งให้ฮูหยินของตน
ฮูหยินจิบน้ำแกงไก่รสกลมกล่อม บัดนี้ต่อมรับรสของนางถูกปลุกเร้าด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนของอาหาร ยิ่งเห็นว่าเป็อาหารที่บุตรชายตั้งใจปรุงให้ ยิ่งทำให้นางเอื้อมมือไปคีบไก่ผัดพริกเข้าปากอย่างอ่อนช้อย
ทันใดนั้น รสเผ็ดร้อนหอมกรุ่นก็พลุ่งพล่านไปทั่วปาก นางซึ่งมีใบหน้างดงามเลอโฉมเผยรอยยิ้มด้วยความประหลาดใจ นางอดใจไม่ไหวจึงคีบเนื้อแกะเข้าปากอีกชิ้น รสชาตินุ่มลิ้นทำให้นางเบิกตากว้างอีกครั้ง ริมฝีปากอิ่มสวยของนางดูเหมือนจะหยุดลิ้มรสไม่ได้เสียแล้ว
ในตอนนั้นเอง หลิงเอ๋อร์ก็ตักน้ำแกงไก่ให้ฉู่ฮ่าวหยวน
เขายกขึ้นดื่มจนหมดในรวดเดียว แล้วเอ่ยกับหลิงเอ๋อร์อย่างแ่เบา "เติมอีกถ้วย"
"ท่านอย่าเพิ่งทานมากนัก ข้าจะให้พี่ใหญ่ได้ลิ้มลองบ้าง ไม่คิดเลยว่าเฟิงเอ๋อร์จะทำอาหารรสเลิศเช่นนี้ได้"
ดูเหมือนว่าฮูหยินจะเริ่มหวงอาหารเสียแล้ว!
"หมดแล้วก็ให้เ้าเด็กนั่นทำใหม่ก็สิ้นเื่ ว่าแต่... ไม่ดีแล้ว! ข้าต้องไปประจำการที่ชายแดน อย่างน้อยก็คงครึ่งปี กว่าจะได้กินอาหารรสเลิศเช่นนี้อีก"
น้ำเสียงของฉู่ฮ่าวหยวนดังขึ้นกะทันหัน
"เ้าอยากให้บุตรชายของเ้าคอยทำอาหารให้เ้ากินไปตลอดรึ! บอกให้เฟิงเอ๋อร์เอาฝีมือทำครัวนี้ไปถ่ายทอดให้แม่ครัวเสีย เ้าจะได้พาตัวเขากลับไปได้เสียที ทว่า... ไอ้ลูกหมา นั่นก็น่าตีนัก พบกับเซียนแท้ ๆ กลับเรียนมาแค่ฝีมือทำครัว ช่างเสียโอกาสอันมหาศาลเสียจริง!"
ฮูหยินออกอาการเสียดายอีกครั้ง
"เรียนฮูหยิน คุณชายบอกว่าเขาเรียนวิชาความรู้มาเยอะแยะเลยเ้าค่ะ"
หลิงเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรก
หากเป็เมื่อก่อน ต่อให้ตีนางก็ไม่กล้าทำเช่นนี้ แต่ตอนนี้นางรู้สึกภูมิใจในตัวคุณชายยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งสองเองก็ชอบฟังเื่ราวความสามารถของคุณชาย!
"ฮ่าฮ่า ไอ้ลูกหมา นั่นเหมือนจะเคยพูดไว้จริง ๆ ว่าได้ร่ำเรียนวิชาความรู้มามากมาย ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ" ฉู่ฮ่าวหยวนหัวเราะลั่น
"เ้าค่ะ คุณชายบอกให้รอพวกท่านทานข้าวเสร็จก่อน แล้วค่อยนำเกลือแบบนี้มามอบให้" พูดจบ นางก็หยิบถุงใบเล็ก ๆ ออกมา แล้วค่อย ๆ เปิดออก วางลงบนโต๊ะ
เขามองเกลือที่ขาวสะอาดอยู่ในถุง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ในฐานะอดีตแม่ทัพผู้พิทักษ์ชายแดน เคยดูแลความเป็อยู่ของผู้คนนับแสน เขาย่อมรู้ถึงความสำคัญของเกลือเป็อย่างดี และเกลือตรงหน้านี้ ช่างบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา!
ฮูหยินก็อดถามขึ้นไม่ได้ “เกลือพวกนี้บริสุทธิ์นัก เขาคงต้องลงแรงไม่น้อยกระมัง หรือว่าเขามีความอดทนถึงเพียงนี้?”
“แท้จริงแล้ว เกลือพวกนี้มิได้ลำบากลำบนอันใดเลย คุณชายเพียงแค่กวนมันสองสามครั้ง ก็ได้เกลือมาครึ่งโถแล้ว เกลือแบบนี้ไม่มีรสแปลกปลอมใด ๆ แม้แต่น้อย ไม่ขมแม้เพียงนิด น้ำแกงไก่แสนอร่อยนี้ ก็ใส่เกลือนี้ลงไปเ้าค่ะ”
หลิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
ฉู่ฮ่าวหยวนลุกขึ้นยืนโดยพลัน เอ่ยเสียงดัง “หากถวายวิธีทำเกลือนี้แด่ฝ่าา ฝ่าาต้องพระราชทานรางวัลอันยิ่งใหญ่แก่เฟิงเอ๋อร์เป็แน่!”
“ท่านพี่ ท่านเสียกิริยาไปแล้ว เหตุใดต้องถวายเกลืออันล้ำค่านี้แด่ฝ่าา หากมอบให้พี่ชายข้า คงสามารถทำให้ทรัพย์สมบัติของทั้งสองตระกูลประเมินค่ามิได้ แน่นอนว่ากองทัพป้องกันชายแดนของพวกเราก็จะไม่ต้องถูกกระทรวงทหารเ่าั้รังแกอีกต่อไป พวกองค์ชายผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายก็จะมาต้องมาอ้อนวอนเฟิงเอ๋อร์ของเรา และเข้ากับจวนโหวของพวกเรา ส่วนเื่การประลองระหว่างเฟิงเอ๋อร์กับหลี่ฮุยนั้น ท่านก็พาคนไปเยอะ ๆ เสียหน่อย หากสถานการณ์ไม่สู้ดี ก็รีบพาคนกลับมา!”
ดวงตางามของฮูหยินเปล่งประกายความทะเยอทะยาน แต่สุรเสียงยังคงราบเรียบดังสายน้ำ
ฉู่ฮ่าวหยวนหันซ้ายขวาอย่างฉับพลัน ดวงตาฉายแววเกรี้ยวกราด บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างต่างพากันใคุกเข่าลง
“พวกนางพอไว้ใจได้”
คำพูดของฮูหยินทำให้บ่าวรับใช้ทั้งหลายผ่อนคลายลง ต่างพากันสำนึกในบุญคุณของนาง
ส่วนในตอนนี้ ณ สวนดอกไม้ด้านหลังวังหลวง หญิงสาวรูปโฉมงดงามริมฝีปากแดงระเรื่อ กำลังถือทวนยาวเล่มหนึ่ง ฝึกฝนอย่างองอาจ
แสงทวนวูบไหว ทิ่มแทงจนเกิดเป็ภาพดอกเหมยผลิบานกลางอากาศ!
ริมฝีปากอันเล็กจิ๋วนั้นยังคงเปล่งเสียงกราดเกรี้ยว
"ฉู่เฟิง เ้าจงไปตาย! ไปตาย! ตายซะ!"
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ทวนใหญ่กวาดผ่านจนต้นไม้ดอกไม้ในสวนหลังบ้านล้มระเนระนาด!
"เ้ายังโกรธอยู่รึ เ้าหนู"
เสียงหญิงสาวแสนอ่อนโยนดังมาแต่ไกล ยามนั้นเอง เด็กสาวจึงยอมหยุดร่ายรำทวน
ขณะนั้นเอง สาวใช้ตัวน้อยก็เข้ามาถวายน้ำล้างหน้าให้
"หากฉู่เฟิงยังไม่ตาย ข้ายอมไม่ได้!"
นางถือผ้าเช็ดหน้าเปียกน้ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
ภาพใบหน้าเ้าเล่ห์นั่นวาบขึ้นมาในหัวอีกครั้ง เขาบังอาจถ่มน้ำลายใส่นาง!
ช่างไม่อาจให้อภัยได้!
"อย่าพูดจาเหลวไหล เขาคือพระสวามีในอนาคตของเ้าเชียวนะ"
สุรเสียงอ่อนโยนแฝงแววขุ่นเคือง กลิ่นหอมโชยมาตามสายลม สตรีผู้สง่างามเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ฉลองพระองค์งดงาม บ่งบอกถึงชาติกำเนิดอันสูงส่ง นางคือฮองเฮาผู้เป็ใหญ่ในวังหลัง
"ท่านแม่ แต่เขามาทำให้ข้าอับอายก่อน"
องค์หญิงจ้าวหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
ดวงตากลมโตคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ราวกับต้องความอัดอั้นขมขื่นยิ่งนัก
"ใครใช้ให้เ้าไม่พาองครักษ์ไปด้วย แล้วยังบุ่มบ่ามไปสอดแนมเขา เห็นทีครานี้เลยต้องเจ็บตัวไม่ใช่รึ! แต่ว่า... เขาก็คือพระสวามีของเ้า นับว่าเป็เื่ผัวเมียทะเลาะกันเล็กน้อย ไม่น่าจะต้องขุ่นเคืองกันถึงเพียงนี้"
ฮองเฮาเอ่ยพลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนช่วยบุตรสาวเกล้าผมที่ยุ่งเหยิงด้วยความรักใคร่
“เขาเป็คนไม่รักดี ไม่สนใจใฝ่หาความรู้ ชอบเที่ยวเตร่หาความสำราญไปวัน ๆ ยังได้ยินมาว่าชอบรังแกผู้อื่น ลูกไม่ยอมแต่งงานกับเขาเด็ดขาด”
กล่าวจบ นางก็โยนผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่ใช้ซับใบหน้างามลงในกะละมังอย่างไม่ใยดี พลางสั่งให้สาวใช้ตัวน้อยยกออกไป
“เ้ารู้หรือไม่ แคว้นต้าเหลียงทางทิศเหนือของเรามีชนเผ่าซยงหนูที่โหดร้ายคอยจ้องโจมตี หากมิได้แม่ทัพฉู่และกองทัพบุกเบิกของเขากว่าแสนคนคอยคุ้มกัน ชนเผ่าซยงหนูคงบุกเข้ามาเผาบ้านปล้นเมืองไปแล้ว”
วาจาของฮองเฮาแฝงไว้ด้วยความจนใจ แม้ว่าพระองค์จะประทับอยู่ในวังหลวง ไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่ก็รู้เื่ราวของว่าที่ลูกเขยเป็อย่างดี เพียงแต่ตอนนี้จำเป็ต้องเอาใจแม่ทัพฉู่เอาไว้ก่อน
“แท้จริงแล้ว ลูกมิได้โทษเสด็จพ่อเื่การหมั้นหมายครั้งนี้ เพียงแต่ตอนนี้ หากพี่หลี่ฮุยพลาดพลั้งฆ่าเ้าฉู่เฟิงคนนั้น แม่ทัพฉู่ก็มิอาจทำอะไรได้ มิใช่หรือเพคะ”
องค์หญิงจ้าวหยางเอ่ยความในใจออกมาอย่างระมัดระวัง
“พวกเ้าช่างกล้าคิดเกินไป หากฉู่เฟิงตายไปจริง ๆ หลี่ฮุยก็ต้องโทษถึงตาย แคว้นต้าเหลียงก็จะเกิดเื่วุ่นวายไม่หยุดหย่อน”
ฮองเฮาเอ่ยเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยต่อว่า “เฮ้อ… ในเมื่อเ้าไม่้าแต่งงาน แม่จะไปบอกพ่อเ้าเอง แต่อย่าได้ทำเื่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก ไม่อย่างนั้นเื่ใหญ่แน่”
“ท่านแม่ แม่ทัพฉู่นั่น อาศัยว่าตัวเองมีคุณความชอบ ก็ช่างโอหังนัก แม้แต่เสด็จพ่อยังไม่นับถือ กล้าถึงเพียงนี้ วางแผนฆ่าบุตรชายของเขาเสียเลย จะได้รู้ว่าเขามีแผนคิดก่อฏหรือไม่”
องค์หญิงจ้าวหยางเสนอแผนการอันแสนชาญฉลาดของตนเองอย่างมั่นใจ
แววตาทอประกายเ้าเล่ห์
"เื่ราวเหล่านี้มีผู้ใดยุแยงเ้ามิใช่หรือ"
สายตาของฮองเฮาแปรเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็เ็าในพริบตา
"ความโอหังของแม่ทัพฉู่นั้น ลูกแอบเห็นกับตาตนเองหลังฉากกั้น"
องค์หญิงจ้าวหยางไม่กล้าสบสายตาของมารดา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาอย่างรู้สำนึกผิด
"แม่ทัพฉู่กับเสด็จพ่อของเ้าล้วนผ่านสมรภูมิรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ผ่านชีวิตและความตายมาด้วยกัน หากปราศจากเขา เสด็จพ่อของเ้าคงไม่อาจนั่งในตำแหน่งนี้ได้ คงสิ้นชีพไปนานแล้ว ดังนั้น ความโอหังของเขาย่อมมีที่มาที่ไป ไม่ว่าเ้าจะเห็นเองหรือผู้อื่นยุแยง เ้าจงจำไว้ว่าผู้ใดคิดร้ายต่อเขา ผู้นั้นก็คือคิดร้ายต่อเสด็จพ่อของเ้า"
ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ขอประทานอภัย ลูกรู้ผิดแล้ว ลูกไม่ควรกล่าวหาว่าเขาโอหังอวดดี แต่มิมีผู้ใดยุแยงลูกเลยเพคะ ลุกเห็นกับตาตัวเองจริง ๆ"
องค์หญิงจ้าวหยางก้มหน้าน้อยๆ เอ่ยด้วยความรู้สึกผิด ในใจพลันคิดถึงนางกำนัลที่จงใจล่อลวงให้นางไปเห็นเหตุการณ์นี้ นางกำนัลผู้นั้นย่อมหวังดีกับนาง นางจะเปิดเผยเื่นี้ออกไปไม่ได้
ฮองเฮามององค์หญิงจ้าวหยางที่ดูลุกลี้ลุกลน ในใจพลันถอนหายใจ ดูท่านางต้องตรวจสอบคนรอบข้างของบุตรสาวเสียแล้ว