บทที่ 23 ของเลียนแบบมาจากที่ใดกัน
แน่นอนว่าการเก็บสมุนไพรนี้ไม่ได้ทำเพื่อช่วยเฉิงโจวซื่อล้างบัญชี แต่นาง้าหาเงิน!
ซูชิ่นไม่เคยต้องกังวลเื่เงินทองมาั้แ่เด็ก ทรัพย์สมบัติที่ตระกูลซูสะสมมาหลายชั่วอายุคน แม้จะไม่ถึงขั้นมั่งคั่งจนเทียบได้กับแคว้น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะดูแคลนได้ มิเช่นนั้นผู้หญิงคนนั้นคงไม่วางแผนสารพัดเพื่อแต่งงานกับบิดาของนาง
ชาติที่แล้วไม่เคยลำบาก ชาตินี้แน่นอนว่านางก็ไม่อยากลำบากเพราะเื่เงิน ดังนั้นซูชิ่นจึงตัดสินใจหาเงิน!
ทว่าความเป็จริงนั้นช่างโหดร้าย ชาติที่แล้วนางเป็เพียงคุณหนูเสเพลที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ นอกจากเื่กิน ดื่ม เที่ยว เล่น ที่เชี่ยวชาญแล้ว ทักษะด้านอื่นนางแทบจะไม่มีเลยจริง ๆ ดังนั้นการจะหาเงินจึงไม่ใช่เื่ง่าย
ตอนนี้ทำได้เพียงพึ่งพาความทรงจำที่มีประโยชน์บางส่วนซึ่งเ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ ลองขึ้นเขาไปหาสมุนไพรบางชนิดดูก่อน
เด็กทั้งสองคนยังเล็ก แต่เวลาเดินขึ้นเขากลับมั่นคงกว่าซูชิ่นที่เป็ผู้ใหญ่เสียอีก
ช่วยไม่ได้ เพราะชาติก่อนซูชิ่นไร้ประโยชน์ หลังจากอายุสิบขวบก็ไม่รู้ว่าคำว่าลำบากเขียนอย่างไร เมื่อมองแผ่นหลังที่เดินอย่างมั่นคงของเด็กทั้งสอง ซูชิ่นก็อดที่จะดูถูกตัวเองไม่ได้
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมยังมีประโยชน์มาก หลังจากเดินไปได้สักพัก ซูชิ่นก็เห็นสมุนไพรไม่กี่ต้นอยู่ริมทาง เพียงแต่เป็ของพื้น ๆ ที่ไม่ค่อยมีราคา
ซูชิ่นไม่อยากได้จึงลุกขึ้นเตรียมจะเดินต่อ แต่โจวโจวกลับยืนกรานที่จะขุดพวกมันนำไปด้วย
"ท่านแม่ ถึงแม้พวกมันจะไม่มีราคา แต่พวกมันขึ้นเยอะนะขอรับ เก็บไปเยอะ ๆ ก็น่าจะขายได้บ้าง"
ซูชิ่นเลิกคิ้ว
เ้าตัวเล็กนี่ใช้ได้เลยทีเดียว!
คิดดูอีกทีก็จริง ูเาลูกนี้ถูกชาวบ้านแถวนี้เดินจนทั่วแล้ว สมุนไพรล้ำค่าจะหาง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร หากอยากได้ตำลึงเงิน ต้องเริ่มจากก้าวที่มั่นคงและอดทน ดังนั้นซูชิ่นจึงใช้มีดสั้นเก็บสมุนไพรไม่กี่ต้นนั้นใส่ลงในตะกร้าแล้วนำติดตัวไป
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน สามแม่ลูกก็เก็บสมุนไพรได้จำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มีราคา แต่เมื่อเห็นตะกร้าที่เต็มเปี่ยมก็ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จไม่น้อย
นางนำข้าวโพดและไข่ไก่ป่าที่เหลือออกมาให้เด็กทั้งสองกิน ซูชิ่นเองก็กินบางส่วนแล้วดื่มน้ำพุวิเศษตาม จากนั้นจึงเก็บของเพื่อลงจากเขา
ทันทีที่สามแม่ลูกกลับเข้าหมู่บ้าน ก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศในหมู่บ้านไม่ปกติ สายตาที่ชาวบ้านมองซูชิ่นล้วนมีความหวาดกลัว ทุกครั้งที่สายตาของซูชิ่นสบกับพวกเขา พวกเขาจะรีบหันหน้าหนีอย่างลนลาน บางคนถึงขั้นวิ่งหนีไปเลย
โจวโจวและเยว่เยว่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก
เยว่เยว่จึงเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นถามว่า "ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ? ทำไมพวกเขาเห็นพวกเราแล้วถึงหลบเลี่ยง?"
"ไม่มีอะไรหรอก พวกเราเดินเร็วขึ้นเถอะ แม่เริ่มจะแบกไม่ไหวแล้ว" ซูชิ่นตอบเรียบ ๆ
ตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่มีน้ำหนักไม่น้อย จึงกดทับจนซูชิ่นตั้งหลังตรงไม่ได้
นางรู้ดีในใจว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แปดส่วนคงเป็เพราะหมอผีที่ตระกูลเฉิงจ้างมาถึงแล้ว และชาวบ้านคงได้ยินข่าวลือที่ตระกูลเฉิงปล่อยออกมา
เนื่องจากกลัวว่าเด็กน้อยทั้งสองจะใในภายหลัง ซูชิ่นจึงหาที่แห่งหนึ่งเพื่อวางตะกร้าลง
"โจวโจว เ้ากับน้องสาวเฝ้าตะกร้าไว้ตรงนี้นะ แม่จะกลับบ้านก่อน แล้วให้ท่านปู่ของเ้ามาช่วยแบก"
โจวโจวขยับริมฝีปาก อยากจะบอกว่าท่านปู่ของเขาไม่มีทางช่วยแน่นอน แต่เมื่อนึกถึงเื่เมื่อเช้านี้ โจวโจวก็กลืนคำพูดนั้นลงไป
เมื่อก่อนท่านแม่เรียกท่านปู่ไม่เคยฟัง แต่ตอนนี้อาจจะไม่เป็เช่นนั้นแล้ว ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า
"ท่านแม่ ท่านรีบไปเถิด ข้ากับน้องสาวจะรออยู่ที่นี่"
"พวกเ้าอย่าวิ่งเล่นซนแล้วดูแลสมุนไพรให้ดี อย่าให้ใครมาแย่งไป แต่หากมีคนมาแย่ง ก็ปล่อยให้เขาเอาไปเถิด จำไว้ว่าเขาเป็ใคร แล้วเดี๋ยวแม่จะไปทวงคืนมา" ซูชิ่นตอบรับคำหนึ่ง
ในโลกยุคนี้ มีคนที่ไม่หวังดีอยู่มากมาย ซูชิ่นกลัวว่าเด็กทั้งสองจะดื้อรั้นปกป้องสมุนไพรจนต้องเสียเปรียบ จึงกำชับไว้เป็พิเศษ
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าจดจำอย่างตั้งใจ
จากนั้นซูชิ่นก็หันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเฉิง
ขณะนี้ หมอผีที่หลี่ซื่อจ้างมากำลังจัดตั้งแท่นพิธีที่บ้าน ทั้งกระจกแปดทิศ ยันต์สีเหลือง กระบี่ไม้ท้อ ธงคำสั่งห้าธาตุ เข็มทิศหลัวผาน และเืสุนัขดำ ล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน
ตอนนี้ทั่วทั้งบ้านตระกูลเฉิงถูกแปะด้วยยันต์จนเต็ม เมื่อลมพัด ยันต์ก็ปลิวไสว ส่งผลให้บรรยากาศดูวังเวงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
คนตระกูลเฉิงหลายคนกำลังยืนรอซูชิ่นกลับมาอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ทันใดนั้น คนชอบสอดรู้สอดเห็นคนหนึ่งก็ะโบอกจากนอกประตู
"มาแล้ว ๆ!"
คนตระกูลเฉิงทุกคนต่างเกร็งตัว มองดูหมอผีถือชามที่บรรจุเืสุนัขดำที่วิ่งพรวดพราดออกจากประตูใหญ่
ซูชิ่นกำลังคิดในใจว่า หมอผีที่ตระกูลเฉิงจ้างมาจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรจัดการนาง ผลคือในขณะที่ไม่ได้ระวัง ก็เห็นผู้หญิงวัยกลางคนในชุดนักพรตถือชามวิ่งตรงมาทางนาง
"เ้าปีศาจใจกล้า บังอาจสร้างความเดือดร้อนให้โลกมนุษย์ ดูสิว่าวันนี้ข้าจะสยบเ้าอย่างไร!"
หมอผีคนนั้นะโเสียงดังพร้อมกับสะบัดมือ สาดเืสุนัขดำในชามใส่ซูชิ่น
ซูชิ่นหลบตามสัญชาตญาณ เืสุนัขดำจึงไม่ได้ราดลงบนหัวและใบหน้าของนาง แต่กลับทำให้ชายเสื้อของนางเปียกชุ่ม
นี่เป็เสื้อผ้าชุดเดียวที่ดูดีที่สุดที่เ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้เลยนะ!
เืที่เหม็นหึ่งนี่จะซักออกยากหรือเปล่า! ยุคนี้ไม่มีผงซักฟอกหรือสบู่ หากซักไม่ออก นางคงไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่เลยสักชุด?!
"ฮ่า ๆ ปีศาจน้อยที่มีตบะต่ำเพียงนี้ ยังกล้ามาสร้างความวุ่นวายในโลกมนุษย์ วันนี้ข้าจะกำจัดภัยให้ราษฎร สยบตัวหายนะอย่างเ้าเสีย!" หมอผีคนนั้นเห็นนางยืนนิ่งอึ้งก็ดีใจทันที
พูดจบ หมอผีก็คว้ากระจกแปดทิศที่ผูกไว้ที่เอวส่องไปทางซูชิ่น
กระจกแปดทิศส่องตรงกับแสงอาทิตย์พอดี แสงที่สะท้อนออกมาจึงเข้าตาซูชิ่นทำให้นางตาพร่ามัว จนต้องยกมือขึ้นบังแสงนั้น
"ดูเร็ว ปีศาจตนนี้กำลังจะถูกข้าสยบแล้ว!" หมอผีคนนั้นะโด้วยความตื่นเต้น
"หมอผีท่านนี้ช่างมีความสามารถยิ่งนัก!" ชาวบ้านที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ ๆ พากันอุทาน
หมอผีถือกระจกแปดทิศส่องไปที่ซูชิ่นอยู่นาน เห็นเพียงนางยกมือบังแสงแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดอีก ในใจจึงเริ่มตระหนก เลยะโเสียงดัง
"ไม่ดีแล้ว ปีศาจตนนี้ตบะไม่ต่ำเลย ถึงกับไม่กลัวแสงจากกระจกแปดทิศ รอข้าไปเอาของวิเศษชิ้นอื่นมาก่อนเถิด!"
พูดจบ หมอผีก็ชักกระบี่ไม้ท้อออกมา และนำยันต์สีเหลืองไม่กี่แผ่นปักไว้ที่ตัวกระบี่ จากนั้นก็กวัดแกว่งกลางอากาศ พร้อมกับท่องคาถา
"ไท่ซ่างเหล่าจวิน เร่งรัดตามคำสั่ง ปีศาจน้อยจงตายเสีย!" จากนั้นก็นำกระบี่ไม้ท้อแทงเข้าใส่ซูชิ่น
ซูชิ่นเบี่ยงตัวหลบทำให้หมอผีแทงพลาด ในขณะที่กำลังจะหมุนตัวแทงกลับ แผ่นหลังก็ถูกซูชิ่นถีบเข้าอย่างจัง
หมอผีรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง แรงมหาศาลผลักให้นางวิ่งเซถลาไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
ชาวบ้านมองดูหมอผีที่ยังถือกระบี่ไม้ท้อวิ่งไปข้างหน้าได้ระยะหนึ่ง แล้วก็พุ่งหัวปักลงในกองฟืนริมทาง
...
บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบสงัด
หมอผีตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากกองฟืน โดยมีฟางข้าวติดอยู่เต็มหัว นางะโด้วยความโกรธแค้นว่า "เ้าปีศาจใจกล้า ไม่ยอมตายแต่โดยดี! ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็อย่าหาว่าเซียนผู้นี้ไม่เกรงใจ!"
มุมปากของซูชิ่นกระตุก ตระกูลเฉิงไปเอาตัวประหลาดนี่มาจากไหนกัน แม้แต่บทสวดก็ยังท่องไม่เป็ นี่มันของเลียนแบบที่เอาเศษเสี้ยวจากที่ไหนมาปะติดปะต่อกัน?
นางอยากจะรู้นักว่า หมอผีคนนี้ยังมีความสามารถอะไรอีก ก็เห็นหมอผีหยิบธงคำสั่งห้าธาตุออกมาจากถุงที่ตัว พร้อมกับท่องบทสวดมั่วซั่วอีกชุดใหญ่ จากนั้นก็หยิบกระบี่ออกมา
หลังจากร่ายรำท่าทางอยู่พักหนึ่ง หมอผีก็ตาเหลือกขาว ทำท่าทางราวกับถูกผีเข้าสิง