มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 140 บีบคั้น

    บทที่140 บีบคั้น

             

            การเคลื่อนกองทัพทหารของเว่ยซวงเฟยกินเวลามาหลายวันกว่าจะบรรลุถึงเมืองอิ๋งซานกองทัพนี้ไม่เพียงแสดงแสนยานุภาพที่ยิ่งใหญ่ให้ประจักษ์ต่อสายตาของอาณาประชาราษฎร์แต่มันเมื่อผ่านบ้านใด เขตใด เมืองใด ก็จะมีเหล่าทหารชั่วลอบกดขี่ ข่มเหง ปล้นสะดมสร้างความลำบากแก่อาณาประชาราษฎร์เพิ่มขึ้นค่าภาษีแผ่นดินที่ถูกเก็บแลขูดรีดขูดเนื้อก็ทำให้พวกมันลำบากแสนสาหัสพอแล้ว ยังมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกก็มิต่างกับการบีบให้พวกมันต้องตกนรกทั้งเป็นลูกเมียต่างมีราคี นี่ทำให้ความอดทนอดกลั้นของคนถึงขีดจำกัด

             

            เจ้ามีอำนาจแล้วอย่างไรเจ้ามีกองกำลังทหารแล้วอย่างไร เจ้ามีอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วอย่างไร พวกข้ามีสองมือกับหนึ่งใจหรือจะยังเทียบไม่ได้!

             

            ประตูบ้านมีเสียงไม้เสียดสีดังแอ๊ดเปิดออกบ้านหลังหนึ่งที่ครอบครัวอุดมไปด้วยลูกหลานที่เป็นบุรุษก้าวเดินออกมาพร้อมอุปกรณ์ทำครัวทำสวนในบ้านพวกมันล้วนเดินตามกองทัพอันยิ่งใหญ่ไป

             

            ผ่านนาข้าวที่ถูกม้าตะกรุยจนเสียหายชาวนาที่หลั่งน้ำตาได้เช็ดคราบบนใบหน้าจนเหือดแห้ง ในมือถือเคียวที่กะเตรียมไว้เก็บเกี่ยวบ้างก็ถือคราดที่เตรียมสำหรับแยกเศษฟาง เมื่อไม่มีข้าวให้เกี่ยว ไม่มีฟางให้กวาด พวกมันจึงถือเคียวและคราดติดตามกองทหารไป

             

            ผ่านเมืองตามชนบทที่ข้าวของเสียหายบ้านผุพัง ข้าวของมีค่าสูญเสีย เหล่าคนไม่สนบุรุษ สตรี เด็ก ชรา ต่างถือสิ่งที่อยู่ข้างกายไว้แน่นพวกมันไม่เหลือสิ่งใดแล้ว พวกมันไม่เหลือทางเลือกแล้ว พวกมันจึงต่างกำชับสิ่งที่เหลือในมือนั้นมีด พร้า หาบ เสียม จอบ กระบอง คาน แท่งไม้ ค้อน ตะปู บางคนถึงขนาดนำกระโถนติดตามกองทัพนั่นไป

             

            กองทัพแคว้นเว่ยเคลื่อนไหวสู่อิ๋งซานตัวตนสำคัญมุ่งไปเมืองอิ๋งซาน ชาวบ้านมิต้องการไปอิ๋งซาน แต่พวกมันเพียงมีเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นคือ ติดตามกองทัพแคว้นเว่ย!

             

            “ฝ่าบาทบัดนี้กองกำลังทหารเหนือใต้ล้วนบรรจบ ปิดล้อมอาณาเขตเมืองอิ๋งซานเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ"

            แม่ทัพใหญ่ในชุดเกราะเงินแวววาวกล่าวรายงานเว่ยซวงเฟยด้วยน้ำเสียงที่ฟังชัด

             

            มหาเสนาบดีกรมวังที่ถูกเรียกตัวให้ติดสอยห้อยตามมาด้วยก็กล่าวเสริม

            “ส่วนกบฏทั้งสองตอนนี้ทางสำนักมือปราบรวบตัวไว้แล้วจุดประสงค์ของพวกมันชี้ชัดว่าสายเลือดสุดท้ายอยู่ที่นี่จริงพะยะค่ะ"

             

            เว่ยซวงเฟยหัวเราะลั่นภายในรถม้าคันโอ่อ่า

            “ฮ่าฮ่าฮ่าประเสริฐ นอกจากจะใกล้ได้ตัวสายเลือดสุดท้ายแล้ว ยังได้ตัวของฐานอำนาจสุดท้ายที่ซ่อนเร้นของมันด้วยครานี้ถึงคราวได้ถอนรากถอนโคนอย่างแท้จริงเสียที"

             

            มหาเสนาบดีกรมวังประสานมือ

            “ฝ่าบาทคือผู้มากด้วยวาสนาอย่างแท้จริงฟ้าจึงได้ส่งเสริมเช่นนี้"

             

            ชั่งกวนที่บัดนี้ได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมสรรพวุธกล่าวขึ้น

            “ฝ่าบาทกระหม่อมได้จัดเตรียมที่พำนักไว้แล้ว เชิญเสด็จเถอะพะยะค่ะ"

             

            เว่ยซวงเฟยจึงหันไปสั่งการแม่ทัพใหญ่ของตน

            “กำชับกองกำลังทหารโอบล้อมประชิดกำแพงเมืองถึงเวลาล้อมคอกจับลูกมังกรแล้ว"

            ก่อนที่มันจะตรัสกับชั่งกวนต่อ

            “เจ้าจงรีบไปก่อนที่ข้าจะถึงที่พำนัก โจรกบฏทั้งสองจักต้องถูกส่งตัวไปยังที่นั่นด้วย"

             

            “น้อมรับพระบัญชา"

            ชั่งกวนรีบทำความเคารพแลล่าถอยคืนกลับไปดำเนินการทันทีมันจะต้องเร่งไปที่สำนักมือปราบเพื่อเอาตัวโจรกบฏอดีตองครักษ์ซ้ายขวาเพื่อมารอสำเร็จโทษตามพระประสงค์

             

            ขบวนรถม้าอันอลังการเอริกเกริกของเว่ยซวงเฟยเข้าไปในเมืองอิ๋งซานแล้วเช่นเดียวกับรถม้าของเจียวมิ่งเองที่อยู่ในเมืองอิ๋งซานเช่นเดียวกัน นางกลับมาครานี้มิอาจไม่ร้อนใจแทนเส้าเทียนไม่รู้ชายหนุ่มเบื้องหน้าคิดจะทำอะไร ใช่จะตัดสินใจทำเรื่องหุนหันไปหรือไม่ นางแม้อยากช่วยมันด้วยคุณธรรมช่วยมันเพื่อต้องการเห็นอาณาประชาราษฎร์ได้ถูกปลดแอก แต่ผู้มีปัญญาเช่นนางก็จนปัญญาที่จะส่งเสริมมันในสถานการณ์เช่นนี้อย่างแท้จริงหากเทียบตามพลังอำนาจที่เห็นแล้ว

             

            ตัวคนเดียวหรือยังจะสู้กองทัพได้!

             

            “ขอแม่นางเจียวปลดปล่อยค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ในประทุนรถม้าแห่งนี้ด้วย"

            เส้าเทียนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าเจียวมิ่งกลับเมินเฉยต่อคำขอนี้ เส้าเทียนจึงขมวดคิ้ว

             

            “ทำไมท่าน…”

             

            เจียวมิ่งจึงตอบว่า

            “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ท่านจะออกไปคนของท่านอย่างน้อยยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ด้วยระดับพลังฝีมือของท่านออกไปมีแต่จะต้องทิ้งชีวิตซึ่งนั่นจะหมายถึงคนของท่านก็จะตายตามไปด้วย เร่งรีบเกินไปจึงไม่ดี"

             

            “เช่นนั้นจะให้ข้าทำอย่างไร"

             

            “เอาชนะค่ายกลในประทุนรถม้าของข้าให้ได้อย่างน้อยนี่จะเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำที่ชี้วัดว่าท่านสมควรจะออกไปหรือไม่ เพราะถ้าแม้แต่ค่ายกลนี้ยังมิอาจทำลายคนที่รอท่านข้างนอกยิ่งมิต้องเอ่ยถึงว่าจะสยบพวกมัน"

             

            “ข้าไม่มีเวลาถึงเพียงนั้น"

             

            “มิใช่ข้าเคยบอกท่านไปแล้วหรือว่าบางเรื่องเร่งรีบไปใช่จะเกิดผลดี"

             

            กล่าวจบนางก็ก้าวเดินลงจากรถม้าสั่งการคนหุมบังเหียนของตนว่าหากมิใช่นางหรือธรรมบาลปัญญามาเองก็อย่าได้ให้ใครละลาบละล้วงรถม้าของนางกล่าวจบนางก็เดินตรงไปที่เหลาสุราเล็กๆ แห่งหนึ่ง นั่งลงเก้าอี้ข้างบุรุษวัยกลางคนแล้วกล่าวว่า

            “ครั้งหนึ่งท่านออกปากว่าจะเลี้ยงอาหารให้แก่ข้าเห็นทีตอนนี้ได้แต่น้อมรับไว้"

             

            บุรุษผู้นี้ย่อมเป็นอู่ถงมันติดตามดูนางมาระยะเวลาหนึ่ง เห็นนางมุ่งเผยแพร่หลักคำสอนจนแทบจะออกจากอาณาเขตเมืองอิ๋งซานไปแล้ว

            “ทำไมท่านถึงยังวกกลับมาข้าคิดว่าท่านจะจากเมืองแห่งนี้ไปแล้วเสียอีก"

             

            เจียวมิ่งแย้มยิ้มอย่างละมุน

            “เมืองแห่งนี้ยังมีหลายผู้ที่มิพ้นจากโคลนตมจึงเปลี่ยนใจว่าจะไม่เร่งรีบ"

             

            อู่ถงมองจอกสุราในมือ

            “นับเป็นวาสนาของคนในเมืองแห่งนี้จริงๆและนับเป็นวาสนาของข้าที่จะได้เลี้ยงต้อนรับท่าน"

            มันดื่มสุราในมือก่อนทอดถอนใจออกมา

            “แม้ไม่รู้ว่านี่จะเป็นวาสนาที่แท้จริงหรือถูกท่านรั้งตัวไว้หรือไม่ก็ตาม"

             

            เจียวมิ่งรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดาแม้จะมีหน้าที่เป็นแค่คนเฝ้าประตูวิหารยุทธ์ผู้หนึ่ง ทั้งหากประเมินจากคนของวิหารยุทธ์ที่ปรากฏตัวในเมืองอิ๋งซานนางก็มองว่ามันผู้นี้คือตัวปัญหามากที่สุด และคงตรึงมือเส้าเทียนมากที่สุดด้วยหากเผชิญหน้ากับมันนางจึงคิดรั้งตัวมันไว้ เป็นการดึงศัตรูที่ร้ายกาจออกมาจากเส้าเทียนทางหนึ่ง ตัวของนางเองก็ช่วยชายหนุ่มได้เท่านี้

            “ยอดคนไม่คิดน้อยไฉนท่านต้องคิดเล็กไปได้ วาสนาแท้จริงหรือไม่นั้นผู้ใดตอบ แต่เบื้องหน้าท่าน ข้าก็น้อมรับแล้วมิใช่หรือ”

             

            อู่ถงวางจอกสุราลง

            “ข้าน้อยเสียมารยาทเช่นนั้นเชิญท่านหัวหน้าหน่วยสามติดตามข้ามา โรงเตี๊ยมกลางนภาขึ้นชื่อเรื่องสุราอาหารที่เลิศรสนักแล"

             

            เจียวมิ่งผายมือ

            “เชิญนำทาง"

             

            เจียวมิ่งติดตามอู่ถงไปทิ้งให้เส้าเทียนต้องร้อนใจภายในรถม้า ชายหนุ่มงัดทุกวิถี ฝืนใช้ทุกเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนเล่าเรียนทำลายค่ายกลปาฏิหาริย์ที่ราวกับใยแมงมุมที่ปิดครอบเหล่านี้หากมันทำลายไม่ได้ มันก็ไม่มีทางที่จะออกไปหาวิธีช่วยองครักษ์ซ้ายขวาได้ แต่จนถึงตอนนี้มันก็มิอาจทำลายระดับพลังปาฏิหาริย์ระหว่างมันกับนางยังห่างชั้นกันจริงๆ

             

            ลุ่มร้อนมุทะลุจนเกินไปก็ไม่เกิดผลเส้าเทียนจึงพยายามสงบจิตสงบใจ นิ่งคิดตรึกตรองถึงการทะลวงวิถี ครานั้นเพราะความสูญเสียน้องสาวแลขุนนางชราผู้ภักดีจึงก่อเกิดกฎเกณฑ์แห่งความแค้นทำให้มันบังเอิญทะลวงระดับขึ้นมาได้ ทว่าตอนนี้มันยังไม่เห็นหนทางที่จะนำพาไปสู่วาสนาเช่นนั้นได้เลย

             

            ภายในประทุนรถม้าเส้าเทียนฝึกฝนเพื่อจะหาทางทะลุระดับเอาชนะค่ายกลอย่างถึงที่สุดที่เบื้องนอกคนของเว่ยซวงเฟยก็ควานหาตัวของเส้าเทียนอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกัน กองทัพทหารปิดล้อมเมืองเหล่ามือปราบทั่วแคว้นเว่ยมารวมตัวที่เดียวในเมืองอิ๋งซาน การความหาทุกกระเบียดนิ้วจึงละเอียดทุกซอกทุกมุมล้วนไม่พ้นสายตาพวกมัน ทว่าจนถึงตอนนี้พวกมันก็ยังมิอาจค้นหาเส้าเทียนพบแม้แต่ปลายเส้นผม

             

            เว่ยซวงเฟยมีโทสะมันสั่งการทหารม้าของตนสองนาย ใช้เชือกผูกขาลากองครักษ์ซ้ายขวาให้ทรมานไปทั่วเมืองประชาชนในเมืองอิ๋งซานผู้ใดต้องสงสัยที่จะให้การช่วยเหลือกบฏให้สังหารทิ้งทันที เช่นนั้นภายในเมืองที่เคยสงบแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายหวาดผวา ทั้งยังมีคนตายมากขึ้นเรื่อยๆ

             

            ผู้คนไม่เห็นเส้าเทียนแต่เส้าเทียนกลับสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกทั้งหมด ยิ่งเห็นการถูกทัณฑ์ทรมานของสององครักษ์มันยิ่งมีโทสะเดือดดาลและคลั่งแค้นจนอยากจะกระโจนออกไป ทว่ามันไม่อาจที่จะออกจากเทียมเกวียนที่กอปรไปด้วยค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่แข็งแกร่งนี้ได้!

             

            “เจ้าสายเลือดบัดซบจงโผล่หัวออกมาหากเจ้ายังมุดหัว ข้าจะทรมานกบฏชั่วข้างกายเจ้าให้อยู่ไม่สู้ตาย!”

            เว่ยซวงเฟยคำรามก้องพร้อมฟาดแส้โลหะใส่แผ่นหลังของสององครักษ์ซ้ายขวาไม่เพียงเท่านี้มันยังสั่งให้ทหารของตนนำน้ำเกลือมาสาดใส่จนคนทั้งสองดิ้นทุรนทุรายอย่างถึงขีดสุด

             

            “จะออกมาหรือไม่!”

             

            ทุกเสียงคำรามดังขึ้นพร้อมกับเสียงการสะบัดแส้แลเสียงกัดฟันฝืนทนต่อความเจ็บปวดของสององครักษ์ซ้ายขวาพวกมันไม่ร้องขอชีวิต ตลอดรายทางที่ถูกทรมานไปรอบเมือง พวกมันเพียงกล่าวคำแค่ประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมา

             

            “จงหนีไป”

             

            เส้าเทียนเห็นภาพเหล่านี้เวียนไปอย่างไร้จุดสิ้นสุดหากมิใช่เพราะเทียมเกวียนกั้นขวาง มันคงกระโจนหวังแลกชีวิตสังหารคนที่จิตใจชั่วช้าอย่างเว่ยซวงเฟยแล้วเจียวมิ่งที่เห็นเหตุการณ์ก็มิอาจจะทนไหว เพียงแต่ว่านางรั้งตัวของอู่ถงอยู่ ซึ่งในทางกลับกันก็เท่ากับว่าอู่ถงก็ได้รั้งนางเช่นเดียวกัน

             

            “เช่นนี้แล้วท่านก็ยังจะนิ่งเฉยหรือคนจากวิหารยุทธ์หลงลืมหลักคำสอนของเทวะวจนะแล้ว"

             

            อู่ถงส่ายหน้า

            “คำสอนของหลักเทวะวจนะข้อหนึ่งเท่าที่ข้าจำได้เอ่ยถึงว่าการไม่ยุ่งเกี่ยวต่อสรรพสิ่งเร้าภายนอกก็นับเป็นการหลุดพ้น ซึ่งข้าก็กำลังยึดถืออยู่…อาหารจะเย็นชืดเสียก่อนเชิญท่านกินเถิด ข้ายังมีอีกหลายสถานที่ที่จะแนะนำ"

             

            นางในตอนนี้สามารถทำได้แค่รั้งตัวอู่ถงการไม่ปล่อยให้อู่ถงสามารถไปร่วมกับคนของแคว้นเว่ยได้ นี่ก็นับว่าช่วยคนอีกทางหนึ่งแล้วแต่นางก็ยังได้แต่ทอดถอนใจอย่างอับจน เพราะพลังมีเท่านี้จึงมิอาจช่วยทั้งหมดได้

             

            อนิจจังความจริงของสรรพสิ่งก็เป็นเช่นนี้หากไร้ซึ่งพลังแลอำนาจ ก็ทำได้แค่รอเป็นฝ่ายถูกกระทำ

             

            “ยังไม่ยอมออกมาอีกหรือเจ้าจะเป็นลูกเต่าหดหัวอีกนานเท่าไหร่”

            ทุกวาจาตามด้วยแส้โลหะที่ฟาดลงพร้อมสององครักษ์ซ้ายขวาที่ครวญครางในลำคอพร้อมกัดฟันกล่าวคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

             

            “จงหนีไป!”

             

            เว่ยซวงเฟยยิ่งฟังยิ่งเดือดดาลยิ่งเห็นผู้ภักดีจากใจจริงเช่นนี้ ยิ่งนึกถึงว่าหากตนตกในสภาพนี้คงไม่มีหน้าไหนยินยอมสละชีวิตให้มันยิ่งอิจฉาแลคลั่งแค้น จึงสั่งตัดลิ้นของสององครักษ์อย่างเลือดเย็น!

             

            สององครักษ์แม้บาดเจ็บสาหัสแลถูกทรมานมาอย่างยาวนานแต่มันทั้งสองก็ถือได้ว่าเจนโลกและเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง พวกมันสะสมพลังลมปราณไว้ที่ข้อมือนานแล้วทุ่มทุกสิ่งที่มีให้พลังครุกรุ่นที่ตรงนั้น รอเวลาแลโอกาสอันเหมาะสม และบังเอิญที่ทหารสองผู้ถือมีดมาตัดลิ้นพวกตนตามคำสั่งพวกมันก็อาศัยจังหวะนี้ระเบิดพลังลมปราณที่ข้อมือทำลายเชือกที่พันธนาการ ก่อนชิงมีดในมือทหารพร้อมทุ่มพลังชีวิตเฮือกสุดท้ายหมายสังหารเว่ยซวงเฟยในทันที

             

            “อ๋องชั่วเตรียมตัวตาย!”

             

            “ย่าห์!!!”

             

            ทั้งสองคำรามลั่นพร้อมทะยานแทงมีดในมือออกไปอย่างสุดชีวิตทว่าเว่ยซวงเฟยข้างกายเต็มไปด้วยยอดฝีมือ โดยเฉพาะยอดฝีมือที่ได้รับการสนับสนุนจากวิหารยุทธ์เช่นนั้นมีดสองเล่มจะไปถึงตัวของมันได้อย่างไร กลับกลายเป็นสององครักษ์ซ้ายขวาที่ถูกพลังยุทธ์แผ่พุ่งจนล้มกลิ้งหลายตลบแล้วกระอักโลหิตออกมา

             

            กระนั้นทั้งสองยังฝืนลุกพวกมันแย้มยิ้มอย่างขมขื่น พวกมันเจ็บใจในตนเอง เจ็บใจที่มิอาจสังหารอ๋องชั่วตรงหน้าเจ็บใจที่ถูกใช้เป็นตัวล่อให้องค์ชายออกมา พวกมันในตอนนี้รู้สึกผิดต่อองค์จักรพรรดิของพวกมันเป็นอย่างมากพวกมันมิอาจทำอะไรมากกว่านี้ แต่สิ่งสุดท้ายที่พวกมันจะทำได้ก็คือ ปลดพันธนาการให้แก่องค์ชายในเมื่อฝ่ายตรงข้ามใช้พวกมันเพื่อล่อองค์ชายให้ออกมา เช่นนั้นพวกมันก็จะสละชีวิตเพื่อองค์ชาย

             

            “พวกกระหม่อมผิดเองที่นำพาพระองค์สู่ปลักโคลนแห่งโลหิตนำพาชีวิตที่เคยสงบสุขของพระองค์มาเกี่ยวพันกับบัลลังก์เลือด พวกกระหม่อมมิอาจชดใช้ความผิดแก่พระองค์ได้ได้แต่หวังให้พระองค์ปลอดภัย"

             

            “จงหนีไป"

             

            สิ้นประโยคอันแหบพร่าของคนทั้งสองมีดในมือของพวกมันก็ต่างจ้วงแทงสะบั้นชีพของตนเอง เพื่อช่วยเหลือองค์ชาย เพื่อปลดปล่อยพันธนาการของฝ่ายตรงข้ามพวกมันจึงเลือกที่จะสละชีวิต!

             

            เหตุการณ์นี้เส้าเทียนเห็นอย่างชัดตาเส้นเลือดบนขมับของมันจึงปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย คนที่มันรัก คนที่มันเคารพคนที่ดีต่อมัน เหตุใดจึงต้องมีจุดจบที่แสนอนาถทุกผู้เช่นนี้

             

            “ไม่!!!”

             

            เสียงคำรามและความโกรธแค้นดังกึกก้องอยู่ภายในเทียมเกวียนแต่ภายนอกเทียมเกวียนก็ยังเงียบสนิท เช่นเดียวกับเหล่าประชาชนที่มองภาพความภักดีของสององครักษ์อย่างซาบซึ้งทหารบางผู้ที่ปิดล้อมแลเฝ้ามองเหตการณ์อยู่รอบเมืองอิ๋งซานเองยังปรากฏน้ำตาไหลซึมอย่างไม่รู้ตัว

             

            มีเพียงเว่ยซวงเฟยที่คล้ายกับเดือดดาลถึงขั้นเลือดขึ้นหน้าจนถึงขนาดนี้แล้วยังหาสายเลือดสุดท้ายไม่พบ จนถึงขนาดนี้แล้วมันก็ยังไม่ออกมา ไม่ทราบว่ามันได้ห้องลับประเสริฐใดหลบซ่อนแต่ในเมื่อมันไม่โผล่หัวออกมา ตนก็จะทำให้ที่นี่ราบเป็นหน้ากอง

             

            คำสั่งของเว่ยซวงเฟยจึงถ่ายทอดทหารและคนของมันให้ออกจากเมืองนี้ให้หมด ทิ้งไว้แต่ความสงสัยแก่เหล่าประชาชนที่อาศัยภายในเมืองจวบจนเสียงหนึ่งสะท้านก้อง ความสงสัยจึงแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวแลหนาวเหน็บถึงขีดสุด

             

            “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมโผล่หัวออกมาข้าก็จะเผาเจ้าไปพร้อมกับเมืองแห่งนี้ จงสำนึกเอาไว้ เป็นเพราะเจ้าที่ทำให้ผู้คนในเมืองแห่งนี้ต้องตกตายไปด้วย!”

             

            ตึง!!

             

            หมัดของเส้าเทียนทุบลงยังผนังรถม้าครานี้รอยร้าวถึงกับปรากฏให้เห็น แต่ผนังรถม้าก็ยังถูกทำลายช้ากว่าเปลวเพลิงที่เริ่มถูกจุดและลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็ว!

             

            ประตูเมืองอิ๋งซานถูกปิดกองทัพใหญ่ปิดล้อมแน่นหนา ผู้คนในเมืองร้องคร่ำครวญพร้อมกับทุบประตูเมืองขอชีวิตด้วยความหวาดกลัวเสียงเด็ก สตรี คนชรา ร่ำไห้มิขาดสาย เสียงเหล่านี้ได้ทำให้เหล่าทหารหลายผู้ต้องสั่นพร่าอาวุธในมือกำแน่นจนสะท้าน จะมีก็เพียงเว่ยซวงเฟยที่ชมภาพเปลวเพลิงซึ่งกำลังลุกโหมด้วยเสียงที่หัวเราะดังลั่น!

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน