บุรุษชุดเทาขมวดคิ้วมุ่นพลางปรายตามองมาทางเฉินจื้อเยว่ “สิบเอ็ดเหรียญวิญญาณกับอีกหนึ่งเหรียญนภา”
แม้นางจะสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบของอีกฝ่าย แต่ก็มิได้สนใจแม้แต่น้อย นางยังคงเสนอราคาประมูลต่อไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย
เฉินจื้อเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สิบสองเหรียญวิญญาณ”
ราคาประมูลที่เพิ่มสูงขึ้นทันทีหนึ่งเหรียญวิญญาณทำให้บุรุษชุดเทาชะงักไปชั่วครู่ บรรยากาศภายในหอเซียนพลันเงียบกริบลงราวกับถูกปิดผนึก แขกเหรื่อทั่วทุกสารทิศต่างพร้อมใจกันหันหน้ามาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนชั้นสี่เป็นตาเดียว
ทันใดนั้น บุรุษหนุ่มชุดเทาพลันหยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะก้าวเดินอย่างเชื่องช้าตรงมายังโต๊ะของพวกเขา
เซิ่งมู่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับภาพวาดภูเขาพันกระบี่ต้องรีบละสายตาหันมามองคนแปลกหน้า
ต้าจินกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จะตีกันอีกแล้วหรือ? เหตุใดต้องมีเรื่องทุกที่เลยนะ”
ไป๋เซียวเฟิงหุบพัดในมือลงช้าๆ พร้อมกับหรี่ตาแคบลง
บุรุษชุดเทาผู้มีใบหน้าเรียบเฉยหยุดยืนอยู่ข้างกายเฉินจื้อเยว่โดยไม่พูดอะไร เวลานี้สายตาทุกคู่ในหอเซียนต่างจดจ่อมาที่พวกเขาเพียงจุดเดียว แขกบางคนก็หวังให้เกิดการต่อสู้ อย่างน้อยแวะพักกินข้าวก็ยังได้มีงิ้วฉากใหญ่เป็นของแถม ทว่าบางคนกลับภาวนาอย่าให้เกิดเรื่อง โดยเฉพาะเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มที่ยืนเกาะรั้วบันไดชั้นสี่ด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทา
จังหวะที่เฉินจื้อเยว่กำลังจะเปิดปากเอ่ยถาม บุรุษชุดเทากลับประสานมือก้มคารวะด้วยท่าทีนอบน้อมอย่างกะทันหัน จนนางตั้งตัวแทบไม่ทัน “ข้าแซ่ ‘อู๋’ นาม ‘ซือหยวน’ เป็นผู้ฝึกตนจากเมืองชิงซี แม้ข้าจะมิเคยรู้จักกับท่านมาก่อน ทว่าหากท่านยินยอมสละภาพวาดภูเขาพันกระบี่ม้วนนี้แก่ข้า ข้าขอสาบานว่าจะยอมทำตามคำขอของท่านหนึ่งประการ”
เฉินจื้อเยว่รีบลุกขึ้นคารวะตอบพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ภาพวาดนี้สำคัญต่อท่านมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
อู๋ซือหยวนเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงใส “ข้าไม่อาจเอ่ยรายละเอียดทั้งหมดได้ แต่คำตอบคือ ใช่!”
เฉินจื้อเยว่ปรายตาไปมองไป๋เซียวเฟิงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาให้คำตอบแก่บุรุษชุดเทา “ข้าคงมอบภาพวาดให้เจ้าเลยมิได้… แต่ว่าเรื่องนี้เราอาจตกลงกันได้ เอาเป็นว่ารอการประมูลครั้งนี้จบลงเจ้าสามารถมาหารือกับข้าได้ที่โรงเตี๊ยมบนท่าเรือเซียน”
อู๋ซือหยวนมีสีหน้าลังเลนิดหน่อย แต่ก็ยังพยักหน้าตกลงทว่าขณะที่เขากำลังหมุนกายเดินลงบันไดไปนั้น เขาพลันหันกลับมาถามสตรีชุดคราม “หากไปถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ข้าต้องบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่าอย่างไร?”
เฉินจื้อเยว่เอ่ยเสียงเรียบ “บอกไปว่าเจ้ามาหาเฉินจื้อเยว่”
อู๋ซือหยวนพยักหน้ารับอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินลงบันไดลับสายตาไป
ต้าจินถอนหายใจยาวเหยียดพลางหันไปกระซิบกับเซิ่งมู่ “ข้าก็คิดว่าจะตีกันเสียอีก…”
เซิ่งมู่ยักไหล่ “มิใช่ว่าผู้ฝึกตนทุกคนจะทำตัวเหมือนนักเลงร้านตลาดกระมัง?”
ในขณะเดียวกันเซิ่งมู่ก็โน้มกายเข้าไปหาไป๋เซียวเฟิง “เมื่อกี้ท่านใช้ลมปราณพูดคุยกับเฉินจื้อเยว่หรือ?”
ไป๋เซียวเฟิงซึ่งบัดนี้กางพัดในมือออกโบกสะบัดช้าๆ เอ่ยตอบ “ย่อมเป็นเช่นนั้น! มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าคนที่ชื่ออู๋ซือหยวนนั่นไม่ธรรมดา ข้าจึงบอกให้นางลองฟังข้อเสนอของเขาดูเสียก่อน”
เซิ่งมู่มองไปทางที่อู๋ซือหยวนเดินจากไป “เขาแข็งแกร่งมากเลยหรือ?”
ไป๋เซียวเฟิงพยักหน้ายืนยัน “ดูจากการแต่งกายที่คล้ายคลึงผู้ฝึกตนพเนจร และพลังชีวิตที่แผ่ออกมา เขาอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แต่กลับบำเพ็ญปราณจนขึ้นขอบเขตสี่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฝึกฝนกระบี่ควบคู่ไปด้วย ลำพังผู้ฝึกปราณทั่วไป แค่รวบรวมลมปราณให้ทลายคอขวดก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว แต่เขากลับฝึกทั้งปราณทั้งกระบี่ได้จนถึงขอบเขตสี่ หากมิใช่ว่ามีเบื้องหลังใหญ่โต ก็แปลว่ามีพรสวรรค์เหนือผู้อื่นไปไกล บุคคลเยี่ยงนี้ถือเป็นขุมกำลังชั้นยอดที่เราสมควรดึงตัวมาเป็นพวก”
เซิ่งมู่เห็นพ้องกับคำอธิบายนั้น ถ้อยคำของไป๋เซียวเฟิงทำให้เขาตระหนักได้ว่า ในยุทธภพที่เต็มไปด้วยเสือหมอบมังกรซ่อนแห่งนี้ การรู้จักสังเกตและประเมินเบื้องลึกเบื้องหลัง ถือเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอด ยิ่งหากภายหน้าเขาเดินทางพเนจรคนเดียวก็ยิ่งสมควรเรียนรู้ไว้
เมื่อบุรุษหนุ่มชุดเทายอมแพ้ไปอย่างง่ายๆ ก็ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าเสนอราคาแข่งกับเฉินจื้อเยว่อีก ผู้ดูแลหอชราปิดการประมูลไปด้วยราคาสิบสองเหรียญวิญญาณ
ทางด้านเซิ่งมู่ เมื่อหวนนึกถึงความรู้สึกยามที่เขาได้จ้องมองภาพวาดม้วนนั้น แม้จะมองเพียงชั่วครู่ ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่ทำให้ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณภายในร่างเดือดพล่าน เขาเชื่อมั่นว่าหากได้กลับไปนั่งสมาธิรวบรวมปราณอีกสักระยะ ย่อมสามารถทะลวงคอขวดก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นที่สองได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก สาวรับใช้ก็นำกล่องไม้สลักลวดลายสวยงามมามอบให้กับเฉินจื้อเยว่ถึงโต๊ะ
เซิ่งมู่ที่อดสงสัยถึงที่มาของภาพวาดภูเขาพันกระบี่ม้วนนั้นไม่ได้ จึงได้หันไปเอ่ยถามกับไป๋เซียวเฟิง “ภาพวาดนั่นแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกัน? แม้จะเป็นเพียงแค่การมองผ่านม่านหมอกสีรุ้ง ข้ายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาเลย”
ไป๋เซียวเฟิงจึงลดเสียงลง แล้วเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของภาพวาดภูเขาพันกระบี่ให้เขาฟัง
ภาพวาดภูเขาพันกระบี่แท้จริงแล้วมีทั้งหมดสามภาพ แต่ละภาพจะกักเก็บปราณต้นกำเนิดของภูเขาพันกระบี่สามแห่ง
แท้จริงแล้ว ภาพวาดภูเขาพันกระบี่มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นสามภาพ แต่ละม้วนจะกักเก็บลมปราณต้นกำเนิดของภูเขาพันกระบี่สามแห่งเอาไว้ ต้นกำเนิดของภูเขาแต่ละแห่งนั้นล้วนถือกำเนิดขึ้นจาก ‘สงครามสามชิง’ ที่อุบัติขึ้นเมื่อหนึ่งพันสองร้อยปีก่อน อันได้แก่ ภูเขากลางชิงอวิ๋น ภูเขาต้องห้ามชิงซาน และภูเขาใต้ชิงเหอ
เมื่อครั้งที่สำนักชิงอวิ๋นก่อสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจจากอวิ๋นสุ่ยจนสำเร็จ สองราชวงศ์อย่างชิงเหอและชิงซานสบโอกาสหมายจะฮุบดินแดนสมบัติมงคลของอวิ๋นสุ่ยมาเป็นของตน จึงฉวยจังหวะที่รากฐานของชิงอวิ๋นยังไม่มั่นคง ยกทัพลอบโจมตี
แต่กลับกลายเป็นว่า ชิงอวิ๋นได้ซุกซ่อนขุมกำลังอำนาจไว้มากกว่าที่ใครคาดคิด เป็นผลให้ชิงเหอต้องยอมยกธงขาวจำนนหลังจากสงครามปะทุได้ไม่ถึงปี
ส่วนชิงซานซึ่งถูกความโลภครอบงำกลับดื้อรั้นดันทุรัง ในท้ายที่สุดจึงถูกกองทัพชิงอวิ๋นร่วมกับตระกูลเก่าแก่ในอวิ๋นสุ่ยที่แปรพักตร์ ขนาบข้างโจมตีกองทัพใหญ่ ล้อมเมือง ตัดเสบียง จนรัชทายาทและองค์ชายรองแห่งชิงซานล้วนกายเหลวแหลก ดวงจิตแตกสลาย หลุดพ้นจากวัฏสงสาร
เมื่อไฟสงครามมอดดับลง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งจากสำนักอริยะแห่งปัญญาได้ลงเขามาจรดพู่กันวาดภาพขุนเขาทั้งสามแห่งที่กลายเป็นสมรภูมิเลือด แผนวกเอาไออาฆาตและเศษซากลมปราณที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ ซึมซับเข้าไปในภาพวาดทั้งสามม้วน
ส่วนภาพวาดภูเขาพันกระบี่ที่เฉินจื้อเยว่เพิ่งประมูลมานั้น เป็นเพียงฉบับคัดลอกที่ยอดฝีมือสักคนใช้ลากเส้นสายลมปราณวาดจำลองขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่ถึงกระนั้น แม้จะเป็นฉบับที่คัดลอกมา มันก็ยังอัดแน่นไปด้วยพลังปราณแห่งชีวิตอยู่ไม่น้อย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดนางถึงยอมควักเงินสิบสองเหรียญวิญญาณจ่ายไปโดยไม่เสียดาย
นับว่าโชคดีที่ผู้คนในงานประมูลครานี้ เพียงแค่สัมผัสได้ว่ามันเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่ง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความลี้ลับที่แท้จริงซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน มิเช่นนั้นแล้ว ต่อให้เป็นเพียงภาพวาดฉบับคัดลอก แต่ราคาที่แท้จริงของมันย่อมทะยานขึ้นไปไม่ต่ำกว่าห้าสิบเหรียญวิญญาณเป็นแน่
เมื่อได้รับรู้ถึงความลับอันยิ่งใหญ่ของภาพวาดม้วนนั้น เซิ่งมู่ก็ได้แต่หุบปากเงียบสนิทด้วยความกังวลใจ... หากมีผู้ใดล่วงรู้ถึงที่มาของภาพนี้ พวกเขาจะไม่ออกตามล่าเพื่อแย่งชิงมันไปหรอกหรือ?
ไป๋เซียวเฟิงที่เห็นสหายเบื้องหน้าเป็นกังวลจึงเอ่ยหยอกล้อ “ไม่ต้องรู้สึกเป็นกังวลนักหรอก แม้ฉบับคัดลอกจะมีราคาสูงก็จริง แต่ก็หาได้ไม่ยากเท่าที่เจ้าคิด ข้าก็ได้หนึ่งม้วนตอนอายุครบสิบสาม ส่วนเฉินจื้อเยว่น่ะหรือ... นางมีเก็บไว้เกือบสามสิบม้วนเห็นจะได้กระมัง? นางมักจะใช้ภาพวาดเหล่านี้เป็นดึงดูดผู้มีพรสวรรค์ให้เข้าร่วมตระกูล จนพี่ใหญ่ของข้าให้ฉายานางว่า ‘เฉินละลายแม่น้ำ’ เชียวนะ”
คำพูดของไป๋เซียวเฟิง ทำให้ก้อนความกังวลในใจของเซิ่งมู่สลายไปกว่าครึ่ง
ในขณะเดียวกันงานประมูลก็มาถึงของชิ้นสุดท้าย มันคือไข่ใบหนึ่งที่มีหน้าตาแปลกประหลาด รูปทรงของมันคล้ายคลึงกับไข่นกทั่วไป ทว่ากลับมีเส้นสายสีฟ้าครามส่องประกายวิ่งพล่านไปมารอบเปลือกไข่ ดูลึกลับและแปลกตา
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังคาดเดาถึงที่มาที่ไปของมัน ผู้ดูแลเฒ่าก็คลี่ข้อสงสัยให้ในทันที “ของประมูลชิ้นสุดท้ายในค่ำคืนนี้ คือไข่ของสัตว์อสูรนามว่า ‘อินทรีสายฟ้า’ หากนำไปฟูกฟักและฝึกฝนจนเชื่อง จะใช้เป็นสัตว์ช่วยเหลือการโจมตี สอดแนมหรือส่งสารก็ย่อมได้ เมื่อมันเติบโตเต็มวัย จะมีพละกำลังแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่สามเลยทีเดียว! ขอเปิดประมูลที่ราคาหนึ่งเหรียญนภา!”
สิ้นเสียงประกาศ เสียงเจี๊ยวจ๊าวของแขกเหรื่อก็ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย
“สองเหรียญนภา!”
“สองนภากับอีกห้าพิภพ!”
“สองนภาแปดพิภพ!”
“หนึ่งเหรียญวิญญาณ!”
“สามเหรียญนภา… เอ๊ะ…”
เมื่อเสียงขานราคาสุดท้ายดังขึ้น แขกทั้งหอประมูลพลันหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ เจ้าของเสียงนั้นคือบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำตาลที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่บริเวณชั้นหนึ่ง
เหตุการณ์นี้ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกคุ้นชินอย่างน่าประหลาด... ราวกับว่าเพิ่งมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นไปไม่นาน…
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่วหอ “แม้ไข่อินทรีสายฟ้าจะหายากก็จริง แต่ก็ไม่น่ามีค่าถึงหนึ่งเหรียญวิญญาณกระมัง?”
ชายคนเดิมที่เคยคำนวณเงินกระซิบตอบสหาย “วันนี้เมืองอวิ๋นเหอจะมีฝนตกเป็นเงินเป็นทองหรืออย่างไร? เเหตุใดบรรดาลูกหลานเศรษฐีถึงได้แห่กันมาถลุงเงินที่หอเซียนมากมายปานนี้!”
ชายเฒ่าร่วมวงด้วย “คราแรกเป็นคุณหนูตระกูลเซียนผู้ดี ครานี้เป็นผู้ฝึกตนพเนจรกระเป๋าหนาหรือ?”
ฝ่ายผู้ดูแลหอชราเมื่อได้ยินราคาจากบุรุษหนุ่มชุดคลุมน้ำตาล ก็แทบจะกลั้นรอยยิ้มกว้างเอาไว้ไม่อยู่ แต่เดิมเขาก็เตรียมตัวสำหรับการขาดทุนครั้งนี้แล้ว ไฉนเลยจะคาดคิดว่าจู่ๆ จะมีคนโง่เขลาโผล่มาทุ่มเงินก้อนโตซื้อไข่อินทรีสายฟ้าไปง่ายๆ เช่นนี้
บุรุษหนุ่มเมื่อเห็นผู้ดูแลเอาแต่ยืนเงียบ จึงเอ่ยปากท้วงขึ้น “ในเมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาต่อ ก็สมควรนับถอยหลังให้ข้าได้แล้วกระมัง?”
ผู้ดูแลชราสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบขานนับหนึ่งถึงสามด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ด้วยเกรงว่าบุรุษหนุ่มเสียสติผู้นี้จะได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมาเป็นคนปกติไปเสียก่อน
หลังจากได้รับไข่หน้าตาประหลาดมาไว้ในมือ บุรุษหนุ่มชุดน้ำตาลก็ซุกมันซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมอย่างมิดชิด ก่อนจะผิวปากเดินทอดน่องออกจากหออาหารเซียนไปด้วยใบหน้าเบิกบานใจ
เซิ่งมู่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหันมาถามไป๋เซียวเฟิงด้วยความฉงน “ไข่ใบนั้นไม่ธรรมดาหรือ?”
ไป๋เซียวเฟิงขมวดคิ้วมุ่น “จะว่าไม่ธรรมดาก็ใช่… แต่อย่างไรก็ไม่น่ามีค่าถึงหนึ่งเหรียญวิญญาณ… เมื่อครู่ข้าได้ลองแผ่กระแสปราณเข้าไปตรวจสอบดูแล้ว มันก็เป็นเพียงไข่อินทรีสายฟ้าธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ อย่าว่าแต่เจ้าเลย ข้าก็สงสัยที่มาของคนนั้นเหมือนกัน หากไม่ใช่ว่าเขามีสายตาที่เฉียบแหลมมาก ก็คงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ถุงเงินหนาสักคนที่โง่มาก”
เซิ่งมู่จึงร้อง อ้อ! ออกมาอย่างเข้าใจ พลางทอดสายตามองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่กลืนหายไปในฝูงชน
…
“ฮ่าๆๆ! ไม่คิดเลยว่าการลงมาท่องเที่ยวนอกสำนักครานี้ จะทำให้ข้าได้สายเลือดเชื้อพระวงศ์แห่งอินทรีสายฟ้าติดไม้ติดมือกลับไปด้วย”
หมิงอู่ยกไข่ใบโตที่ตนเพิ่งประมูลมาได้ในราคาถูกแสนถูกขึ้นมาเชยชม เป็นความจริงที่ว่าไข่อินทรีสายฟ้าสายพันธุ์ปกตินั้น ราคาย่อมไม่เกินห้าเหรียญนภา ทว่าหากเป็นถึงไข่ของ ‘เชื้อพระวงศ์อินทรีสายฟ้า’ แล้วล่ะก็… ต่อให้มีเงินหนาถึงห้าเหรียญวิญญาณ ก็ยังยากที่จะหาซื้อมาครอบครองได้
หมิงอู่โยนไข่ในมือไปด้านหลังลวกๆ ก่อนที่ไข่ใบนั้นจะถูกกระแสพลังลึกลับดูดกลืนหายวับไปในอากาศ “เอาไปเก็บรักษาไว้ที่ตำหนักของข้าก่อน รอกลับสำนักข้าจะจัดการมันเอง”
เสียงทุ้มต่ำดังก้องออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลัง “รับทราบขอรับ... ท่านเจ้าสำนักน้อย”
หมิงอู่ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเตะฝุ่นผงบนพื้นก้าวเดินอย่างเริงร่า มุ่งหน้าสู่โรงเตี๊ยมท่าเรือเซียน
…
ย้อนกลับไปเมื่อวาน หลังจากกลับมาจากหอเมฆคล้อย เซิ่งมู่ได้เร่งเข้าฌานสมาธิเพื่อขัดเกลาเกาะแห่งจิตวิญญาณของตนจนทะลวงขึ้นไปถึงระดับหนึ่งขั้นสูงสุด ภายหลังจากนั้น เขาจึงพยายามดึงภาพจำของม้วนภาพวาดภูเขาพันกระบี่มาใช้เป็นสะพานเชื่อมเพื่อทลายคอขวดก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง
ทว่าไม่ว่าเขาจะเพียรพยายามนึกย้อนถึงเส้นสายลมปราณที่ปรากฏบนภาพวาดนั้นมากเพียงใด เขาก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความลี้ลับนั้นได้อีกเลย ท้ายที่สุด เขาก็จำต้องถอนจิตวิญญาณออกจากทะเลสาบแห่งจิตด้วยความเสียดาย
วันนี้ เขาได้ทดลองทำสมาธิอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงว่างเปล่า เซิ่งมู่จึงทอดถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “แปลว่าความลี้ลับที่ข้าสัมผัสได้ไม่เกี่ยวกับภาพวาดสินะ… หรือข้าควรไปขอยืมเฉินจื้อเยว่? อย่างไรเสียนางก็มีเก็บไว้ตั้งหลายแผ่นมิใช่หรือ?”
คิดไปคิดมาเซิ่งมู่ก็ส่ายหัวกับตนเอง เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกลายเป็นคนที่มักง่าย คอยแต่จะพึ่งพาอาศัยจมูกผู้อื่นหายใจตั้งแต่เมื่อใดกัน ในอดีตยามที่ยังอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก เขาก็มีเพียงปู่เย่
พอหวนนึกถึงชายชราผู้เปรียบเสมือนปู่แท้ๆ ที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เด็ก เขาก็อดที่จะรู้สึกคิดถึงไม่ได้ ก่อนจะแยกจากกัน ปู่เย่เคยบอกกล่าวไว้ว่าจะเดินทางกลับไปยังตระกูลมู่ที่แคว้นเสวี่ย แม้จะค่อนข้างไกล แต่ถึงอย่างไรในอนาคตเขาก็วาดฝันว่าจะท่องไปทั่วหล้าอยู่แล้ว ครานั้นเขาค่อยแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนท่านปู่ก็แล้วกัน
คิดได้ถึงตรงนี้เซิ่งมู่ก็พลันหยัดกายลุกขึ้นยืน ปู่เย่น่าหลันมิเคยสอนให้เขาเอาแต่เกาะชายกระโปรงผู้อื่น หากตนติดนิสัยรักความสุขสบาย เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เขาจะเอาความหน้าที่ไหนไปสู้ปู่เย่ได้เล่า? เซิ่งมู่จึงพับเก็บความคิดที่จะไปขอยืมม้วนภาพวาดจากเฉินจื้อเยว่ทิ้งไปจนหมดสิ้น ก่อนจะตัดสินใจผลักบานประตู ก้าวเดินออกจากห้องพักบนเรือเซียน
บนดาดฟ้าเรืออันกว้างขวาง นอกจากคณะพ่อค้าหมิงเจ๋อที่เขามักคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย หนึ่งในนั้นก็มีคนที่เขาเคยเห็นอยู่หลายคน
หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ที่เขาเคยบังเอิญเห็นที่หอเมฆคล้อย ในครานั้นเด็กหนุ่มผู้นี้ยังนั่งร่วมโต๊ะถกปัญหาสักอย่างอยู่กับชายชราและบุรุษวัยกลางคน ทว่าบัดนี้ดูเหมือนพวกเขาจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแล้ว เขาจึงเห็นเพียงเด็กหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเขียวยืนเอนกายพิงพนักระเบียงดาดฟ้าเรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว ทอดสายตามองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายอารมณ์
อีกคนเป็นบุรุษหนุ่มที่ซื้อไข่อินทรีสายฟ้าไปจากหอเมฆคล้อย เขายังสวมใส่ชุดคลุมสีน้ำตาลตัวเดิมปกปิดมิดชิดจนมองไม่เห็นอาภรณ์ด้านใน ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากเด็กหนุ่มชุดเขียวคือ บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ได้สนใจผู้คนที่เดินสวนกันไปมาบนดาดฟ้าเรือ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องลงไปยังเบื้องล่าง ดื่มด่ำกับทัศนียภาพของผืนแผ่นดินที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ระหว่างที่เซิ่งมู่ลอบสังเกตคนทั้งสอง เด็กหนุ่มชุดเขียวก็หันมาสบตาเขา ก่อนจะยักคิ้วให้
เซิ่งมู่รู้สึกงงงวยกับการกระทำเช่นนั้น จึงทำเพียงพยักหน้าตอบไป ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นสตรีในชุดครามกำลังเดินเคียงคู่มากับบุรุษชุดเทาผู้สะพายกระบี่ไว้เบื้องหลัง
หลี่ซิ่วที่เดินมากับอู๋ซือหยวนเปิดปากทักทาย “ข้าคิดว่าเจ้าจะออกมาวันพรุ่งนี้เสียอีก”
เซิ่งมู่ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “อุตส่าห์ได้รับส่วนบุญจากเฉินจื้อเยว่ให้ขึ้นเรือมาฟรีๆ ทั้งที ข้าก็ไม่อยากเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้องหรอกนะ”
หลี่ซิ่วหลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ท่าทางเป็นธรรมชาติของนางยิ่งขับเน้นให้ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นดูงดงามน่ามองยิ่งขึ้นไปอีก หากจะเปรียบเปรยแล้ว หลิวจื่ออี้เปรียบดั่งความงดงามที่บริสุทธิ์ของสตรีผู้เรียบร้อย เฉินจื้อเยว่เปรียบดั่งความงดงามที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลึกลับน่าค้นหาของสตรีสาว ส่วนหลี่ซิ่วผู้นี้ก็คือตัวแทนของความงดงามอันแสนสดใสและเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา ถึงแม้ว่าสตรีทั้งสามนางจะมีความงดงามที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ทว่าบุคคลที่สลักรอยประทับฝังลึกในความทรงจำของเขามากที่สุด กลับเป็นผู้อาวุโสสตรีชุดขาวจากสำนักวสันต์เขียวผู้นั้น
หลี่ซิ่วผายมือไปทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อู๋ซือหยวนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเฉินของเรา อู๋ซือหยวนเป็นผู้ฝึกปราณพเนจร ฝึกฝนด้วยตนเองตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนเรื่องบังเอิญที่ได้พบกันในครานี้เป็นเพราะอู๋ซือหยวนจะเดินทางไปสอบเข้าสำนักหลวงเหมือนกับเจ้า เฉินจื้อเยว่จึงให้ข้าที่เป็นลูกศิษย์สำนักหลวงมาให้คำชี้แนะเขา”
อู๋ซือหยวนยกมือขึ้นประสานกันเบื้องหน้า โค้งคำนับทักทายตามธรรมเนียมชาวยุทธ์อย่างเงียบๆ
เซิ่งมู่จึงรีบประสานมือคารวะตอบกลับไป พลางเอ่ยถามด้วยความเป็นมิตร “ท่านอู๋เดินทางมาจากที่ใดหรือ?”
อู๋ซือหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หมู่บ้านเล็กๆ แถบชายแดนเมืองชิงซี ว่าแต่คุณชายเซิ่งอยากรู้ไปทำไมรึ?”
เซิ่งมู่ยิ้มกล่าว “ในภายภาคหน้าพวกเราอาจมีวาสนาได้เป็นสหายร่วมสำนักกัน ข้าจึงอยากผูกมิตรทำความรู้จักกับท่านเอาไว้ก่อน ตัวข้าเองก็เติบโตมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองเล็กเช่นกัน เพราะฉะนั้น ท่านมิต้องเรียกขานข้าว่า ‘คุณชาย’ ให้มากพิธีหรอก”
อู๋ซือหยวนทำสีหน้าลำบากใจ “หากเป็นเช่นนั้น… ท่านก็เรียกข้าเพียง ‘อู๋ซือหยวน’ ก็พอเถิด ข้าเป็นเพียงลูกหลานชาวไร่ชาวนาธรรมดา มิคุ้นเคยคำพูดยกยอของผู้ดีเท่าไหร่นัก…”
หลี่ซิ่วเห็นท่าทีประหม่าของชายหนุ่ม จึงกระเถิบเข้าไปกระซิบข้างหูเซิ่งมู่ “เขาคิดว่าเจ้าเป็นคุณชายใหญ่ ถึงได้รู้สึกเกร็งจนทำตัวไม่ถูก นี่ยังถือว่าดีขึ้นมากแล้วนะ ตอนที่เขารู้ว่าเฉินจื้อเยว่มาจากตระกูลเฉินในเมืองหลวง เขาถึงกลับลงไปคุกเข่าเชียว ถ้าไม่ได้ข้าเป็นคนห้าม ป่านนี้คงหมอบกราบไปแล้วกระมัง?”
อู๋ซือหยวนหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย “ข้าได้ยินที่เจ้าพูดนะ…”
เซิ่งมู่กับหลี่ซิ่วถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงใส
อู๋ซือหยวนเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเบาบาง “ก็ข้าเป็นแค่ชาวบ้านนี่นา..”