รัตติกาลมาเยือนเร็วกว่าปกติในย่านคนยากไร้ เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมในทันที มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันวูบวาบจากตามบ้านเรือนโกโรโกโสที่พอจะสาดส่องแสงสว่างรำไร
ภายในกระท่อมของครอบครัวอาเฉิน แม้ท้องของทุกคนจะอิ่มแปล้จากมื้ออาหารที่ดีที่สุดในรอบหลายปี ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับมิได้ผ่อนคลายลงอย่างที่ควรจะเป็
"ท่านพี่..." เจ้ิกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ขณะเก็บกวาดชามเปล่า "กลิ่นหมูตุ๋น... มันรุนแรงเกินไป"
กู่เจี้ยนหุนที่นั่งหลับตาพิงฝาผนังผุพังพยักหน้าเบา ๆ เขาเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาหลวงกำลังกังวลใจเป็อย่างดี ในดงเสือหิวที่ผู้คนอดอยากแร้นแค้น กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์มิได้เชิญชวนแค่ความหิวโหย ทว่ามันกำลังชักนำ 'ภัยพิบัติ' มาสู่ตน
"ปิดหน้าต่างทุกบาน ลงกลอนประตูให้แ่า" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ "แล้วพาเด็ก ๆ เข้าไปนอนด้านในสุดซะ"
เสี่ยวหลินรีบกุลีกุจอทำตามคำสั่ง นางพาอาฟางและอาหยวนที่หนังท้องตึงหนังตาหย่อนเข้าไปนอนบนเศษฟางปูพื้นมุมห้อง ก่อนจะนำเศษผ้าเก่า ๆ มาอุดรอยรั่วตามรอยแตกของผนังไม้เพื่อกันมิให้กลิ่นเล็ดลอดออกไปมากกว่านี้
ทว่าดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินการณ์ไปเสียแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูไม้ดังสนั่นหวั่นไหว จนเศษฝุ่นผงจากขื่อคานโปรยปรายลงมา เด็ก ๆ สะดุ้งตื่นด้วยความใกลัว เจ้ิใบหน้าซีดเผือดราวกระดาษ นางจำน้ำเสียงและแรงลงน้ำหนักมือเช่นนี้ได้เป็อย่างดี
"ไอ้ขี้โรคเฉิน! ข้ารู้นะว่าแกอยู่ในเรือน! เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
เสียงะโหยาบช้าดังแทรกผ่านรอยแตกเข้ามา กู่เจี้ยนหุนลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แววตาที่เคยสงบนิ่งดั่งขุนเขาบัดนี้เริ่มมีความเ็าเกาะกุม
"ใคร" เขาเอ่ยถามภรรยา
"หลิวหัวโล้น..." เจ้ิตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระริก "นักเลงคุมตรอกแห่งนี้... ปกติมันจะมาเก็บเบี้ยค่าคุ้มครองในทุกสิ้นเดือน แต่นี่ยังมิถึงกำหนดเวลาเลย... มันคงได้กลิ่นเนื้อหมูเป็แน่"
"ไปเปิดประตู" กู่เจี้ยนหุนสั่งการ
"แต่ท่านพี่! มันเป็คนพาล สันดานหยาบช้า..."
"เปิดซะ"
คำสั่งสั้น ๆ ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับส่งผลให้เจ้ิต้องจำใจเดินไปถอดกลอนประตู ทันทีที่บานประตูแง้มออก ร่างท้วมหนาของชายหัวโล้นเลี่ยนผิวคล้ำก็แทรกกายเข้ามาในทันที พร้อมกับสมุนร่างผอมแห้งอีกสองตน
กลิ่นสุราฉุนกึกโชยออกมาจากตัวพวกมัน หลิวหัวโล้นกวาดสายตาโลภมากมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่หม้อดินเผาว่างเปล่าที่มีคราบน้ำมันเกาะอยู่
"ฮ่า! จมูกของข้าไม่เคยพลาดเลยจริง ๆ" หลิวหัวโล้นแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ "ได้ยินข่าวมาว่าวันนี้เอ็งร่ำรวยรึ อาเฉิน... มีปัญญาซื้อหมูซื้อข้าวสารมากินกันอิ่มหนำสำราญ ลืมไปแล้วรึอย่างไรว่าเบี้ยค่าคุ้มครองเดือนนี้เอ็งยังจ่ายให้ข้ามัครบถ้วน?"
"ข้าจำได้ว่าข้าจ่ายไปสิ้นแล้วเมื่อต้นเดือน" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยขึ้นจากมุมมืด เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืน ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งรูปสลัก "ครบถ้วนทุกอีแปะ"
หลิวหัวโล้นหุบยิ้มลงทันควัน มันหันขวับมาจ้องมองชายขี้โรคที่ปกติจะตัวสั่นงันงกทุกครั้งที่เผชิญหน้า ทว่าวันนี้กลับนั่งนิ่งเฉยราวกับทองไม่รู้ร้อน
"ปากดีขึ้นนี่หว่า..." หลิวหัวโล้นย่างสามขุมเข้ามาใกล้ "จ่ายแล้วก็จ่ายเพิ่มได้! ่นี้เศรษฐกิจฝืดเคือง พี่น้องของข้ากำลังหิวโซ เห็นแก่ที่เอ็งมีวาสนาได้ลิ้มรสเนื้อหมู จงแบ่งเงินมาให้ข้าสักสองตำลึง แล้วข้าจะถือว่าเื่ที่เอ็งมิได้นำเนื้อหมูไปเซ่นไหว้ข้าเป็โมฆะไป!"
สองตำลึงเงิน! นั่นมันคือเงินเกือบทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อประทังชีวิต
เจ้ิและเสี่ยวหลินกอดกันกลม ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
กู่เจี้ยนหุนจ้องมองใบหน้าของหลิวหัวโล้น ั์ตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นในความมืดมิด เขาไม่ได้มองที่ใบหน้ากวนโทสะนั่น ทว่าเขากำลังใช้ 'เนตรแห่งจิต' ตรวจสอบสภาวะร่างกายของศัตรูตรงหน้า
...ร่างกายแข็งแรงพอประมาณ กล้ามเนื้อแ่าจากการใช้แรงงาน ทว่ากระแสลมปราณภายในสับสนอลหม่าน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเน่าจากอวัยวะภายใน... และที่สำคัญที่สุด...
‘ฝีเท้าข้างขวาลงน้ำหนักเบากว่าข้างซ้าย... สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยยามก้าวเดิน... เส้นเอ็นใต้ข้อเข่าอักเสบเรื้อรังมานานวัน’
ข้อมูลทางกายวิภาคหลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองของกู่เจี้ยนหุนราวกับสายน้ำเชี่ยว
"ข้าไม่มีเงินทองอันใดจะมอบให้" กู่เจี้ยนหุนกล่าวเสียงเรียบ
"งั้นก็จงเอาลูกสาวของเอ็งไปขัดดอกแทนเสีย!" หลิวหัวโล้นตวาดลั่น พร้อมชักมีดสั้นสนิมเขรอะออกมาจากเอว "หรือจะให้ข้าเชือดคอเอ็งทิ้งเสียตรงนี้!"
บรรยากาศทวีความตึงเครียดจนแทบขาดผึง เจ้ิกรีดร้องเบา ๆ ด้วยความลนลาน
ทว่ากู่เจี้ยนหุนกลับหัวเราะออกมา... มันเป็เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเย็นะเืจับขั้วหัวใจ
"เ้าหัวเราะสิ่งใดวะ!" หลิวหัวโล้นชะงักกึก
"ข้ากำลังหัวเราะคนเขลา... ที่ความตายกำลังมาเยือนถึงตัวแต่กลับยังมิรู้แจ้ง" กู่เจี้ยนหุนเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายตรง ๆ "หลิวหัวโล้น... ่เวลานี้เ้ารู้สึกปวดจี๊ดที่ใต้ข้อเข่าขวาทุกคราที่ดื่มสุราใช่หรือไม่ ยามสามของทุกค่ำคืน จะมีอาการชาหนึบแล่นริ้วจากปลายเท้าขึ้นมาถึงเอว จนทำให้เ้านอนมิอาจหลับลงได้"
มีดสั้นในมือของหลิวหัวโล้นลดระดับลงเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "จ้ะ... เ้าล่วงรู้ได้อย่างไร"
"ใบหน้าของเ้าหมองคล้ำไร้สีเื ลมหายใจมีกลิ่นคาวโลหิตจาง ๆ นั่นคือสัญญาณเตือนของ 'เส้นเอ็นพิษกำเริบ'" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยคำลวงผสมความจริงข่มขวัญ "กาลก่อนเ้าคงเคยไปฝึกปรือวิชามวยหมัดตระกูลหลินแบบงู ๆ ปลา ๆ หรือมิเช่นนั้นก็คงถูกผู้ใดซัดเข้าที่จุดชีพจร 'จู๋ซานหลี่' มานานแล้ว... พิษร้ายสะสมอยู่ภายใน ยามเยาว์วัยร่างกายแข็งแรงจึงพอกดมันเอาไว้ได้ ทว่ายามนี้เ้าเริ่มแก่ตัวลง ทั้งยังร่ำสุราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..."
กู่เจี้ยนหุนเว้นจังหวะคำพูด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นประดุจพญายมราช
"อีกเจ็ดวัน... ขาขวาของเ้าจะเน่าเฟะ และพิษร้ายจะแล่นเข้าสู่หัวใจ เ้าจะต้องตายอย่างทรมาน ดิ้นทุรนทุรายยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน"
"โกหก! เอ็งโกหกข้า!" หลิวหัวโล้นะโลั่น ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก เพราะอาการที่ชายขี้โรคผู่นี้เอ่ยออกมานั้น... มันถูกต้องตรงแท้ทุกประการ!
สมุนทั้งสองคนหันมามองหน้าลูกพี่ของตนด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก
"จะเชื่อคำข้าหรือไม่ก็สุดแล้วแต่เ้า" กู่เจี้ยนหุนหลับตาลง พิงผนังเรือนด้วยท่าทีเกียจคร้าน "คิดจะสังหารข้าก็เชิญตามสบาย ทว่าผู้ล่วงรู้วิธีคลายจุดชีพจรพิษนี้ มีเพียงข้าคนเดียวในใต้หล้า... สังหารข้าเสีย แล้วเ้าก็จงเตรียมตัวไปเยือนปรโลกในอีกเจ็ดวันข้างหน้าเถิด"
ภายในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด
หลิวหัวโล้นยืนถือมีดค้างไว้เช่นนั้น เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบ มันเป็เพียงนักเลงปลายแถวข้างถนน ย่อมรักตัวกลัวตายยิ่งกว่าสิ่งใด และคำพูดของอาเฉินในวันนี้... ช่างดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามอย่างประหลาด มิเหมือนอาเฉินคนเดิมผู้ขี้ขลาดตาขาว
"กะ... แก้ไขอย่างไร" หลิวหัวโล้นถามเสียงอ่อยลง
"ไสหัวไปซะ" กู่เจี้ยนหุนมิได้ลืมตาขึ้นมอง "ข้า้าพักผ่อน อีกสามวันค่อยมาพบข้าใหม่... หากยามนั้นข้าอารมณ์ดี อาจจะยอมบอกวิธีรักษาให้แก่เ้า"
หลิวหัวโล้นกัดฟันกรอด ความโลภโมโทสันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความหวาดกลัวจับจิต มันมองมีดในมือสลับกับชายที่นั่งหลับตาอยู่บนแคร่ สุดท้ายความกลัวตายก็เป็ฝ่ายชนะ
"ฝากไว้ก่อนเถอะมึง! หากอีกสามวันเอ็งรักษาข้ามิได้ ข้าจะกลับมาเผาเรือนของเอ็งให้วอดวาย!"
มันกระแทกมีดเก็บเข้าฝัก แล้วหันหลังเดินกระแทกเท้าปึงปังออกไปพร้อมลูกน้องในทันที ทสิ่งไว้เพียงฝุ่นผงและความเงียบสงัด
เมื่อบานประตูงับปิดลง เจ้ิก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนมิอาจยืนหยัดอยู่ได้
"ท่านพี่... ท่าน... ท่านพูดเื่จริงหรือ" นางเอ่ยถามเสียงสั่น
กู่เจี้ยนหุนลืมตาขึ้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิม การใช้กระแสจิตเพ่งเล็งและรวบรวมสมาธิเพื่ออ่านสภาวะร่างกายของผู้อื่นในยามที่พลังวัตรยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้ กินพลังงานชีวิตของเขาไปมากโข
"เื่อาการป่วยน่ะเป็เื่จริง..." เขาเอ่ยตอบเสียงแ่ "ทว่าเื่พิษร้ายถึงแก่ชีวิตกับวิธีรักษานั้น... ข้าเพิ่งแต่งเื่ขึ้นมาเมื่อครู่นี้เอง"
"หา!?" ภรรยาทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง
"มันเพียงแค่ข้อเข่าเสื่อมเพราะยืนท่าผิดหลักยุทธ์ ประกอบกับร่ำสุรามากเกินไปจนเป็โรคเกาต์เท่านั้น" กู่เจี้ยนหุนเหยียดยิ้มมุมปาก "ทว่าความกลัวตายย่อมทำให้คนเขลาเชื่อทุกสิ่งอย่าง... อย่างน้อยพวกเราก็ซื้อเวลาไปได้อีกสามวัน"
ทว่าในใจลึก ๆ ของเขาย่อมรู้ดี
เวลาเพียงสามวัน... หลิวหัวโล้นอาจจะย้อนกลับมา หรือมันอาจจะไปหาท่านหมอผู้อื่นแล้วล่วงรู้ความจริงเข้า เมื่อถึงเวลานั้น มันย่อมกลับมาด้วยโทสะอันคลั่งแค้นทวีคูณ
เขาจำเป็ต้องเร่งมือ... เวลาอีกแปดวันที่ต้องรอคอยเพื่อเลื่อนระดับพลัง ดูเหมือนจะเชื่องช้าเกินไปเสียแล้ว
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "จิตสังหารแห่งราชันย์"][ผลลัพธ์: การฟื้นฟูพลังรวดเร็วขึ้น 5% ชั่วคราว][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: ลดลงเหลือ 8 วัน 10 ชั่วโมง]
กู่เจี้ยนหุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงกระแสอุ่นวาบที่แล่นผ่านทรวงอก ‘การข่มขวัญศัตรูช่วยเร่งวิถีกระบี่งั้นรึ? หึ... น่าสนใจยิ่งนัก’