วันอาทิตย์ตอนเที่ยงอรปรียาหน้าเป็มันยืนอยู่หน้าเตาแก๊สมือที่จับตะหลิวก็ผัดผักที่อยู่ในกระทะอย่างคล่องแคล่วว่องไวถัดไปอีกเตาก็มีอนงค์ผู้เป็มารดากำลังปรุงต้มยำในหม้ออยู่
“พี่อรผัดกะเพราปลาหมึกได้หรือยัง” เด็กแหวนร้องถามอย่างเร่งร้อนเมื่อลูกค้าทวงถามมา หญิงสาวคว้าจานมาใบหนึ่งก่อนตักผัดกะเพราในกระทะใส่จานแล้วร้องเรียกแหวนให้มาเอาไป
“เสร็จแล้วแหวน”
“เอ้าต้มยำปลาช่อนก็เสร็จแล้วเหมือนกัน” อนงค์บอกก่อนจะคว้าชามมาถือไว้แล้วตักต้มยำใส่จัดแต่งให้สวยงามแล้ววางลงบนถาดที่เด็กแหวนถืออยู่เมื่อได้ครบคนเสิร์ฟก็รีบออกไปจากครัวทันที
“วันนี้คนเยอะจังนะคะแม่”
“อืม...แม่ละอยากให้เยอะอย่างนี้ทุกๆวันเลย”
“ค่ะหนูก็อยากให้เป็แบบนั้น” สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างมีความสุข วันนี้อรปรียายืนจนขาแข็งและรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะทำอาหารไม่ได้หยุดั้แ่เช้าแต่ก็มีความสุขที่ลูกค้าเข้าร้านเยอะขนาดนี้เธอหวังเหลือเกินว่าพรุ่งนี้มันจะเป็เหมือนวันนี้อีกครอบครัวเธอจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ภาระหนี้สินจะได้หมดไปเสียที
“เอ้าสองแม่ลูกมัวแต่ยิ้มอยู่นั่นแหละนี่รายการอาหารที่ลูกค้าสั่ง” ประชาบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพราะดีใจเหมือนกันที่วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะสองแม่ลูกยิ้มให้กันก่อนอรปรียาจะเดินไปหยิบกระดาษที่จดรายการอาหารจากบิดาแต่ก่อนที่จะได้ลงมือทำก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นภายในร้านสามคนพ่อแม่ลูกจึงรีบวิ่งออกไปดู
“แหวนเกิดอะไรขึ้นน่ะ” หญิงสาวถามเด็กสาวที่ยืนหน้าซีดอยู่
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่อรแหวนเอาอาหารไปเสิร์ฟให้ผู้หญิงคนนั้นแล้วออกมาจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นร้องกรี๊ดๆ เลยค่ะ”
“เดี๋ยวแม่ไปถามเขาเอง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะแม่เดี๋ยวหนูจัดการเอง” หญิงสาวบอกก่อนจะเดินไปยังโต๊ะที่มีปัญหา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวที่ร้องกรี๊ดลั่นร้านหันมามองทันทีอย่างเอาเื่ก่อนจะถามเสียงขุ่นด้วยความไม่พอใจว่า “เธอเป็ใครถ้าไม่ใช่เ้าของร้านก็ออกไปฉันอยากพบเ้าของร้านนี้เท่านั้น”
“ฉันนี่แหละค่ะเ้าของร้านไม่ทราบว่าคุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เธอถามอย่างใจเย็น
“อย่างงั้นเหรอ” พอรู้ว่าคนตรงหน้าเป็เ้าของร้านลูกค้าสาวก็พูดเสียงดังจนทุกคนในร้านได้ยินทันทีว่า“ร้านคุณทำอาหารยังไงมิทราบฮะถึงได้มีแมลงวันอยู่ในอาหารด้วย”
อรปรียาใกับคำถามนั้นในขณะที่ลูกค้าโต๊ะอื่นๆวางช้อนและสำรวจดูอาหารของตนเองทันที
“อะ...อะไร...นะคะ” หญิงสาวตั้งสติได้ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ไม่เข้าใจหรือไงฉันบอกว่าอาหารที่คุณทำมีแมลงวันอยู่ในนั้นด้วย”
“ไม่จริงค่ะ” อรปรียาปฏิเสธทันควัน “อาหารที่เราปรุงสดใหม่ทุกอย่างและเราก็รักษาความสะอาดเป็อย่างดีไม่มีทางหรอกค่ะที่จะมีสิ่งแปลกปลอมลงไปในอาหารได้”
“อ๋อ...นี่คุณหาว่าฉันโกหกงั้นสิ” ลูกค้าสาวถามอย่างเอาเื่ หญิงสาวรีบปฏิเสธเสียงสั่น
“ปะ...เปล่านะคะฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“ทำไมจะไม่ใช่เฮอะ...ร้านนี้มันยังไงกันนะนอกจากจะไม่รับผิดชอบแล้วยังจะมาโทษลูกค้าอีก”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับเอาแบบนี้เราจะทำอาหารให้คุณใหม่แล้วค่าอาหารมื้อนี้คุณไม่ต้องจ่ายเราให้คุณทานฟรีเพื่อเป็การขอโทษ” ประชาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เห็นท่าว่าลูกสาวจะรับมือไม่ไหวจึงรีบเข้ามาช่วยอีกแรงทันที
“ไม่ต้อง! ฉันไม่กินแล้วและฉันก็จะไม่มากินที่นี่อีกแล้วด้วยอาหารที่นี่สกปรกแถมเ้าของร้านยังพูดจาไม่ดีและไม่รับผิดชอบอีกด้วย เ้าข้าเอ๊ย!ใครที่ทานอาหารร้านนี้ระวังไว้หน่อยนะ เพราะอาจจะมีแมลงวันแมลงสาบเป็ของแถมมาด้วยและพวกคุณอาจจะท้องร่วงตายก็ได้ ฉันขอเตือน” ลูกค้าสาวะโบอกลั่นร้านก่อนจะรีบเดินออกจากร้านไป
ส่วนลูกค้าที่เหลือต่างก็เรียกให้ไปคิดเงินค่าอาหารกันหมดอีกทั้งลูกค้าที่เข้ามาใหม่ก็บอกยกเลิกรายการอาหารที่สั่งไปเหมือนกัน อรปรียาหน้าเสียทำอะไรไม่ถูกประชาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือตบบ่าลูกสาวเบาๆ บอกว่า
“ไปจัดการคิดเงินให้ลูกค้าเถอะลูก”
หญิงสาวพยักหน้าน้ำตาคลอพยายามฝืนเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาก่อนจะเดินไปคิดค่าอาหารตามโต๊ะต่างๆโดยมีสายตาสะใจของใครบางคนที่นั่งอยู่โต๊ะมุมสุดของร้านมองตาม ก่อนจะวางเงินค่าอาหารไว้ให้แล้วลุกเดินออกจากร้านไป
รถยนต์เคลื่อนตัวมาหยุดจอดลงตรงหน้าผู้หญิงคนหนึ่งกระจกรถเลื่อนลงก่อนธนบัตรใบละพันจำนวนห้าใบจะถูกยื่นออกมา หญิงสาวยิ้มแป้นรีบรับมาถือไว้ทันที
“ทำงานได้ดีมาก”
“ขอบคุณค่ะ ว้าว...ห้าพันถ้าคุณมีงานอะไรจะให้ฉันทำอีกก็บอกได้เลยนะคะฉันทำให้เต็มที่เลย”
คนในรถไม่พูดอะไรจัดการปิดกระจกแล้วขับออกไปจากตรงนั้นทันทีหญิงสาวที่รับเงินมามองตามก่อนจะเอาเงินใส่กระเป๋าผิวปากอย่างอารมณ์ดี แล้วขึ้นขี่รถจักรยานยนต์ออกไป
“ดีจัง แค่ไปป่วนร้านอาหารนิดๆหน่อยๆ ก็ได้เงินใช้ตั้งห้าพัน”
“แหวนกลับบ้านไปเถอะวันนี้พี่คงต้องปิดร้านแล้ว” อรปรียาบอกเด็กสาวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เหนื่อยล้าเต็มทน แหวนพยักหน้ารับก่อนจะคว้าจักรยานขี่ออกไปหญิงสาวจัดการปิดประตูร้านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากทางหลังร้านมายังตัวบ้านด้านในขณะที่กำลังจะเดินเข้าประตูบ้านนั้นก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของมารดา
“ทำไมต้องเป็อย่างนี้ด้วยนะพ่อร้านเรากำลังจะดีขึ้นแล้วเชียว”
อนงค์พูดเสียงสั่นเครือน้ำตาไหลรินประชาโอบกอดภรรยาไว้เอ่ยปลอบใจเสียงอ่อน
“เอาเถอะแม่วันอื่นยังมี”
“แม่กลัวจะไม่มีวันอื่นอีกแล้วน่ะสิพ่อคงจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านเราแล้วแน่ๆ ลูกค้าคงไปพูดกันว่าร้านเราไม่สะอาดมันเป็แบบนี้ได้ยังไงกันแม่ทำอาหารอย่างดีเื่ความสะอาดแม่คำนึงถึงเป็สิ่งแรกและตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย ทำไมนะพ่อทำไมต้องเกิดเื่แบบนี้กับเราด้วย”
อรปรียาร้องไห้ออกมาเงียบๆ ก่อนจะตัดใจไม่เข้าบ้านเดินไปนั่งยังโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงแทนหญิงสาวฟุบหน้าลงกับแขนร้องไห้ออกมาให้สมใจกับความอัดอั้นตันใจที่ได้รับวันนี้เธอคิดว่าเื่ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นอยู่แล้วเชียว คิดว่ามรสุมร้ายที่พัดกระหน่ำครอบครัวเธออยู่ในขณะนี้กำลังจะพัดผ่านไปไม่นึกว่าความหวังนั้นจะมาเพียงแค่พริบตาเดียวแล้วหายไป กลายเป็พายุร้ายพัดกระหน่ำลงมามากกว่าเดิม
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นปาดน้ำตาพยายามทำใจให้เข้มแข็งเพราะไม่อย่างนั้นเธอจะอ่อนแอลงจนไม่มีแรงสู้อีกต่อไปถ้าได้ท้อแล้วก็คงไม่มีวันที่จะลุกขึ้นสู้อีก เอาเถอะใช่ว่าเธอจะไม่เคยเจอเื่แย่ๆแบบนี้มาก่อนนี่นา เธอและครอบครัวยังเคยสู้จนผ่านมาถึงวันนี้ได้เลยแล้วทำไมจะสู้ต่อไปอีกไม่ได้ล่ะ
อรปรียาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเรียกขวัญและกำลังใจของตัวเองกลับคืนมา และเธอจะจดจำเหตุการณ์ในวันนี้เป็บทเรียนจะไม่ให้มันซ้ำรอยได้อีกแต่เธอก็ยังสงสัยว่าในอาหารมีแมลงวันได้ยังไงเพราะเธอกับแม่ดูแลรักษาความสะอาดสิ่งของและห้องครัวเป็อย่างดีแต่ก็นั่นแหละมันอาจจะมีความผิดพลาดกันได้ฉะนั้นเธอคงต้องเข้มงวดเื่ความสะอาดให้มากกว่านี้...
“ไท พี่เริ่มแก้แค้นผู้หญิงคนนั้นให้นายแล้วนะอรปรียาจะต้องเ็ปเสียใจเหมือนที่นายเคยได้รับหรืออาจจะมากกว่า นายวางใจและหลับให้สบายเถอะนะความเจ็บแค้นใดๆที่เกิดจากผู้หญิงคนนั้นพี่จะสะสางให้นายเอง”แผ่นดินพูดกับรูปน้องชายด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแววตามุ่งมั่นว่าจะทำตามที่พูดไว้ให้ได้ แต่เมื่อคิดถึงภาพใบหน้าซีดเซียวดวงตาหวานมีน้ำตาคลอด้วยความเสียใจของเธอแล้วแววตาคมเข้มก็อ่อนแสงลงก่อนมันจะแข็งกร้าวขึ้นเมื่อรู้สึกตัว บอกย้ำกับตนเองว่า
เราทำถูกแล้ว ผู้หญิงใจคอรวนเรแบบนั้นก็ต้องได้รับความเ็ปซะบ้าง...สาสมแล้ว!
“อรเป็อะไรไปทำไมหมู่นี้ถึงดูซึมเศร้านักล่ะ” วิภาดาเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นเพื่อนสาวไม่สดใสเหมือนเคย อรปรียายิ้มน้อยๆให้เพื่อนแต่ไม่พูดอะไร หญิงสาวกำลังกลุ้มใจเื่ที่ร้านเพราะนับั้แ่เกิดเื่ในวันนั้นลูกค้าก็ไม่เข้าร้านเลยจะมีเข้าร้านก็พวกที่เคยกินเป็ประจำและเชื่อมั่นในความสะอาดของร้านเธออยู่แต่ก็มีน้อยมากจนน่าปวดใจ
“ว่าไงอรเป็อะไรบอกฉันได้ไหม” วิภาดายังเซ้าซี้ด้วยความอยากรู้
“ก็เื่ร้านนั่นแหละ”
“ทำไมมีปัญหาอะไรอีกงั้นเหรอ”
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนสาวฟังวิภาดาได้ฟังก็นึกเห็นใจเพื่อนแต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้กำลังใจ
“ฉันเสียใจด้วยนะอรแต่ฉันอยากให้เธออดทนไว้อีกไม่นานมันจะดีขึ้นเอง”
“ขอบใจจ้ะวิฉันก็อดทนอยู่แต่ลูกค้าเข้าร้านน้อยมากเลยจนฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแล้ว”
“ฉันว่าถ้ามันทรุดอยู่แบบนี้สู้ปิดร้านไปเลยจะดีกว่านะ”
“ไม่ได้หรอกถึงฉันจะลำบากแค่ไหนแต่ก็จะไม่ปิดมันเด็ดขาดเธอก็รู้ว่าแม่ฉันรักและทุ่มเทกับร้านนี้มากแค่ไหนมันเป็ความฝันของแม่ฉันเลยนะที่จะมีร้านอาหารเป็ของตัวเอง” อรปรียาบอก ถึงเธอจะลำบากแค่ไหนก็จะไม่บอกให้มารดาปิดร้านเด็ดขาดเธอรู้ว่าท่านทุ่มเทและรักมันมากสิ่งที่ท่านรักเธอจะพยายามรักษามันไว้ให้ได้
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะ”
“ก็คงต้องอดทนอย่างที่เธอบอกแหละวิทุกอย่างคงจะดีขึ้นในไม่ช้า”
“ฉันเอาใจช่วยนะอร”
“ขอบใจจ้ะ” อรปรียาบอกเพื่อนด้วยความซาบซึ้งใจหลังจากนั้นทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไปทำงานเมื่อหัวหน้างานเหล่ตามองมา หญิงสาวสลัดเื่กลุ้มใจทิ้งไปก่อนจะตั้งสมาธิให้จดจ่ออยู่แต่กับงานที่ทำ...
ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้วร้านอาหารครัวอนงค์ก็ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเข้าร้านเหมือนเดิมลูกค้าที่เข้าร้านนับคนได้ทั้งเ้าของร้านและลูกจ้างต่างนั่งหงอยชะเง้อคอมองอยู่หน้าร้านทุกวันอนงค์เริ่มท้อใจและหมดหวังหมดกำลังใจที่จะเปิดร้านอีกต่อไป ลูกค้าหนีหายหมดจนร้านขาดทุนทุกวันอาหารที่ทำใส่ถุงขายก็ขายไม่ดีจนเหลือเยอะแยะเหตุการณ์ที่ประสบอยู่นี้ทำให้อนงค์เริ่มปลงตกด้วยเหตุนี้เธอจึงเอ่ยขึ้นกับทุกคนว่า
“พ่อ อรแม่คิดว่าจะปิดร้านอาหารอย่างถาวรนะ”
“หา!”สองพ่อลูกอุทานออกมาพร้อมกัน ก่อนอรปรียาจะถามต่ออย่างไม่เข้าใจ “ทำไมคะแม่”
“แม่ท้อแล้วล่ะ” อนงค์บอกเสียงอ่อนใบหน้าแสดงความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดแต่แววตานั่นมีแววจริงจังกับสิ่งที่พูดออกไป
“แม่แน่ใจแล้วหรือ” ประชาถามเพื่อให้ภรรยาได้คิดทบทวนอีกครั้งเพราะเขารู้ว่าภรรยารักร้านนี้มากและมันก็เป็ความใฝ่ฝันที่จะมีร้านอาหารเป็ของตัวเองมาั้แ่เด็กอนงค์ทำอาหารอร่อยและเก่งมีเสน่ห์ปลายจวักที่ทำให้เขาหลงรักจนขั้นแต่งงานด้วยแต่ก็ไม่ใช่แค่เสน่ห์ปลายจวักอย่างเดียวหรอกที่สามารถมัดใจเขาได้แต่เป็ความดีงามของเธอด้วยที่มัดใจเขาไว้ได้อยู่หมัด
“แน่ใจสิพ่อตอนนี้แม่ทำใจได้แล้วล่ะความจริงมันควรจะปิดไปั้แ่แรกแล้วนะไม่ควรยื้อเอาไว้แบบนี้เลยไม่งั้นเราคงไม่ต้องมีภาระหนี้สินมากขนาดนี้ แม่ขอโทษนะที่เห็นแก่ตัวจนทำให้พ่อและลูกต้องลำบาก”อนงค์บอกด้วยความรู้สึกผิดจริงๆเธอรู้ว่าที่ครอบครัวมีหนี้สินมากมายแบบนี้มาจากการเปิดร้านอาหาร
“แม่คะอย่าพูดอย่างนี้สิคะ”หญิงสาวลุกมานั่งกอดเอวมารดาไว้ด้วยความสงสารอนงค์กอดลูกสาวไว้พยายามยิ้มให้ดูสดใสแต่ก็ยากเหลือเกิน
“พ่อรู้ว่าแม่รักร้านนี้มากถ้าแม่ไม่อยากปิดก็ไม่ต้องปิดหรอกนะ”
“ใช่ค่ะแม่หนูรู้ว่าแม่รักร้านนี้มากถ้าแม่อยากจะเปิดต่อหนูกับพ่อก็ไม่ว่าอะไรพวกเราพร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน”
อนงค์ร้องไห้โฮกอดลูกสาวแน่นด้วยความซึ้งใจประชาลุกมานั่งข้างภรรยาโอบกอดไว้ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันแน่นให้กำลังใจกันและพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่งร่วมกันอนงค์ดีใจเหลือเกินที่คนในครอบครัวรักและเข้าใจ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะปิดร้านถึงแม้จะรักมันมากแค่ไหนแต่ก็ไม่มากไปกว่าคนในครอบครัวเธอไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องลำบากอีกต่อไป และเธอไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจแบบนี้...
แผ่นดินยิ้มด้วยความสะใจ เมื่อเห็นประตูร้านครัวอนงค์ปิดและมีป้ายเขียนไว้ว่า‘ปิดกิจการ’ ติดไว้อยู่ นี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้นเพราะเขายังมีแผนการอีกมากมาย ที่จะทำให้หญิงสาวเ็ปทรมานให้ยิ่งกว่าที่ไผทเคยได้รับชายหนุ่มกดปิดกระจกรถก่อนจะขับรถออกไปจากบริเวณนั้น
“นังหน้าด้าน!”
อรปรียาผงะด้วยความใเมื่อมีผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตาถมึงทึงมายืนชี้หน้าด่าเธอผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองและบางคนเริ่มหยุดยืนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างอยากรู้อยากเห็นวิภาดาเองก็งุนงงเหมือนกันที่อยู่ๆ ก็มีคนมายืนชี้หน้าด่าเพื่อนของเธอและด้วยความโมโหแทนเพื่อนจึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียวว่า
“อะไรกันป้าอยู่ดีๆมาชี้หน้าด่าเพื่อนหนูได้ยังไงกัน ป้าเป็ใครกันฮะ”
“ทำไมฉันจะด่าเพื่อนเธอไม่ได้ในเมื่อเพื่อนเธอมาแย่งผัวฉัน” หญิงวัยกลางคนะโตอบเล่นเอาสองสาวนิ่งอึ้ง และทุกคนที่มุงดูก็เริ่มซุบซิบกันเมื่อตั้งสติได้อรปรียาก็รีบแก้ข้อกล่าวหาทันที
“ป้าพูดอะไรคะ หนูไม่เคยไปแย่งสามีของป้าเลยนะคะป้าเป็ใครหนูยังไม่รู้จักเลย”
“เชอะ! นังหน้าด้าน แกน่ะไม่รู้จักฉันหรอกแต่ผัวของฉันแกรู้จักดีเลยใช่ไหมเพราะแกเอามันไปนอนกกนอนกอดอยู่ทั้งคืนทุกวัน”เสียงของหญิงแปลกหน้าไม่ได้เบาเลยสักนิดทำให้คนที่อยู่ห่างออกไปได้ยินจนเดินเข้ามาดูเหตุการณ์มากยิ่งขึ้นหญิงสาวหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายวิภาดาเห็นสีหน้าเพื่อนและรู้จักนิสัยของเพื่อนดีจึงเถียงแทน
“นี่ป้าฉันว่าป้าจำคนผิดแล้วนะเพื่อนฉันไม่มีนิสัยเลวๆ ต่ำช้าแย่งผัวใครหรอกนะ”
“จำไม่ผิดอีผู้หญิงคนนี้แหละแย่งผัวฉัน”
อรปรียาพูดไม่ออกตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนวิภาดาจับมือเพื่อนให้กำลังใจก่อนจะเถียงแทนอีกว่า
“ฉันว่าป้าจำคนผิดแล้วล่ะนี่ฉันพูดจริงๆ เลยนะว่าเพื่อนฉันไม่เคยทำเื่ทุเรศแบบนี้แน่ๆ อีกอย่างนะถ้าสมมุติเพื่อนฉันทำจริงเพื่อนฉันคงไม่บ้าเอาผัวป้าหรอก ขนาดป้ายังแก่ขนาดนี้แล้วผัวป้าจะขนาดไหน” วิภาดาชี้แจงพร้อมกับหลอกด่าไปในตัว เล่นเอาคนตรงหน้าเต้นเป็เ้าเข้า
“กรี๊ด!! แกหลอกด่าฉันเรอะอีบ้า!”
“อ้าวป้าฉันพูดด้วยดีๆทำไมต้องมาด่ากันด้วยล่ะ” วิภาดาหน้าตึงทำท่าจะเดินเข้าไปหาอรปรียารั้งแขนเพื่อนไว้เพราะไม่อยากให้เื่ลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้
“วิอย่า” เธอร้องห้ามก่อนจะหันไปพูดกับหญิงวัยกลางคนที่กล่าวหาเธอว่า “ป้าคะหนูขอยืนยันอีกครั้งว่าหนูไม่รู้จักป้าไม่รู้จักสามีของป้าจริงๆ หนูไม่เคยมีความคิดที่จะแย่งสามีของใครหรอกนะคะหนูว่าป้าจำคนผิดแล้วล่ะ”
“ก็ได้ฉันจะยอมรับว่าฉันจำคนผิดถ้าเธอบอกมาว่าไม่ได้ชื่ออรปรียา!”
สองสาวผงะกับคำถามของผู้หญิงตรงหน้าต่างหันมามองหน้ากันก่อนจะหันกลับไปมองคนตรงหน้าอีกครั้งอรปรียารู้สึกใจหวิวๆ สายตาเริ่มพร่ามัวจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้เื่ราวอะไรอีกต่อไป
“ว้าย! อร”วิภาดารับร่างเพื่อนสาวไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงกระแทกพื้นชายหนุ่มที่รู้จักทำงานที่เดียวกันแต่คนละแผนกรีบเข้ามาช่วยช้อนอุ้มร่างไร้สติพาออกไปจากที่ตรงนั้นโดยมีวิภาดาวิ่งตามและมีเสียงป่าวประกาศดังตามไล่หลังมา
“เ้าข้าเอ๊ย! ผู้หญิงที่เป็ลมถูกอุ้มไปคนนั้นมันแย่งผัวฉัน คนที่รู้จักมันก็ระวังแฟนตัวเองเอาไว้บ้างนะเดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน”
วิภาดาสุดทนจึงคิดจะไปเอาเื่แต่พอหันกลับไปมองก็เห็นหญิงคนนั้นเดินลิ่วๆออกไปเสียแล้ว หญิงสาวจึงต้องปล่อยไปแล้วรีบวิ่งตามไปดูอาการเพื่อนด้วยความเป็ห่วง