ตอนที่เจ็ด ความจริงที่สั่นะเื
คำพูดของเมโลดี้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอเดน ราวกับเสียงระฆังที่ดังกังวานไปทั่วทุกอณูของร่างกาย
“ลูน่า... พี่สาวของฉันค่ะคุณเอเดน”
เอเดนยืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในใจของเขาอย่างรุนแรง ทั้งความสับสน ความไม่เชื่อ ความโกรธ และความเ็ปที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้
เขาจ้องมองเมโลดี้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับร้อยพัน เขามองหาความจริงในดวงตาของเธอ และสิ่งที่เขาเห็นคือความเศร้า ความเข้าใจ และความรู้สึกผิดที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น
“คุณ... คุณหมายความว่ายังไง” เอเดนพึมพำเสียงแหบพร่า “ลูน่า... พี่สาวของคุณ?”
เมโลดี้พยักหน้าช้าๆ น้ำตาเริ่มคลอขึ้นมาในดวงตาของเธอ
“ใช่ค่ะ ลูน่าคือพี่สาวแท้ๆ ของฉัน”
ความจริงที่ถูกเก็บงำมานานหลายเดือนได้ถูกเปิดเผยแล้วในที่สุด และมันกำลังจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล เอเดนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนที่เขาเปิดใจระบายความเ็ปให้ฟัง คนที่เขาเริ่มไว้วางใจ และคนที่เขาเริ่มรู้สึกผูกพันด้วย จะมีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับาแที่ฝังลึกที่สุดในใจของเขาถึงเพียงนี้
“ทำไม... ทำไมคุณไม่บอกผม” เอเดนถามเสียงสั่น อาการป่วยของจิตใจทำให้ความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นที่ข้างใน เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก
“ทำไมคุณถึงเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับผม คุณรู้มาตลอดว่าผมมีความสัมพันธ์กับพี่สาวของคุณ”
เมโลดี้ส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณนะคะคุณเอเดน แต่ในตอนนั้น... คุณยังอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง การเปิดเผยความจริงในตอนนั้นอาจทำให้คุณยิ่งแย่ลงไปอีก ฉันอยากให้คุณดีขึ้นก่อน อยากให้คุณแข็งแรงพอที่จะรับมือกับความจริงได้”
“แล้วคุณคิดว่าตอนนี้ผมพร้อมแล้วอย่างนั้นเหรอ!” เอเดนตวาดเสียงดังเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ความเ็ปและความผิดหวังะเิออกมาจากภายใน
“คุณคิดว่าการที่คุณเก็บความลับเื่พี่สาวของคุณไว้ จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ!”
เมโลดี้ก้มหน้าลง เธอรู้สึกเ็ปกับคำพูดของเอเดน แต่เธอก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี “ฉันขอโทษค่ะคุณเอเดน ฉันรู้ว่ามันอาจจะทำให้คุณรู้สึกเ็ป แต่ฉันทำไปเพราะฉันเป็ห่วงคุณจริงๆ ค่ะ”
เอเดนถอยหลังไปสองสามก้าว เขามองเมโลดี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับผู้หญิงตรงหน้า คนที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเขา แต่ในขณะเดียวกันก็เก็บความลับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไว้
“ผม... ผมไม่รู้จะเชื่อคุณได้อย่างไรอีกแล้ว” เอเดนพูดเสียงแ่
“คุณเป็จิตแพทย์... คุณควรจะซื่อสัตย์กับผู้ป่วยของคุณไม่ใช่เหรอ”
เมโลดี้เงยหน้าขึ้นมองเอเดน ดวงตาของเธอแดงก่ำแต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ฉันรู้ค่ะว่าคุณอาจจะไม่เชื่อฉันในตอนนี้ แต่ทุกสิ่งที่ฉันทำไปในการบำบัดคุณนั้นเป็ความจริงค่ะ ทุกคำแนะนำ ทุกคำพูดที่ฉันให้คุณไป ล้วนออกมาจากความตั้งใจที่จะช่วยให้คุณดีขึ้นจริงๆ ค่ะ” บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้และเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของเอเดนเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่
เอเดนหันหลังกลับ เขาเดินออกจากคลินิกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองเมโลดี้อีกเลย เมโลดี้มองตามหลังเขาไปจนลับตา น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอรู้ว่าการเปิดเผยความจริงครั้งนี้ได้สร้างรอยร้าวครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ของพวกเขา และเธอไม่รู้ว่ามันจะสามารถกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีกหรือไม่
หลายวันต่อมา เอเดนขังตัวเองอยู่ในร้านซ่อมเครื่องดนตรีของเขาอีกครั้ง เขากลับไปสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมาพบเมโลดี้ เขาไม่กิน ไม่นอน ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ความโกรธ ความเ็ป และความรู้สึกถูกทรยศกัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรง
เขาหยิบคริสตัลเสียงขึ้นมาดูอีกครั้ง แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น บัดนี้กลับดูเหมือนแสงที่เย้ยหยันความโง่เขลาของเขา เขาเคยเชื่อว่าคริสตัลนี้คือแสง
สว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็สัญลักษณ์ของความลับและการหลอกลวง
“ลูน่า... ทำไมเธอถึงทำแบบนี้” เอเดนพึมพำกับคริสตัลเสียง
“ทำไมเธอถึงส่งฉันไปหาคนโกหก”
เขาไม่สามารถซ่อมเครื่องดนตรีได้อีกต่อไป มือของเขาสั่นเทาจนไม่สามารถจับเครื่องมือได้ เขาพยายามที่จะดีดกีตาร์โปร่งตัวเดิมที่พบคริสตัลออกมา แต่เสียงที่ออกมากลับเป็เสียงที่เพี้ยนและไม่เป็เพลง ราวกับว่าความเ็ปในใจของเขาสะท้อนออกมาทางเสียงดนตรี
ในขณะเดียวกัน เมโลดี้ก็ยังคงพยายามติดต่อเอเดนอย่างต่อเนื่อง เธอโทรศัพท์ไปที่ร้านของเขาหลายครั้ง แต่เอเดนก็ไม่เคยรับสาย เธอส่งข้อความไปหาเขา ขอโทษ และพยายามอธิบายถึงเหตุผลที่เธอต้องเก็บความลับไว้ แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใดๆเมโลดี้รู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง เธอรู้ว่าเธอทำผิดพลาดที่ไม่ได้บอกความจริงกับเอเดนั้แ่แรก แต่เธอก็ทำไปเพราะความปรารถนาดี เธออยากให้เอเดนได้เยียวยาตัวเองก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ซับซ้อนนี้
เธอตัดสินใจที่จะไปหาเอเดนที่ร้านของเขา เธอรู้ว่ามันอาจจะทำให้เอเดนโกรธมากขึ้น แต่เธอก็ไม่สามารถปล่อยให้เขาจมดิ่งลงไปในความมืดมิดอีกครั้งได้เมื่อเมโลดี้มาถึงร้านของเอเดน เธอพบว่าประตูร้านถูกล็อค และมีป้าย ปิด แขวนอยู่ เธอเคาะประตูหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เมโลดี้รู้สึกใจหายเธอรู้ว่าเอเดนกำลังหลบหน้าเธอ
เธอเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เธอเขียนถึงความรู้สึกของเธอทั้งหมด ความเสียใจที่ไม่ได้บอกความจริงความเข้าใจในความโกรธของเขา และความปรารถนาที่จะช่วยให้เขาผ่านพ้นความเ็ปนี้ไปได้ เธอสอดจดหมายไว้ใต้ประตูร้าน แล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ
หลายวันผ่านไป เอเดนยังคงขังตัวเองอยู่ในร้านของเขา เขานั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม จ้องมองคริสตัลเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเขาไม่ได้อ่านจดหมายของเมโลดี้เลย เขาเห็นมันั้แ่แรก แต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจ ความโกรธและความเ็ปทำให้เขาไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้วแต่ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่ในความทุกข์ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกีตาร์โปร่งตัวเดิมที่พบคริสตัลวางอยู่บนพื้น มันเป็กีตาร์ที่ลูน่าเคยเล่น... กีตาร์ที่บรรจุ บทเพลงสุดท้ายของหัวใจของเธอไว้
เอเดนหยิบกีตาร์ขึ้นมา เขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามสายกีตาร์อย่างแ่เบา ความทรงจำเกี่ยวกับลูน่าและเสียงเพลงของเธอก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเขาอีกครั้งเขาจำได้ว่าลูน่าเคยบอกเขาว่า
“ดนตรีคือภาษาของหัวใจ”
เธอเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถสื่อสารความรู้สึกที่คำพูดไม่สามารถอธิบายได้
เอเดนหลับตาลง เขานึกถึงภาพของลูน่าในสวนดอกไม้ที่เขาเห็นจากคริสตัลเสียง เขานึกถึงรอยยิ้มของเธอ เสียงหัวเราะของเธอ และเสียงฮัมเพลงที่ไพเราะของเธอแล้วเสียงเพลงกีตาร์ที่ไพเราะและเสียงฮัมเพลงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและก้องกังวานกว่าครั้งไหนๆ ราวกับว่าลูน่ากำลังร้องเพลงอยู่ตรงหน้าเขา
“ลา ลา ลา ลา ลา... ลา ลา ลา ลา ลา...”
บทเพลงนั้นเต็มไปด้วยความสุข ความรัก และความหวังที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็บทเพลงที่บริสุทธิ์และงดงามจนทำให้หัวใจของเอเดนรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
เอเดนรู้สึกเหมือนมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตา เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่บทเพลงนี้มันช่างปลอบประโลมจิตใจของเขาเหลือเกิน มันทำให้เขารู้สึกเหมือนลูน่ายังอยู่กับเขา ไม่ได้จากไปไหน
เขาหยิบคริสตัลเสียงขึ้นมาถือไว้ในมือ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ยังคงเรืองรองอยู่ภายใน ราวกับกำลังกระซิบความลับบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้เอเดนเปิดตาขึ้น เขามองคริสตัลเสียงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความโกรธและความเ็ปเริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความเข้าใจเขาไม่รู้ว่าเมโลดี้มีเหตุผลอะไรที่ต้องเก็บความลับไว้ แต่เขาเชื่อว่าลูน่าคงไม่้าให้เขาจมดิ่งอยู่ในความทุกข์แบบนี้ เธอคง้าให้เขาก้าวเดินต่อไป และค้นพบความสุขในชีวิตอีกครั้ง
เอเดนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาเดินไปที่ประตูร้าน แล้วหยิบจดหมายของเมโลดี้ที่สอดอยู่ใต้ประตูขึ้นมา เขาเปิดอ่านมันช้าๆ ทุกตัวอักษรที่เมโลดี้เขียนออกมาจากใจ ทำให้เอเดนรู้สึกถึงความจริงใจและความห่วงใยที่เมโลดี้มีให้เขา
เขาอ่านจบ แล้วพับจดหมายเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อเอเดนรู้ว่าเขาไม่สามารถหลบหนีจากความจริงได้อีกต่อไป และเขาก็ไม่สามารถจมดิ่งอยู่ในความทุกข์แบบนี้ไปตลอดชีวิตได้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความจริง และจะต้องก้าวเดินต่อไป
เขาหยิบคริสตัลเสียงขึ้นมาถือไว้ในมืออีกครั้ง แสงสีฟ้าอ่อนๆ ยังคงเรืองรองอยู่ภายใน ราวกับเป็แสงนำทางให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความเ็ป แต่ก็มีความหวังซ่อนอยู่
Alice คนชอบทะเล