บทที่ 4 เอาชนะใจด้วยฝีมือการทำอาหาร
“ฉันไม่ได้พูดผิดสักหน่อย ก็เขาพูดติดอ่างไม่ใช่เหรอ?” เนื่องจากเป็ลูกสาวคนเล็กของบ้าน ฮั่วฟางฟางจึงถูกตามใจมาั้แ่เด็ก แน่นอนว่าเธอทนกับเื่แบบนี้ไม่ได้พี่สาวคนโต
ฮั่วฉางชิงกำลังจะโกรธ ทว่าแม่ฮั่วที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้นก่อน
“พอแล้ว ฉางชิง ฟางฟางรู้แล้วว่าตัวเองผิด นาน ๆ ทีลูกเองก็จะกลับมานอนบ้าน ทุกคนควรผ่อนคลายกันหน่อยสิ”
ปกติแล้ว ฮั่วฉางชิงประจำการอยู่ที่กองทัพ และกลับบ้านได้เป็ครั้งคราว การกลับมาอยู่บ้านนาน ๆ ในครั้งนี้ก็เพราะเื่แต่งงาน
จางจิงจิงที่อยู่ในครัวแอบฟังเสียงจากภายนอก พอฟังจบก็สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า
ฮั่วฉางชิงเป็คนดี ถึงจะไม่ใช่สามีที่ดี แต่ก็เป็สหายที่ดีอย่างแน่นอน ส่วนแม่ฮั่วนั้น เธอค่อนข้างหยิ่งทะนง แต่ไม่ใช่แม่สามีที่ใจร้ายจุกจิก
ส่วนน้องสามีคนนี้น่ะสิ…เธอนี่มันเอาแต่ใจชัด ๆ…
จางจิงจิงถอนหายใจเบา ๆ ตอนนี้เธอทำอาหารเสร็จแล้ว ทำแพนเค้กต้นหอมกับโจ๊กข้าวฟ่างที่แม่ฮั่วเป็คนต้ม นอกจากนี้ เธอยังทำสลัดแตงกวาและมันฝรั่งฝอยผัดอีกด้วย
ในยุคสมัยนี้ การได้กินอาหารแบบนี้ถือว่าเป็ครอบครัวที่มั่งคั่งแล้ว เื่นี้ทำให้จางจิงจิงรู้สึกยินดีมาก เธอจะยอมให้ตัวเองลำบากไม่ได้หรอก
“กับข้าวทำเสร็จแล้วค่ะ”
หญิงสาวถือถาดแพนเค้กต้นหอมออกมาวางบนโต๊ะ
ตอนนี้ตระกูลฮั่วมีสมาชิกอยู่หลายคน การทำอาหารครั้งหนึ่งจึงต้องทำเยอะ ๆ หน่อย ยิ่งเด็ก ๆ ทั้งสามกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต พวกเขาต้องกินให้อิ่ม ก่อนหน้านี้เธอเห็นเด็กทั้งสามคนตัวผอม ผิวเหลือง ดูท่าทางคงจะกินไม่พอ
แต่แม่ฮั่วดูไม่เหมือนคนที่ชอบทารุณเด็ก ๆ ทำไมถึงเลี้ยงพวกเขาออกมาเป็แบบนี้ได้นะ?
ฮั่วฉางชิงเห็นเธอถือแพนเค้กออกมา จึงลุกขึ้นไปรับ แล้วตามเข้าไปช่วยในครัว
เด็ก ๆ ทั้งสามเห็นดังนั้นก็อยากจะตามเข้าไปช่วย แต่ถูกแม่ฮั่วห้ามไว้
“พวกเธอไม่ต้องไปหรอก ถือไม่ดีเดี๋ยวทำหก”
ไม่นาน อาหารที่จางจิงจิงทำก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ พ่อฮั่วก็ออกมาพอดี เขามองแพนเค้กต้นหอมที่น่ากิน แล้วหันไปมองจางจิงจิง
“เธอทำเหรอ?”
จางจิงจิงพยักหน้า “พ่อคะ ลองชิมดูสิคะ”
พูดจบ ทุกคนก็เริ่มลงมือกินข้าว
พ่อและแม่ฮั่วหยิบแพนเค้กต้นหอมใส่ปากคนละชิ้น สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่คิดว่าฝีมือการทำอาหารของจางจิงจิงจะดีขนาดนี้ แพนเค้กของเธอสามารถเทียบกับพ่อครัวใหญ่ในร้านอาหารของรัฐได้เลย
ด้วยฝีมือการทำอาหารของแม่ฮั่วที่พอกินได้ อาหารของจางจิงจิงจึงถือเป็การช่วยชีวิตกระเพาะของทุกคน
ถึงแม้ฮั่วฉางชิงจะไม่ได้พูดอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับฝีมือการทำอาหารของจางจิงจิงมาก แม้แต่ความเร็วในการกินแพนเค้กยังเพิ่มขึ้น
ส่วนเ้าตัวเล็กทั้งสามคน กำลังดื่มโจ๊กข้าวฟ่างในชามอย่างเงียบ ๆ แต่สายตากลับมองไปที่แพนเค้กต้นหอมในถาดไม่หยุด
จางจิงจิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบแพนเค้กสามชิ้นจากถาดใส่ลงในชามของพวกเขา
“ทำไมถึงกินแต่โจ๊กล่ะ? กินแพนเค้กสักสองชิ้นสิ ตอนนี้เป็่ที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ต้องกินให้ดี ๆ นะ”
เมื่อครู่นี้เธอรีบร้อนเกินไป จึงไม่ได้สังเกตเ้าตัวเล็กทั้งสามคนอย่างละเอียด พอได้มองดูก็พบว่าเด็กทั้งสามคนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เพียงแต่ผมสีเหลืองหม่น ไม่มีความเงางาม ตัวก็ผอมแห้งเหมือนกำลังอดอยาก ไม่มีเนื้อหนังมังสา
เด็กทั้งสามคนมองดูแพนเค้กที่วางอยู่ตรงหน้า และต่างก็มีท่าทางหวั่น ๆ
“ไม่กินค่ะ พวกเราไม่หิว พวกเราซดโจ๊กก็ได้ค่ะ”
พี่คนโตโบกมือปฏิเสธ ไม่ยอมกิน
ฮั่วฉางชิงขมวดคิ้วเช่นกัน พอถึงเวลาอาหารแล้วจะไม่หิวได้อย่างไร พวกผู้ใหญ่ต่างก็หิวกันหมด ยิ่งเด็ก ๆ จะเหลือเหรอ?
เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็เห็นจางจิงจิงที่อยู่ข้าง ๆ จ้องเขม็ง
“ไม่หิวก็ต้องกิน ดูสิพวกเธอแต่ละคนผอมแห้งขนาดไหนแล้ว”
จางจิงจิงพูดด้วยท่าทีแข็งกร้าว เด็กทั้งสามมองหน้ากัน จากนั้นก็คีบแพนเค้กขึ้นมากิน
ฮั่วฉางชิงอดไม่ได้ที่จะมองจางจิงจิงด้วยความทึ่ง
ส่วนแม่ฮั่วที่อยู่ด้านข้างก็แปลกใจเช่นกัน ก่อนหน้านี้เธอทำกับข้าว เด็ก ๆ ทั้งสามก็มักจะบอกว่าไม่อยากกิน ไม่กิน เธอทำงานยุ่งในวันธรรมดา จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
ตอนนี้ลองมองดูดี ๆ แล้ว เด็กทั้งสามคนผอมจนน่าใ คำพูดของจางจิงจิงทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาได้ ถ้าพวกเขาออกไปข้างนอกด้วยสภาพแบบนี้ คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเธอกำลังทารุณพวกเขาอยู่แน่ ๆ
พ่อของพวกเขาเป็วีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ แต่พอมาอยู่ที่บ้านของเธอ กลับถูกกระทำแบบนี้ คนอื่นจะคิดยังไง?
พอคิดถึงตรงนี้ แม่ฮั่วก็อดใจหายไม่ได้
ฮั่วฟางฟางตั้งใจจะออกไปอยู่แล้ว เธอไม่กินอาหารที่คนบ้านนอกทำหรอก
แต่นี่มันอาหารอะไรกัน? ดูท่าทางน่ากินกว่าที่แม่ของเธอทำอีก
และดูจากสีหน้าของพ่อกับแม่แล้ว อาหารพวกนี้ต้องอร่อยมากแน่ ๆ
ตื่นเช้ามา ท้องของเธอก็ร้องโครกคราก พอเห็นทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
“ฟางฟาง ไม่กินหน่อยเหรอ?”
จางจิงจิงเอ่ยปากถามขึ้นมา
พูดตามตรง เธอไม่ได้อยากมีเื่กับน้องสามีคนนี้ ถ้าผูกมิตรกันได้ก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่สนใจ เธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบประจบใครอยู่แล้ว
ฮั่วฟางฟางเองก็ตั้งใจจะลองชิม แต่พอได้ยินพี่สะใภ้บ้านนอกพูดแบบนั้น ความหยิ่งในใจทำให้เธอปฏิเสธออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่กินของที่เธอทำหรอก เห็นแล้วไม่น่ากินสักนิด ยังไงซะมันก็ไม่อร่อยเท่าร้านอาหารของรัฐอยู่แล้ว”
พอพูดจบ ฮั่วฟางฟางก็กลับเข้าห้องไปสะพายกระเป๋า แล้วเดินออกไป
จางจิงจิงได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ น้องสามีคนนี้ช่างขี้วีนจริง ๆ
ระหว่างกินข้าว จางจิงจิงเสนอขึ้นมาว่าจะให้เด็กทั้งสามคนมาอยู่กับเธอ
“แม่คะ แม่กับพ่อต้องทำงานประจำ เลิกงานก็คงอยากพักผ่อน เด็ก ๆ ทั้งสามคนตามติดแม่กับพ่อก็คงจะรบกวนแย่ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ให้พวกเขามาอยู่กับฉันเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันว่าง ๆ พอจะสอนหนังสือพวกเขาได้บ้าง”
พอได้ยินแบบั้น แม่ฮั่วถึงกับประหลาดใจ
“เธอรู้หนังสือด้วยเหรอ?”
จางจิงจิงพยักหน้า “ค่ะ”
แม้ว่าเ้าของร่างเดิมจะอยู่ในชนบท แต่พ่อแม่ก็รักและส่งเสียให้เธอเรียนจนจบชั้นมัธยมต้น
“ได้สิ งั้นต่อไปก็ให้เด็กทั้งสามคนอยู่กับเธอแล้วกัน”
ถึงปากแม่ฮั่วจะไม่พูด แต่ในใจของเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พูดตามตรง ั้แ่เลี้ยงลูกทั้งสี่คนมา เธอก็หมดแรงแล้ว ตอนนี้ต้องมาเลี้ยงเพิ่มอีกสามคน มันเหนื่อยจริง ๆ
แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อฟัง แต่เธอก็ต้องดูแลอยู่ดี
ถึงแม้สะใภ้คนนี้จะดูไม่ดีนัก แต่โชคดีที่ขยันขันแข็ง ทำกับข้าวเป็ รู้หนังสือ ตอนนี้ดู ๆ แล้วก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด ทำให้ความไม่พอใจในใจของแม่ฮั่วเบาบางลงไปเล็กน้อย
ส่วนพ่อฮั่วในฐานะผู้ชาย เขาไม่ชอบยุ่งเื่ในบ้าน เขาสนใจแต่เื่ใหญ่ ๆ เท่านั้น
“จริงสิ ฉางชิง พรุ่งนี้ลูกจะกลับกองทัพแล้วเหรอ?”
ฮั่วฉางชิงทำงานยุ่งมาก ครั้งนี้ก็ลากลับมาได้ไม่กี่วัน ลูกชายของเขาอายุยังน้อยก็เป็ถึงหัวหน้ากองพันแล้ว หากสร้างผลงานได้อีกสองสามครั้ง คงได้เลื่อนเป็หัวหน้ากองพลในเร็ววันนี้
เขามีความคาดหวังในตัวลูกชายคนนี้มาก ดังนั้นการแต่งงานของลูกชายครั้งนี้ เขาจึงไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอะไรมากนัก มีภรรยาคอยช่วยดูแลบ้าน ลูกชายจะได้ไปฝึกทหารที่กองทัพอย่างสบายใจ
เดิมทีฮั่วฉางชิงตั้งใจจะกลับกองทัพในวันพรุ่งนี้ แต่สายตาของเขากลับเหลือบไปมองจางจิงจิงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดว่า “อีกสามวันผมค่อยกลับก็ได้ ไม่ได้กลับมาตั้งนาน ผมก็อยากไปเยี่ยมคุณปู่กับคุณย่าเหมือนกัน”
ได้ยินแบบนั้นพ่อฮั่วก็พยักหน้า และไม่ได้พูดอะไรต่อ