เมื่อเห็นสีหน้าของแต่ละคนผู้ควบคุมโชคชะตาก็ถอนหายใจบางครั้งต่อให้เห็นอนาคตล่วงหน้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้เทพผู้ควบคุมโชคชะตาอธิบายสั้นๆให้กับเทพคนอื่นๆฟัง
“สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในแผนของท่านผู้นั้นท่านผู้นั้นได้เคยลงไปอยู่ในโลกมนุษย์นานหลายปีทำความคุ้นชินกับนิสัยของเผ่ามนุษย์มาโดยตลอดจึงรู้ว่าเผ่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่คนดีเสมอไปอีกสองเผ่าเองก็เช่นกันแต่ถึงแบบนั้นท่านผู้นั้นก็ยังหลงใหลในการใช้ชีวิตของมนุษย์และอิจฉาเผ่ามนุษย์”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“อะไรเ้ากำลังจะบอกว่าเทพผู้ปกครองสรวง์อิจฉามนุษย์งั้นเหรอ” เทพีร้อยบุผากล่าว
“กล้าดีอย่างไร”เทพธิดาจันทราขมวดคิ้ว
“ข้ารู้ว่าพวกเ้ากังขาแต่ท่านผู้นั้นเป็คนที่อยากเป็อิสระมากที่สุดอยากจะใช้ชีวิตแบบมนุษย์มากกว่าใครเพราะงั้นท่านผู้นั้นถึงได้วางแผนละทิ้งความเป็เทพเพื่อช่วยให้สามเผ่าสามารถฝึกฝนได้และขณะเดียวกันก็หวังว่ายุคแห่งเทพจะจบลงด้วย”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น”เทพวารีกล่าว
“เพราะทัศนคติของเทพอาจจะนำหายนะทำลายล้างโลกมาข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นเห็นอะไรหลังจากที่เดินทางไปยังแม่น้ำกาลเวลาครั้งนั้นรู้แค่ว่าเมื่อกลับมาสีหน้าของท่านผู้นั้นก็ไม่สู้ดีและเริ่มวางแผนนี้ขึ้นมาท่านผู้นั้นรู้ทั้งหมดถึงาที่จะเกิดขึ้นหลังจากท่านผู้นั้นสลายความเป็เทพรวมถึงการตายของข้าด้วย แน่นอนว่าท่านผู้นั้นได้บอกความจริงนี้กับข้าและข้าเองก็เต็มใจที่จะช่วยท่านผู้นั้น”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“แต่ว่าเ้าจะไม่ได้กลับไปเกิดใหม่”เทพดาบกล่าว
“ข้ารู้ถึงอย่างไรพลังของข้าก็เป็ท่านผู้นั้นที่มอบให้ชีวิตนี้ข้าเป็หนี้ท่านผู้นั้นมากเกินไปเพราะงั้นสำหรับข้าก็แค่ต้องคืนสิ่งที่ยืมมาก็เท่านั้น”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“ว่ามาเถอะ้าให้พวกเราทำอะไร”เทพกระบี่กล่าว
“พวกเ้าที่เหลือเพียงแค่ิญญาจงไปจุติเกิดใหม่เป็มนุษย์เถอะเริ่มฝึกฝนใหม่ั้แ่ต้นเมื่อฝึกฝนจนถึงจุดหนึ่งความทรงจำก็จะตื่นขึ้นมาเองถึงตอนนั้นพวกเ้าก็น่าจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเพราะศัตรูเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“เื่จริงเหรอพวกมันลงไปจุติแล้วงั้นเหรอ” ใบหน้าของเทพดาบเปลี่ยนไป
“ถูกต้องพวกนั้นลงไปจุติเมื่อ 5 ปีก่อนเห็นจะได้เพราะงั้นพวกเ้าไม่ควรจะรอช้า”
“แล้วจะเอายังไงกับเด็กคนนี้เขาคือทายาทคนสุดท้ายของผู้ติดตามเ้า” เทพกระบี่อุ้มร่างของเด็กน้อยขึ้นมา
“เป็เด็กที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์มากเรียกได้ว่าเมื่อเกิดมาก็มีความเป็เทพที่สมบูรณ์หากผู้ปกครองสรวง์ยังอยู่เกรงว่าเขาสามารถช่วยให้เด็กคนนี้กลายเป็เทพได้ง่ายๆ”เทพแห่งชีวิตกล่าว
“ความเป็เทพสมบูรณ์”เทพีร้อยบุผากับเทพธิดาจันทราขมวดคิ้ว
“เื่ของเขาข้าได้เตรียมการเอาไว้แล้วเขาเองก็จะไปจุติใหม่เหมือนกับพวกเ้าเพียงแต่จะจุติช้ากว่าพวกเ้า 100 ปี ใน 100ปีให้หลังเขาจะถือกำเนิดอีกครั้งในตระกูลเมิ่งที่อยู่ด้านนอก” เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“ดูเหมือนเ้าจะเตรียมการเอาไว้หมดแล้วสินะ”เทพกระบี่กล่าว
“อืมเพราะงั้นวางใจได้ถึงตอนนั้นพวกเ้าคงจะได้รับความทรงจำกลับมาหมดแล้วเมื่อเจอเด็กคนนี้อีกครั้งก็ทำดีกับเขาหน่อยก็พอ”เทพผู้ควบคุมโชคชะตากล่าว
“แน่นอนพวกเราทั้งรู้สึกผิดและซาบซึ้งใจต่อตระกูลเมิ่งอย่างมากหายนะนี้เป็คนของพวกเขาที่ก่อขึ้นเื่นี้พวกข้าย่อมต้องจัดการด้วยตัวเอง”แววตาของเทพดาบเ็า
“เอาละเวลาของข้าจะหมดลงแล้วข้าจะส่งมอบมรดกสุดท้ายให้กับเด็กคนนี้หลังจากนั้นิญญาของเด็กคนนี้จะเข้าสู่การหลับใหลเพื่อหลอมรวมกับมรดกและจะเกิดใหม่ในอีก100 ปี” เทพผู้ควบคุมโชคชะตายื่นฝ่ามือออกมาถ้ำ์ขนาดเล็กก็พุ่งเข้าหาเด็กน้อยอย่างรวดเร็วผสานเป็หนึ่งเดียวกับิญญาของเด็กน้อยในพริบตา
“อายุขัยของเด็กคนนี้น่าจะเหลือแค่ครึ่งปีจากนั้นิญญาจะเริ่มเข้าสู่การหลับใหล”เทพผู้ควบคุมโชคชะตายิ้มมองร่างของเด็กน้อยในอ้อมแขนของเทพกระบี่ด้วยแววตาเคารพก่อนจะคารวะให้อีกฝ่ายและสลายหายไป
“นี่”เทพกระบี่คิดว่าอีกฝ่ายคารวะให้ตนจึงแปลกใจแต่มีสามคนที่หรี่ตาลงเพราะพวกนางจดจำถ้ำ์ขนาดเล็กนั้นได้กลิ่นอายของถ้ำ์พวกนางจะไม่จดจำได้อย่างไร
พวกนางแต่คนล้วนแต่เป็เทพที่งดงามของสรวง์เป็ที่หมายปองของเหล่าทวยเทพชายจำนวนมากแต่หัวใจของพวกนางมีไว้เพื่อคนเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“จงอย่าได้โทษตัวเองเลยเหตุที่เทพาทรยศไม่ใช่ความผิดของเ้าแต่เป็จิตใจของเทพาเองที่บังเกิดความชั่วร้ายขึ้นมา”เสียงของเทพผู้ควบคุมโชคชะตาดังขึ้นในหัวของเทพธิดาจันทรา
“ข้าเข้าใจแล้ว”เทพธิดาจันซากล่าว
“พวกเ้าไปจุติกันก่อนเถอะข้าจะอยู่เป็เพื่อนของเด็กคนนี้ต่ออีกครึ่งปีเอง”เทพกระบี่กล่าว
“ไม่เ้าและเทพดาบควรจะไปจุติเป็กลุ่มแรก” เทพวารีส่ายหน้า
“ใช่แล้วพวกเ้าคือคนที่แข็งแกร่งและเคยเป็มนุษย์มาก่อนพวกเ้าน่าจะทำเื่นี้ได้ดีควรจะจุติให้เร็วหน่อยอย่าได้ช้าเลย”เทพแห่งชีวิตกล่าว
“ย่อมได้เช่นนั้นข้าฝากเขาเอาไว้ด้วย”เทพกระบี่กล่าว
เทพกระบี่ยื่นเด็กน้อยออกไปกลับมีคนสามคนที่ยื่นมือออกมาเทพกระบี่ขมวดคิ้วมองเทพธิดาทั้งสามคนอย่างเทพแห่งชีวิต เทพีร้อยบุบผาและเทพธิดาจันทรา
“ข้าสามารถดูแลเขาได้ดีกว่าพวกนาง”เทพแห่งชีวิตกล่าว
“เ้าไม่เคยมีลูกเสียหน่อยทำไมถึงมั่นใจแบบนั้น”เทพพีร้อยบุบผากล่าว
แววตาของเทพธิดาจันทราสงบนิ่งไม่กล่าวอะไรพวกเทพกระบี่มองหน้ากันแม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งสามคนมักจะไม่ถูกกันและทะเลาะกันบ่อยครั้งแต่สถานการณ์ตอนนี้กลับต่างออกไป
“ก่อนลงไปจุติข้าขอประกาศว่าเด็กคนนี้จะเป็ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายของพวกเราพวกเ้าเห็นด้วยหรือไม่”เทพกระบี่กล่าวคนอื่นย่อมพยักหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
“เอาละงั้นก่อนลงไปจุติข้าจะมอบสิ่งนี้ไว้ให้เขา”เทพดาบกล่าวพร้อมกับนำดาบเล่มหนึ่งออกมาดาบเล่มนี้คือหนึ่งในดาบแห่งชีวิตของเทพดาบมันกลายเป็ลำแสงผสานเข้ากับิญญาของเด็กน้อยทันที
เด็กน้อยมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าสดใสยิ้มอย่างชอบใจเพราะอ่อนแอมากจึงพูดไม่ได้ขนาดแรงที่จะยืนด้วยตัวเองยังไม่มี
“เช่นนั้นข้าเองก็”เทพกระบี่มอบกระบี่แห่งชีวิตเล่มหนึ่งให้กับเด็กน้อยเช่นกัน
“ถ้างั้นข้าเองก็จะมอบพรเล็กน้อยให้กับเขาด้วย”เทพวารีกล่าว
เทพองค์อื่นๆเองก็มอบพรเล็กน้อยให้กับเด็กน้อยก่อนจะกลายเป็ลำแสงพุ่งออกไปจากผนึกล่วงหล่นลงสู่โลกมนุษย์ทำให้เหลือเพียงสามคนที่ยังอยู่
ทั้งสามคนต่างไม่พูดอะไรแต่ละคนแค่ทำคอยอยู่ข้างๆเด็กน้อยทุกวันยิ่งนานวันพวกนางยิ่งมั่นใจเื่หนึ่งแต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนสุดท้ายเมื่อครบครึ่งปีอายุขัยของเด็กน้อยก็หมดลงร่างของเด็กน้อยหมดสิ้นลมหายใจิญญาถูกเทพแห่งชีวิตประคองเอาไว้
“อีกร้อยปีพวกเราจะต้องได้พบกันอีกแน่ถึงตอนนั้นข้าจะชดใช้ให้กับเ้า”เทพแห่งชีวิตมอบพรหนึ่งข้อให้กับเด็กน้อยและหันไปมองทั้งสองคน
เทพธิดาจันซากลับไม่มอบพรแต่นางกลับทำสัญลักษณ์บางอย่างลงไปที่ิญญาของเด็กน้อยแทนเทพีร้อยบุบผาหันมองไปยังเทพธิดาจันทราอย่างแรงจึงทำตามอีกฝ่ายก่อนที่ิญญาของเด็กน้อยจะผสานเป็หนึ่งเดียวกับถ้ำ์และพุ่งหายไปส่วนเทพทั้งสามคนเองก็กลายเป็ลำแสงลงไปจุติในโลกมนุษย์
หลังจากพวกเทพกระบี่ลงมาจุติก็เปิดการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างแรกตระกูลผู้พิทักษ์หรือจะบอกว่าอดีตมรดกวิชาที่พวกเขาเคยได้รับจากทวยเทพอยู่ๆมรดกก็สลายหายไปกลายเป็ลำแสงพุ่งจากไป
ตระกูลผู้พิทักษ์อื่นๆพากันตื่นตระหนกที่มรดกสำคัญของพวกเขาอยู่ๆก็หายไปเช่นนั้นและข่าวนี้ทำให้ขุมอำนาจมากมายพากันคาดการไปต่างๆนาๆแต่พวกเขาไม่รู้ว่าทวยเทพที่ลงมาจุติได้นำสิ่งที่ควรเป็ของพวกเขากลับไปแล้ว
ร้อยปีต่อมาในแดนมนุษย์ทวีปผูซานหนึ่งในเก้าทวีป ณ แคว้นแห่งหนึ่งที่ห่างไหลแคว้นแห่งนี้มีนามว่าแคว้นสุ่ย เป็หนึ่งในแคว้นระดับกลางในแคว้นสุ่ยมีฮ่องเต้ที่มีความสามารถเพราะในยุคของฮ่องเต้พรองค์นี้ได้นำพาราชวงศ์ทะยานขึ้นมาจากแคว้นขนาดเล็กกลายเป็แคว้นขนาดกลาง
ขณะที่ผู้ที่ทำผลงานช่วยให้ราชวงศ์สุ่ยมาถึงจุดนี้ได้ต้องยกความชอบให้กับตระกูลแม่ทัพอย่างตระกูลเมิ่งหลังจากจบาตระกูลเมิ่งที่มีอำนาจทางทหารอย่างมากก็ได้รับคำชมจากฮ้องเต้อย่างมากถึงขั้นทั้งสองเรียกกันว่าพี่น้องเพียงแต่สถานการณ์นี้ได้เปลี่ยนไปหลังจากฮ่องเต้คนเก่าสิ้นลมและรัชทายาทขึ้นมาแทนที่
ด้วยอำนาจของแม่ทัพเมิ่งทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่หวาดกลัวและคอยจับตาดูตระกูลเมิ่งตลอดตระกูลเมิ่งรู้ดีในเื่นี้จึงเก็บตัวเงียบมาโดยตลอดไม่ได้สร้างผลงานอะไรมากมายแค่ทำหน้าที่ของตนเองก็พอทำให้ฮ่องเต้เริ่มระวังตระกูลเมิ่งน้อยลง
แต่วันนี้เองอยู่ๆโชคชะตาทั่วแคว้นก็สั่นะเืโชคชะตาัต่างพากันส่งเสียงยินดีและจ้องมองไปยังตระกูลเมิ่งไม่เพียงแค่แคว้นสุ่ยแต่ยังทั่วแดนมนุษย์โชคชะตาสั่นะเืขุนเขาสายน้ำสับเปลี่ยนโชคชะตาที่นิ่งสงบเหมือนกับกำลังตื่นเต้นยินดี
ในตระกูลเมิ่งได้มีเด็กน้อยคนหนึ่งลืมตาดูโลกทันทีที่เด็กคนนี้ถือกำเนิดก็ได้รับการยอมรับจากโชคชะตาทั่วโลกทันที แต่สำหรับตระกูลเมิ่งโดยเฉพาะแม่ทัพเมิ่งเื่นี้เป็ความน่ายินดีก็จริงแต่ก็เป็เื่ร้ายด้วยเพราะฮ่องเต้จะต้องรู้เื่นี้แน่และจะต้องมองพวกเขาในแง่ร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย
“ท่านพ่อ”ชายวัยกลางคนหนึ่งแสดงสีหน้ากังวลออกมา
“ไม่ต้องกังวลไม่ว่าอย่างไรพ่อก็จะปกป้องเจี้ยนเฉินเอาไว้ให้ได้ต่อให้ต้องแตกหักกับเมืองหลวงก็ตาม” แม่ทัพเมิ่งกล่าว
“โชคดีที่พวกเราไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงนานแล้วตระกูลเมิ่งที่ย้ายมาอยู่ที่เมืองชิงทำให้สามารถป้องป้องลูกเจี้ยนเฉินได้ง่ายแต่ว่าเหตุใดชะตาัของราชวงศ์สุ่ยถึงได้มองมายังลูกเจี้ยนเฉินด้วยความยินดีแบบนี้”ชายวัยกลางคนกล่าว
“บางคนเกิดมาพร้อมกับโชคชะตาของจักรพรรดิย่อมดึงดูดโชคชะตาัได้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่เื่นี้อย่าให้คนของเราพูดออกไปเด็ดขาดทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นไปซะหากคนของเมืองหลวงมาเพื่อตรวจสอบก็บอกไปว่าไม่มีเื่แบบนั้นเกิดขึ้น” แม่ทัพเมิ่งกล่าว
แม่ทัพเมิ่งมองไปยังทารกที่ถือกำเนิดมีปานที่หน้าอกเป็รูปจันทราและมีปานที่หลังคอเป็รูปบุปผาดูยังไงก็แปลกประหลาดอย่างมากแต่ถึงอย่างไรแม่ทัพเมิ่งที่เ็าก็ยังยิ้มอบอุ่นอุ้มเด็กทารกขึ้นมาด้วยสีหน้ามีความสุขแถมนาม เมิ่งเจี้ยนเฉินแม่ทัพเมิ่งก็ตั้งขึ้นมาด้วยตัวเอง