พลินขับรถผ่านชายคนหนึ่งที่นอนคว่ำอยู่ริมถนนโดยไม่เหยียบเบรก
มือของเขากำพวงมาลัยแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีด กระบะเก่าสั่นไปตามรอยแตกของถนนสายรองที่มุ่งหน้าเข้าบ้านหนองไพร ฝุ่นสีเทาลอยเป็ม่านอยู่หน้ากระจก ไอร้อนจากพื้นยางมะตอยทำให้ทุกอย่างข้างทางสั่นพร่าเหมือนภาพในเตาเผา
ชายคนนั้นยังขยับอยู่ ไม่ได้ตาย
พลินเห็นไหล่ผอม ๆ กระตุกหนึ่งครั้ง เห็นมือที่ยื่นออกมาข้างตัวเหมือนพยายามคว้าอะไรบางอย่างในอากาศ ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร มีขวดน้ำพลาสติกเปล่ากลิ้งอยู่ใต้เงาเสาไฟ ไม่มีใครเก็บ ไม่มีใครหยิบ ไม่มีใครหยุด
เขาก็ไม่หยุด
รถกระบะบรรทุกของเต็มท้ายจนแหนบล้า ถังน้ำเปล่าสองใบ เชือกไนลอน มุ้งลวดม้วนหนึ่ง มีดพร้าเก่า ถุงถ่าน กระปุกเกลือ ข้าวสารห้ากิโลที่เขาซื้อมาในราคาที่ไม่ควรมีใครต้องจ่าย และเมล็ดพันธุ์ผักซองเล็ก ๆ ที่เขาเก็บจากร้านเกษตรก่อนประตูเหล็กจะถูกดึงลงต่อหน้า
ทั้งหมดนั้นไม่มากพอสำหรับโลกที่กำลังพัง
แต่ถ้าเขาไปถึงฟาร์มพิรุณไพรก่อนค่ำ มันอาจมากพอสำหรับแม่พิมหนึ่งคืน
ตลาดข้างทางเหลือแต่แผงไม้กับป้ายราคาที่เขียนใหม่ทับของเดิมด้วยสีแดง กระสอบข้าวสิบกิโลถูกวางเรียงอยู่หน้าร้านโชห่วยที่เคยขายขนมเด็ก ตอนนี้มีชายสามคนยืนคุมอยู่พร้อมท่อนไม้ในมือ ป้ายกระดาษลังแขวนไว้กับตะปูเบี้ยว ๆ
ข้าวหอม 10 กิโล 4,800 บาท
น้ำดื่ม 1 ขวด แลกน้ำมันครึ่งลิตร
ไม่รับโอน
พลินมองป้ายแค่เสี้ยววินาทีแล้วหักพวงมาลัยหลบรถจักรยานยนต์ที่ล้มขวางเลน คนสองคนกำลังลากถุงข้าวออกจากท้ายรถเก๋งที่กระจกหลังแตก เด็กคนหนึ่งนั่งอยู่บนฟุตปาธ กอดหม้อหุงข้าวไฟฟ้าไว้แน่นเหมือนมันยังมีความหมาย
เสียงะโดังไล่หลัง แต่เขาไม่หันกลับไปดู
โทรศัพท์บนเบาะข้างคนขับไม่มีสัญญาณั้แ่ผ่านตัวอำเภอ ข้อความสุดท้ายจากแม่พิมค้างอยู่บนหน้าจอ
กลับมาเมื่อไหร่ก็มา แม่ทำแกงไว้
ข้อความนั้นส่งมาตอนเช้า ก่อนข่าวน้ำประปาปนเปื้อน ก่อนโรงพยาบาลอำเภอปิดรับคนไข้ ก่อนเสียงประกาศจากรถกระจายข่าวบอกให้ทุกบ้านประหยัดน้ำและอย่าออกจากพื้นที่ถ้าไม่จำเป็
แม่พิมไม่เคยพิมพ์คำว่า กลัว
นั่นทำให้พลินเหยียบคันเร่งลึกกว่าเดิม
ถนนเข้าเขตบ้านหนองไพรเงียบกว่าที่ควรจะเป็ในเวลาบ่ายแก่ ๆ ปกติ่นี้จะมีรถอีแต๋นขนหญ้า มีเด็กนักเรียนปั่นจักรยานกลับบ้าน มีเสียงหมาตามรั้ว แต่วันนี้มีเพียงฝุ่น เสาไฟที่ดับไปครึ่งแถว และควันที่ลอยขึ้นจากทิศตลาดเก่า
เขาลดความเร็วเมื่อผ่านป้ายหมู่บ้าน รอยล้อรถหลายเส้นทับกันตรงทางแยก บางเส้นลึกและสด บางเส้นแห้งแตกบนดินแข็ง พลินมองมันตามนิสัยเดิม รอยยางกว้างของรถกระบะสองคัน รถมอเตอร์ไซค์สามหรือสี่คัน รอยเท้าคนเดินกระจายไปทางศาลากลางหมู่บ้าน และรอยลากยาวเหมือนมีใครขนของหนักผ่านไป
ไม่ใช่การอพยพเป็ระเบียบ
เป็การหนีแบบใครได้อะไรก็เอาไป
เขาเลี้ยวเข้าถนนดินแคบที่ไปฟาร์มพิรุณไพร สองข้างทางเป็นาเก่าที่เหลือแต่ตอซังสั้น ๆ ดินแตกระแหงเป็แผ่น ร่องน้ำข้างทางแห้งจนเห็นก้นสีดำ ขวดพลาสติก ถุงปุ๋ย และรองเท้าแตะข้างเดียวติดอยู่ในโคลนที่แข็งเป็เปลือก
ฟาร์มของชาวบ้านหลังแรกปิดประตูเงียบ มุ้งลวดขาดปลิวอยู่กับลม อีกหลังหนึ่งมีกรงไก่เปิดทิ้งไว้ ไม่มีเสียงไก่สักตัว
พลินชะลอรถอีกครั้ง
เขารู้จักบ้านพวกนี้ รู้จักเ้าของ รู้ว่าใครเคยปลูกพริกดี ใครเคยให้แม่พิมยืมหม้อใหญ่วันงานบุญ แต่วันนี้เขาไม่ได้ลงไปเคาะประตู
ถ้าแม่ยังอยู่ เขาต้องไปถึงแม่ก่อน
ถ้าแม่ไม่อยู่...
พลินหยุดความคิดนั้นด้วยการกดแตรสั้น ๆ หนึ่งครั้งก่อนถึงโค้งสุดท้าย เสียงแตรแหบแตกหายเข้าไปในแนวไม้หลังฟาร์ม ไม่มีเสียงตอบกลับ
ป้ายไม้หน้าทางเข้าฟาร์มพิรุณไพรยังอยู่ ตัวอักษรสีเขียวซีดลงจากแดด ฝุ่นจับจนอ่านแทบไม่ออก รั้วไม้ไผ่ด้านหน้าล้มไปสองท่อน ประตูเหล็กเก่าถูกคล้องโซ่ไว้หลวม ๆ แบบคนปิดรีบและไม่อยากให้ดูเหมือนล็อก
พลินจอดรถก่อนถึงประตู
เขาไม่ดับเครื่องทันที
ดวงตากวาดผ่านพื้นดินหน้ารั้ว รอยเท้าคนสองชุดเข้าออก รอยรองเท้าแตะของแม่พิมกับรอยรองเท้าผ้าใบเก่าที่น่าจะเป็ของเพื่อนบ้าน รอยเท้าหนัก ๆ ของผู้ชายไม่มี เขามองกิ่งมะขามริมทาง ไม่มีรอยหักสด มองกองใบไม้ข้างรั้ว ไม่มีรอยลากของหนัก มองแนวป่าหลังบ้านที่ยืนดำอยู่ไกล ๆ ลมไม่แรง แต่ใบไผ่ไหวเป็่เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ในความเงียบ
เขาดับเครื่อง
ความเงียบเข้ามาแทนเสียงรถทันที หนักจนได้ยินเสียงเืเต้นในหู
พลินหยิบมีดพร้าจากใต้เบาะ ถือไว้ต่ำข้างขา ไม่ชู ไม่ซ่อน แล้วผลักประตูเหล็กเข้าไป
"แม่"
เสียงของเขาแห้งกว่าที่คิด
บ้านไม้ชั้นเดียวกลางฟาร์มยังอยู่ หลังคาสังกะสีมีรอยสนิมเป็ดวง ๆ โอ่งน้ำหน้าบ้านถูกปิดฝาไว้สามใบ แคร่ไม้ใต้ต้นมะม่วงว่างเปล่า ผ้าขาวม้าผืนหนึ่งตากอยู่บนราว แต่แห้งแข็งจนปลายผ้าไม่ไหวตามลม
พลินเดินผ่านแปลงผักเก่าที่เหลือแต่ค้างถั่วล้ม ๆ ดินขอบแปลงแตกเป็ร่องลึก เขานั่งยองลง ใช้นิ้วแตะดินชั้นบน มันร้อนและแข็งเหมือนกระเบื้องเผา
แล้วประตูบ้านก็เปิดออก
แม่พิมยืนอยู่ตรงนั้น ผมสีดอกเลารวบต่ำ เสื้อคอกระเช้าเก่าเปื้อนแป้งข้าวนิดหนึ่ง มือข้างหนึ่งจับขอบประตู อีกข้างถือขันสังกะสีไว้แน่น
"มาก่อนค่ำจริงด้วย" เธอพูด
พลินมองเธอั้แ่หัวจรดเท้า ไม่มีเื ไม่มีรอยช้ำ แต่แก้มตอบลงมากกว่าที่ควร และตาของแม่ไม่เหมือนคนที่เพิ่งทำแกงรอลูก มันแดงนิด ๆ จากการอดนอนหรือควัน เขาไม่ถามทันที
"มีใครมาไหม"
แม่พิมเหลือบมองมีดพร้าในมือเขา แล้วมองผ่านไหล่เขาไปที่ถนน
"ตอนเช้ามีป้าสำรวยมาขอน้ำ แม่ให้ไปขันหนึ่ง"
"แล้วหลังจากนั้น"
"ไม่มีใครกล้ามาแล้ว" เธอตอบเบา ๆ "เขาไปทางศาลากันหมด"
พลินพยักหน้า ขยับมีดพร้าไปเสียบไว้กับเสาบ้านแทนการถือในมือ แม่พิมเห็น แต่ไม่พูด
"น้ำเหลือเท่าไหร่"
"โอ่งหน้าบ้านสองใบไม่เต็ม บ่อขุ่นั้แ่เมื่อคืน" แม่พิมยกขันขึ้นนิดหนึ่ง "แม่ต้มไว้ให้แล้ว แก้วหนึ่ง"
คำว่าแก้วหนึ่งทำให้พลินนิ่งไปชั่วครู่
เขาอยากถามว่าทำไมไม่ดื่มเอง อยากบอกว่าไม่ต้องเก็บไว้ให้ แต่เขารู้ว่าถ้าพูด แม่จะยิ้มแบบที่ทำให้เขาตอบอะไรไม่ได้
"ผมดูก่อน"
บ่อน้ำเก่าอยู่ด้านข้างบ้าน ใกล้ต้นมะยมที่ใบร่วงเกือบหมด ขอบปูนมีรอยแตกร้าวยาวลงไปถึงพื้น รอกเหล็กสนิมกินจนสีน้ำตาลเข้ม เชือกป่านถูกมัดซ้ำหลายปมเหมือนผ่านมือคนใช้มาแล้วทั้งวัน
พลินวางมีดพร้าไว้บนขอบบ่อ ดึงถังสังกะสีขึ้นมาดู ก้นถังมีคราบดินติดเป็วง น้ำที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งขัน สีขุ่นจนมองไม่เห็นก้น
"เมื่อวานยังใสกว่านี้" แม่พิมยืนอยู่ข้างหลังเขา "พอคนเริ่มสูบจากบ่อกลางหมู่บ้าน น้ำก็เหม็น แม่เลยหยุดใช้"
พลินปล่อยถังลงไป
เชือกเสียดสีกับขอบปูน เสียงแห้ง ๆ ดังครืดคราดในลานบ้าน ถังตกลงไปลึกกว่าที่เขาคาด เขานับในใจตามจังหวะเชือกที่ไหลผ่านมือ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
ถังแตะผิวน้ำเบากว่าปกติ
ยังมีน้ำ
ไม่มาก แต่มี
เขากดเชือกให้ถังจม เอียงข้อมือช้า ๆ แล้วดึงขึ้น กลิ่นดินลึกกับสนิมเก่าลอยขึ้นมาก่อนน้ำจะพ้นปากบ่อ น้ำในถังขุ่นเป็สีน้ำชา มีเศษใบไม้เล็ก ๆ ลอยอยู่ แต่เมื่อเขาเอาหลังนิ้วแตะข้างถัง ความเย็นยังอยู่
น้ำไม่ตาย
พลินยกถังให้แสงส่องผ่าน มองตะกอนที่หมุนอยู่ช้า ๆ แล้วหันไปทางแปลงนาเล็กด้านหลังบ้าน
"กรองได้ไหม" แม่พิมถาม
"ได้" เขาตอบ "ต้องพักตะกอนก่อน แล้วกรองถ่าน ต้มอีกที"
"ถ่านเหลือครึ่งกระสอบ"
"ผมเอามาเพิ่ม"
แม่พิมพยักหน้าเหมือนนับอะไรในใจ ขันในมือเธอหยุดสั่นนิดหนึ่ง
พลินเดินไปที่แปลงนา แดดบ่ายเฉียงต่ำลงจนเงาคันนาทอดยาว ดินด้านนอกแตกเป็แผ่นแข็ง แต่มุมในสุดใกล้แนวต้นกล้วยยังมีสีเข้มกว่า เขานั่งยอง ใช้ปลายนิ้วแงะดินชั้นบนออก ชั้นล่างไม่ถึงกับชุ่ม แต่มันเย็น
เขากำดินไว้ในมือ
ดินยังจับตัวเป็ก้อน ไม่ร่วนเป็ผง
ฟาร์มนี้ยังไม่ตาย
ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้เขาโล่งใจ แต่มันทำให้สิ่งที่ต้องทำชัดขึ้น น้ำต้องถูกเก็บ ดินต้องได้ร่มและปุ๋ย ทางเข้าต้องมีกติกา เส้นรอบฟาร์มต้องรู้ว่ามีใครเดินเข้ามาก่อนคนถึงบ่อ
เขามองแนวป่าหลังฟาร์ม
สมัยยังเป็เ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เขาเคยอ่านรอยเท้าหมูป่าในดินเปียก เคยรู้ว่าคนลักลอบตัดไม้เพิ่งผ่านไปกี่ชั่วโมงจากกิ่งไม้ที่หัก เคยยืนกลางป่าที่ถูกเผาแล้วคิดว่าตัวเองมาช้าเกินไป
คราวนี้เขากลับมาก่อนที่ทุกอย่างจะไหม้หมด
"พลิน"
เสียงแม่พิมเรียกจากบ้าน
เมื่อเขาเข้าไปในครัว กลิ่นแกงจืดจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ โต๊ะไม้ตัวเล็กถูกเช็ดจนสะอาด มีจานข้าววางอยู่สองจาน ข้าวในแต่ละจานน้อยกว่าครึ่งถ้วย ไข่ต้มหนึ่งฟองถูกผ่าครึ่งวางคนละซีก ถ้วยแกงมีผักตำลึงลอยอยู่ไม่กี่ใบ
ไม่มีจานที่สาม
ไม่มีคำอธิบาย
พลินนั่งลงตรงข้ามแม่พิม เธอเลื่อนแก้วน้ำต้มเย็นมาให้ เขามองน้ำใสครึ่งแก้ว แล้วเลื่อนกลับไปตรงกลางโต๊ะ
"แบ่งกัน"
แม่พิมมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง
"ลูกขับรถมาไกล"
"แม่อยู่ที่นี่คนเดียวทั้งวัน"
เธอถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่ถอนใจยอมแพ้ เป็เสียงของคนที่รู้ว่าลูกชายกลับมาแล้ว และการเถียงเื่น้ำครึ่งแก้วอาจเปลืองแรงเกินไป
ทั้งคู่กินข้าวเงียบ ๆ
เสียงช้อนกระทบจานดังชัดเกินจริงในบ้านที่เคยมีเสียงวิทยุ เสียงไก่ และเสียงแม่บ่นเื่ผักบุ้งโตช้า พลินเคี้ยวข้าวช้า ๆ รสของข้าวเก่าแห้งติดลิ้น ไข่ครึ่งซีกมีค่าเกินกว่าจะกินรวดเดียว เขาตักแกงแค่พอให้ข้าวเปียก ไม่ปล่อยน้ำแกงเหลือในช้อน
แม่พิมกินน้อยกว่าเขา
เขาเห็น แต่ไม่พูด
"ในรถมีข้าวสารห้ากิโล เกลือ ถ่าน เมล็ดผัก ถังน้ำสองใบ" พลินพูดหลังกลืนคำสุดท้าย "น้ำมันเหลือไม่ถึงครึ่งถัง ถ้าจะไปต่อ ต้องไปคืนนี้"
แม่พิมวางช้อน
"แล้วลูกจะไปไหม"
คำถามนั้นเบากว่าเสียงลมลอดฝาบ้าน แต่หนักพอให้พลินเงยหน้ามอง
เขานึกถึงถนน นึกถึงชายริมทาง นึกถึงป้ายราคาข้าว นึกถึงรอยล้อรถหน้าหมู่บ้าน และนึกถึงดินเย็นในกำมือเมื่อครู่
ถ้าเขาพาแม่หนีตอนนี้ พวกเขาอาจรอดได้อีกสองสามวัน อาจหาที่พักในเมืองที่ยังไม่แตก อาจแลกข้าวกับน้ำมันจนหมด แล้วไปต่อไม่ได้อยู่ดี
ถ้าอยู่ที่นี่ พวกเขามีน้ำขุ่น บ่อเก่า ดินที่ยังไม่ตาย แนวป่า และบ้านที่แม่พิมยังตั้งจานไว้รอเขา
ไม่ใช่ความปลอดภัย
แต่เป็จุดเริ่ม
"ไม่ไปครับ"
แม่พิมไม่ได้ยิ้มทันที เธอมองเขาเหมือนตรวจว่าคำตอบนั้นออกมาจากความดื้อหรือจากการคิดแล้ว
"แน่ใจนะ"
"ยังไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น" พลินตอบตรง ๆ "แต่ถ้าเราจะรอด ต้องเริ่มจากที่มีน้ำ มีดิน และรู้ว่ารอบบ้านมีอะไร"
แม่พิมก้มมองจานเปล่าของตัวเอง แล้วพยักหน้า
"งั้นแม่จะล้างจานด้วยน้ำถ้วยเดียว"
พลินเกือบยิ้ม แต่เสียงเครื่องยนต์ไกล ๆ จากถนนใหญ่ทำให้เขาหยุดฟัง
เสียงนั้นผ่านไป ไม่เลี้ยวเข้าฟาร์ม
หลังเก็บจาน เขากลับไปที่รถ ยกถังน้ำสองใบลงจากท้ายกระบะ ถังพลาสติกสีฟ้าถูกแดดเผาจนซีด แต่ยังไม่มีรอยรั่ว เขาวางมันไว้ข้างบ่อ ขยับปากถังให้หันเข้าหาบ้าน แล้วดึงเชือกไนลอนกับผ้าใบเก่าออกมาวางต่อกัน
แม่พิมยืนดูจากชานบ้าน
"จะทำคืนนี้เลยหรือ"
"อย่างน้อยต้องพักน้ำไว้ก่อน" เขาตอบ "พรุ่งนี้เช้าค่อยทำที่กรอง ถ้าฝนมา เราต้องมีที่รับ"
"ฝนจะมาไหม"
พลินเงยหน้ามองฟ้า เมฆบางเกินไป ลมร้อนเกินไป แต่ข้างแนวป่ามีกลิ่นชื้นจาง ๆ แทรกอยู่ในอากาศ เหมือนดินลึกกำลังหายใจช้า ๆ ใต้ผิวแตกระแหง
"ไม่รู้ครับ" เขาพูด "แต่ถ้ามาแล้วเราไม่มีถัง ก็เท่ากับเสียเปล่า"
แม่พิมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินลงมาจากชานบ้าน
"พ่อแกเคยซ่อนถังสังกะสีไว้อีกใบในยุ้งข้าวเก่า" เธอบอก "ไม่รู้ยังใช้ได้ไหม"
พลินหันไปมองท้ายฟาร์ม
ยุ้งข้าวเก่าอยู่ใกล้แนวป่าหลังบ้าน ห่างจากบ่อน้ำพอสมควร ตัวอาคารยกพื้นเตี้ย ไม้ฝาเก่าจนสีเทา หลังคาสังกะสีแอ่นลงด้านหนึ่ง ั้แ่พ่อเสีย แม่พิมใช้เก็บของน้อยลงทุกปี ส่วนใหญ่เป็กระสอบป่าน ขวดแก้วเก่า เครื่องมือพัง และความทรงจำที่ไม่มีใครอยากรื้อ
"ผมไปดูเอง"
"เอาไฟฉายไป"
"ยังไม่มืด"
"เอาไป"
พลินไม่เถียง เขารับไฟฉายจากมือแม่พิม เช็กถ่าน กดเปิด แสงเหลืองอ่อนติดขึ้นแล้วดับไป เขาตบด้ามไฟฉายสองครั้ง แสงกลับมา แต่ริบหรี่
"ใช้ได้อีกไม่นาน" เขาว่า
"ก็เหมือนหลายอย่างตอนนี้" แม่พิมตอบ
เขาเสียบไฟฉายไว้ที่กระเป๋ากางเกง หยิบมีดพร้าขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเดินไปตามคันดินด้านหลังบ้าน
แปลงผักเร็วในอนาคตยังเป็เพียงดินแข็งกับค้างไม้ล้ม คอกไก่ด้านซ้ายมีไก่เหลือสองตัวจริง ๆ มันเกาะคานไม้เงียบผิดปกติ ไม่คุ้ยเขี่ย ไม่ร้อง แค่หันตามเขาเหมือนรู้ว่าความเงียบข้างนอกไม่ใช่ความปลอดภัย
พลินหยุดที่รั้วคอก มองมูลไก่แห้งบนพื้น มองเศษฟางที่ยังใช้รองก้นถังหมักได้
ไม่มีอะไรควรถูกมองว่าไร้ค่าอีกแล้ว
เขาเดินต่อ
ใกล้ยุ้งข้าว อากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่เย็นขึ้น แต่หนาแน่นขึ้น กลิ่นข้าวเก่า กลิ่นไม้ชื้น และกลิ่นดินหลังฝนลอยออกมาทั้งที่ฝนไม่ได้ตกมาหลายวัน
พลินหยุดหน้าบันไดไม้สามขั้น
พื้นดินใต้ยุ้งไม่มีรอยเท้าสด มีแต่รอยใบไม้แห้งที่ลมพัดมากอง เขานั่งยอง แตะดินด้วยหลังนิ้ว
อุ่น
ไม่ใช่อุ่นจากแดด เพราะใต้ยุ้งอยู่ในร่ม และแดดบ่ายส่องไม่ถึงตรงนี้
เขาเงยหน้ามองแนวป่าหลังฟาร์ม ใบไม้ไหวเบามาก ทั้งที่ลมแทบไม่มี เสียงจักจั่นที่ร้องมาตลอดทางเงียบลงพร้อมกันราวกับมีใครยกมือสั่ง
พลินดึงมีดพร้าออกจากฝักช้า ๆ
"มีใครอยู่ไหม"
ไม่มีเสียงตอบ
เขาก้าวขึ้นบันได ขั้นแรกครางแ่ ขั้นที่สองยุบลงนิดหนึ่งแต่ยังรับน้ำหนักได้ เขาผลักประตูยุ้ง ขอบไม้ฝืดจนต้องออกแรง กลิ่นข้าวเก่าพุ่งออกมาปะทะหน้า ผสมกับกลิ่นดินอุ่นที่ชัดขึ้นจนแทบเหมือนกลิ่นควันอ่อน ๆ
แสงจากช่องฝาส่องเข้ามาเป็เส้นบาง ๆ ฝุ่นลอยอยู่ในอากาศ กระสอบป่านกองอยู่มุมหนึ่ง ไหดินเผาแตกครึ่งใบ เครื่องสูบน้ำเก่าที่พ่อเคยซ่อมไม่เสร็จวางตะแคงอยู่ใกล้ผนัง
พลินกดไฟฉาย
แสงเหลืองสั่นไปบนพื้นไม้
แล้วเขาเห็นมัน
ระหว่างแผ่นไม้กลางยุ้ง มีรอยแตกยาวเท่านิ้วมือ แสงสีทองจาง ๆ ซึมขึ้นมาจากใต้พื้น เหมือนมีใครฝังถ่านไฟไว้ในดินข้างล่าง แต่แสงนั้นไม่แดง ไม่ร้อน ไม่เต้นแบบไฟ
มันหายใจ
สว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพลินก้าวเข้าใกล้
เขาหยุดห่างจากรอยแตกเพียงสองก้าว มือที่ถือมีดพร้าลดต่ำลงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นดินอุ่นลอยขึ้นมาชัดจนเขานึกถึงแปลงนาหลังฝนแรกในวัยเด็ก วันที่พ่อจับมือเขากดเมล็ดข้าวลงในโคลน และแม่พิมยืนหัวเราะอยู่ตรงคันนา
ไฟฉายในมือดับวูบ
ยุ้งข้าวควรมืด
แต่พื้นตรงหน้าเขากลับสว่างขึ้นอีกนิด
พลินคุกเข่าลงช้า ๆ วางฝ่ามือใกล้รอยแตกโดยยังไม่แตะมัน
ใต้พื้นไม้ มีบางสิ่งกำลังรออยู่
และมันรู้ว่าเขากลับมาแล้ว