ถึงแม้ตอนแรกตู้โซ่วโซ่วจะหยอกล้อเล่น ๆว่า เข้ามาแล้วอาจจะเจอฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเกา คนที่ทุกคนต่างก็ตามล่ากันอย่างบ้าคลั่งแต่ทันทีที่เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินออกมาพร้อมความดุร้ายในแววตา ตู้โซ่วโซ่วก็ตกใจจนแทบบ้า
“นางมารร้ายมาจากไหนกันเนี่ย!”เขาตะโกนเสียงดัง
“พวกมาทีหลังที่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัว!”
ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าเดินออกมาราวกับนางออกมาพร้อมหมอกครึ้มที่ปกคลุมไปทั่ว ดวงตาอันลึกลับและดุร้ายมองมาทางอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วทันใดนั้น เหมือนลมฝนที่กำลังโหมกระหน่ำซัดเข้ามาทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยความโมโห“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลเกาใช้เวลานานเท่าไหร่เพื่อเตรียมสิ่งนี้? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องมีคนเสียสละเลือดเนื้อเพื่อมันมากเท่าไหร่?พวกเจ้ารู้หรือไม่ หากเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน?!”
อันเจิงมองไปยังใบหน้าที่ดุร้ายของหญิงชราตรงหน้า และสิ่งเดียวที่เขาทำก็คือถ่มน้ำลายลงพื้น
“หากข้าเดาไม่ผิดละก็ต่อให้คนในตระกูลเกาต้องตายก็คงไม่มีทางสงบสุขสินะ”
อันเจิงกวาดสายตามองไปยังเสาที่อยู่รอบ ๆ“มีบุตรหลานเจ้ากี่คนที่ถูกแขวนอยู่ในนี้”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยความโมโห“เจ้าจะไปรู้อะไร? เจ้าเพิ่งเคยเห็นใต้หล้านี้นานเท่าไหร่? เจ้าเคยเห็นโลกภายนอกมากแค่ไหน?เพื่อวงศ์ตระกูล การเสียสละชีวิตหนึ่งก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร?”
อันเจิงยักไหล่ “แล้วทำไมเจ้าไม่ตายเสียเองล่ะ?”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าดูเย็นยะเยือกมากขึ้นทันที“ข้าตาย? หากข้าตายไปจริง ๆอย่างนั้นตระกูลที่ยิ่งใหญ่นี้จะอยู่อย่างไร? หากข้าตายไปใครจะมาสืบทอดแผนการทั้งหมดนี้ต่อ? หากข้าตายไปจริง ๆตระกูลเกาคงจบสิ้นไปนานแล้ว!”
อันเจิงส่ายหน้า “นั่นเป็นเรื่องของตระกูลเกาหากคนในตระกูลเกาตายจนหมดข้าถึงจะพอใจ ถึงแม้การพูดแบบนี้จะดูไม่ดีนักในเมื่อหลุมศพก็มีแต่คนชั่วที่สมควรตาย แต่ถึงกระนั้น บางคนก็มีจิตใจดีงามทว่าต้องทำเรื่องชั่วเพราะเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นักหรอก”
“เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าความชั่ว?”
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ“พวกเจ้าไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น!”
“ก็ไม่คิดอยากเข้าใจอยู่แล้วตอนนี้ข้าเพียงแค่อยากฆ่าเจ้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเขม่นหน้าอันเจิงพร้อมพูด“อาศัยพวกเจ้าเพียงสองคนน่ะรึ? ตระกูลเกาของข้ามีอำนาจมานานหลายร้อยปี...ตอนที่บรรพบุรุษยังอยู่ข้าก็มีชีวิตอยู่แล้ว ข้าเห็นตระกูลเกาช่วยก่อตั้งแคว้นเยี่ยนนี้กับตามีเรื่องอะไรที่ข้ายังไม่เคยเจออีก? พวกเจ้าทั้งสองคนไม่มีชื่อเสียงและยังไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไรแต่ยังคิดจะฆ่าข้า?”
อันเจิงยังมีกะจิตกะใจเดินไปด้านข้างจากนั้นก็หาก้อนหินที่สะอาดแล้วนั่งลง เมื่อนั่งลงแล้วจึงพูดขึ้น“อย่ามาใช้อำนาจขู่ข้านักเลย หากข้าเดาไม่ผิดละก็ความจริงตระกูลเกาก็มีแค่เปลือกเท่านั้นแหละ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือเขียนเสือให้วัวกลัว? เพียงแค่สร้างเรื่องขึ้นมาแล้วทำให้คนอื่นรู้สึกหวาดกลัวแต่ความจริงมันไม่มีอะไรเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก“อย่างนั้นเจ้าก็ลองดู”
อันเจิงชี้ไปยังฮูหยินผู้เฒ่า “เจ้าอ้วนจัดการนาง!”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “หา?”
อันเจิงยักไหล่ “อัดนาง”
ตู้โซ่วโซ่วขานรับจากนั้นก็ถือง้าวจี้พุ่งเข้าไป
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดทันที นางยื่นมือไปด้านหน้า“ฆ่าพวกมันซะ!”
ตู้โซ่วโซ่วระวังตัวขึ้นตามสัญชาตญาณแต่หลังจากนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็หายไปในพริบตา
ตู้โซ่วโซ่วหันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่ง ในแววตาประกายความสับสน“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
อันเจิงยิ้มพลางลุกขึ้น“ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้ว นางก็แค่เขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้นหากตระกูลเกายังมีอำนาจพลิกสถานการณ์จริง ๆ ละก็ พวกเขาคงไม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้หรอกนางก็แค่เห็นเจ้าทำลายศพพวกนั้นแล้วปวดใจ ฉะนั้นจึงอยากออกมาข่มขวัญเท่านั้นแหละ”
“เจ้าแน่ใจรึ? นั่นเป็นถึงหญิงที่อาศัยบนโลกใบนี้มานานกว่าร้อยปีแล้วนะ”
หึ! อันเจิงเปล่งเสียงออกมา“เพียงเพราะแค่นางแก่...จะกลัวนางทำไม!”
อันเจิงเรียกกระดิ่งแก้วออกมา จากนั้นกดกระดิ่งแก้วในมือลงด้านล่าง“ไสหัวออกมาซะ!”
กระดิ่งแก้วถูกเขากดลงไปกับพื้นทันใดนั้น กระดิ่งแก้วก็ขยายขนาดขึ้นทันที เพียงชั่วพริบตากระดิ่งแก้วก็ใหญ่ขึ้นจนสูงสี่ถึงห้าเมตรแล้ว มันทำลายพื้นดินด้านในจนแตกสลายจากนั้นเสาที่แขวนศพก็ล้มลงตาม ๆ กัน ศพเหล่านั้นถูกเสาทับไว้จึงคำรามออกมาด้วยความโมโห
“ฆ่าพวกมันทั้งหมด” อันเจิงตะโกนจากนั้นก็ยื่นมือตบลงที่กระดิ่งแก้ว
ติง!
เสียงดังกึกก้องไปทั่ว ภายในรัศมีหลายสิบเมตรเกิดคลื่นลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งจากนั้นเสาหินก็ถล่มลง ภายใต้คลื่นพลังที่โหมกระหน่ำ พื้นดินราวกับถูกพายุลูกใหญ่บดขยี้จากนั้นพื้นดินรอบด้านก็เริ่มสั่นไหว ราวกับสามารถถล่มลงได้ตลอดเวลา
หลังจากอันเจิงตะโกนเรียกตู้โซ่วโซ่วแล้วเขาก็ยื่นมือยกกระดิ่งแก้วขึ้น ทันใดนั้น ด้านล่างก็กลายเป็นหลุมสีดำขนาดใหญ่แล้วอันเจิงก็กระโดดลงไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลย
ตู้โซ่วโซ่วอยากบอกให้รอตนด้วยทว่าอันเจิงก็ไม่รอแล้ว เขามองไปยังรอบด้านและรู้สึกขยะแขยง ขณะนี้เป็นเวลาที่ง้าวจี้ควรออกโรง
อันเจิงพุ่งลงไปตามทางลับด้านล่างหลังจากพุ่งออกไปได้หลายสิบเมตร เขาก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวังนางยืนอยู่ตรงกลางของหลุมลับ มือของนางจับเก้าอี้ตัวใหญ่ที่วางอยู่กลางห้องเพื่อประคองตัวในแววตาประกายความดุร้ายออกมา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอันเจิงตามเข้ามา ใบหน้าก็แสดงถึงความหวาดกลัว“หากเจ้ายังเดินเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าก็จะตายไปพร้อมเจ้า”
อันเจิงขานรับ “ข้าเชื่อสิ่งที่เจ้าพูดที่เจ้าพุ่งออกไปเมื่อครู่ต้องไม่ใช่ความวู่วามอย่างแน่นอนด้วยประสบการณ์ที่เจ้ามีมาเป็นร้อยปี เป็นไปได้อย่างไรที่จะวู่วาม? เจ้าต้องคิดไม่ถึงว่าจะมีคนตามลงมาได้ฉะนั้นสิ่งแรกที่เจ้าอยากทำก็คือจัดการพวกข้า เพราะหากพวกข้ายังมีชีวิตอยู่ต่อเจ้าก็อาจซ่อนตัวในนี้ไม่ได้อีกแล้ว ฉะนั้นเจ้าจึงอยากให้พวกข้าตามลงมาและนี่ก็คือไม้ตายที่เจ้าจะใช้ใช่หรือไม่?”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พูดไม่จา ทว่ามีเพียงแววตาเท่านั้นที่ประกายความดุร้าย
อันเจิงพูดต่อ“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าพวกข้าไม่เข้าใจอะไรเลย? จะเข้าใจมากมายไปทำไมกัน รู้เพียงคำว่าเมตตาก็พอแล้วแต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าพูดผิดไป พวกเจ้าต่างหากที่ไม่เข้าใจอะไรเลย...เจ้าอาจไม่เชื่อว่าข้าเคยเจอความชั่วร้ายมามากกว่าเจ้าหลายเท่าและเพราะแบบนี้ ข้าจึงรู้ว่าควรรับมือกับคนอย่างพวกเจ้าอย่างไร”
เขายกมือขึ้น จากนั้นกระดิ่งแก้วก็ลอยออกไปอย่างกะทันหันแล้วหายไปในชั่วพริบตา
ที่ชั้นด้านบน จู่ ๆ ตู้โซ่วโซ่วที่เพิ่งฆ่าศพเหล่านั้นตายก็รู้สึกมองอะไรไม่เห็นเพราะกระดิ่งแก้วขยายขนาดแล้วลอยเข้ามาครอบตัวเขาไว้แล้ว
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ปีศาจร้ายตอนนี้คือเรื่องระหว่างเจ้ากับข้าแล้วล่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเขม่นหน้าอันเจิง “เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“เป็นคนฆ่าปีศาจ”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าก็ปล่อยมือออกจากเก้าอี้อย่างกะทันหัน“เจ้าพูดไม่ผิด ข้าอยากหลอกล่อให้เจ้าลงมา และตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นที่ตายของเจ้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าก็เดาไม่ผิด นั่นคือข้าแก่มากแล้วจริง ๆแก่จนไม่มีเรี่ยวแรงไปฆ่าใครแล้ว เจ้าบอกว่าความจริงตระกูลเกาเหลือแต่เปลือกเจ้าพูดถูก ตระกูลเกาไม่ได้ดูยิ่งใหญ่เหมือนที่เห็นกันเรื่องพวกนี้เจ้าล้วนพูดถูกทั้งนั้นฉะนั้นเจ้าก็น่าจะรู้ว่าหลายปีมานี้ข้าลำบากมากแค่ไหนแล้วสินะ?”
นางชี้ไปยังด้านหลัง “เจ้าหนุ่ม...เพียงแค่เจ้ายอมปล่อยข้าไปสมบัติที่อยู่ด้านหลังเป็นของมีค่าที่ตระกูลเกาซ่อนเอาไว้มานานเจ้าหยิบมันไปได้เลย ไม่ว่าอยากได้เท่าไหร่ก็ตาม ของในนั้นเพียงชิ้นเดียวก็สามารถทำให้เจ้าเป็นมหาเศรษฐีได้แล้วนะ”
อันเจิงยักไหล่ “เมื่อเจ้าตายแล้วข้าก็จะนำของพวกนั้นออกไปอยู่ดี”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็ร้องไห้อย่างกะทันหัน นางร้องไห้ราวกับเจ็บปวดแสนสาหัสและน่าสงสาร“เจ้าหนุ่ม...ข้าเป็นม่ายตั้งแต่อายุสิบกว่าปี แล้วยังต้องมาดูแลตระกูลเกาตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบปีเลยด้วยซ้ำจริงอยู่ที่ข้าทำผิดไปบางเรื่อง แต่เจ้าลองมองในมุมของข้าบ้าง หากข้าไม่เด็ดเดี่ยวหากข้าไม่ทำเรื่องพวกนั้น ตระกูลเกาคงต้องจบสิ้นตั้งนานแล้ว เพื่อบุตรหลานที่จะมารับช่วงต่อหลายปีมานี้ข้าต้องแบกรับเรื่องทั้งหมดเพียงตัวคนเดียว ข้าอายุมากขนาดนี้แล้วเจ้าจะเมตตาข้าหน่อยไม่ได้เลยหรือ? ต่อให้ข้าจะทำเรื่องผิดมามากก็ตามแต่ด้วยอายุข้าตอนนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วทำไมเจ้าต้องมาบีบคั้นคนแก่อย่างข้าด้วย? เจ้าทำเช่นนี้กับคนแก่อย่างข้าเจ้าไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ?”
อันเจิงไม่พูดไม่จาและมองนางราวกับกำลังชมการแสดง
หญิงชราร้องห่มร้องไห้จากนั้นก็เงยหน้ามองไปยังอันเจิง “เจ้าจะให้อภัยคนแก่อย่างข้าหน่อยไม่ได้เลยหรือ? เจ้าก็คงมีท่านย่าสินะเจ้าลองคิดถึงย่าเจ้าบ้าง...”
อันเจิงยกมือขึ้นอย่างกะทันหันแล้วของบางอย่างที่มีแสงประกายก็พุ่งตรงไปยังฮูหยินผู้เฒ่า นางไม่ได้หลบแต่อย่างใดฉะนั้นลำแสงจึงพุ่งทะลุไหล่ของนาง ทำให้นางล้มลงทันที
ในมืออันเจิงปรากฏมีดเล่มหนึ่ง เขาค่อย ๆเดินไปยังหญิงชราอย่างเชื่องช้า
ในขณะที่อันเจิงเดินเข้าไปใกล้ถึงตัวนางจู่ ๆ นางก็อ้าปากพ่นลำแสงสีม่วงออกมาทันที!
นั่นเป็นพลังที่รุนแรงจนไม่อาจเปรียบเทียบได้ในระยะเพียงเท่านี้ อันเจิงไม่มีทางหลบการโจมตีนี้ได้เลย
ฮูหยินผู้เฒ่าควบคุมอำนาจในตระกูลเกามานานนับร้อยปีจิตใจจึงชั่วร้ายอย่างมากที่สุด นางรอจนเหลือระยะห่างเพียงเท่านี้แล้วถึงใช้ของมาปกป้องชีวิตตัวเองนั่นเป็นของวิเศษระดับสีม่วง เป็นของวิเศษที่สามารถทำให้เจียงหูบ้าคลั่งได้เลยทีเดียวของวิเศษระดับสีม่วง ในใต้หล้านี้มีเพียงสองร้อยหนึ่งชิ้นเท่านั้น...ซึ่งทุกชิ้นก็มีพลังที่มหาศาลอย่างคาดไม่ถึงของวิเศษระดับนี้ หากตกอยู่ในมือของผู้ฝึกพลังวัตรระดับสูงละก็ อาจส่งผลต่อใต้หล้ามากเลยทีเดียว
ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ด้วยความเร็วขนาดนี้ อันเจิงต้องตายอย่างแน่นอน
แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดา
ดาบทรงพลังเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านหลังอันเจิงมันมาพร้อมลำแสงที่ทรงอำนาจจนทำให้คนที่พบเจออยากก้มลงคารวะทันทีดาบปรากฏขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง เดิมทีลำแสงสีม่วงกำลังจะทำร้ายอันเจิงอยู่แล้วทว่ากลับถูกดาบพุ่งตัวออกมาขวางไว้ ลำแสงสีม่วงต้านทานได้เพียงสองวินาทีเท่านั้นก็พ่ายแพ้ดาบที่ใสสว่างแทงลงไปบนพื้น...
จุดเกิดเหตุอยู่ใต้ดินชั้นที่สาม ระยะห่างจากพื้นดินด้านบนราวๆ สี่สิบเมตร ด้านบนก็คือบ้านของตระกูลเกานั่นเอง
บนพื้นดินด้านบนถางไทเช้อที่รู้สึกไม่ชอบมาพากลรีบพุ่งออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นพลังดาบที่ทรงอำนาจก็พุ่งออกมาจากใต้ดิน แล้วตัดสวนของบ้านตระกูลเกาขาดออกเป็นสองส่วนจากนั้นคลื่นพลังก็กระจายออกไปรอบด้าน บ้านของตระกูลเกาพังทลายแล้วกลายเป็นเศษฝุ่นลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ! ตอนนี้ไม่มีแม้แต่เงาของบ้านหรือวัตถุก่อสร้างอะไรอีกแล้วเหลือเพียงฝุ่นที่ตลบอบอวล!
พลังที่มหาศาลนี้สามารถเปรียบได้แค่คำคำเดียวเท่านั้น...นั่นก็คือพลังทำลายล้าง!
ไม่อยากจะคิดเลยว่าใครคือคนที่สร้างอาวุธชิ้นนี้ขึ้นและขณะที่สร้างมีความรู้สึกอะไรบ้างเพราะมันไม่ต่างไปจากการทำลายทุกชีวิตให้ดับสูญ นั่นเป็นพลังที่มากจนไม่มีอะไรเปรียบได้เมื่อพลังการทำลายล้างของดาบนี้พุ่งออกมา ทุกอย่างก็ต้องพังพินาศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรหรือใครก็ตามและไม่อาจกลับไปเป็นดังเดิมได้อีก คนที่สร้างดาบนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ฉะนั้นภายใต้พลังดาบนี้ ไม่มีใครมีโอกาสรอดอีกแล้ว
มากกว่าครึ่งของบ้านตระกูลเกาถูกทำลายลงในพริบตา แล้วกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน พื้นดิน ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งดอกไม้ก็ตามทุกอย่างกลายเป็นผุยผงทั้งหมด
ถางไทเช้อที่ใบหน้าขาวซีดมองดูพลังดาบที่พุ่งออกมา แล้วรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างจากความตายเพียงนิดเดียวเท่านั้น
พื้นดินยุบลงเป็นหลุมใหญ่ เศษสิ่งของต่างๆ ที่อยู่บนพื้นไหลลงไปด้านล่าง หลังจากผ่านไปสองนาที กระดิ่งแก้วขนาดใหญ่ก็ลอยขึ้นมาปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคนโดยรอบยังมีเศษสิ่งของต่าง ๆ ไหลลงไปอย่างต่อเนื่อง
ตูม!
เงามนุษย์สีดำถูกเหวี่ยงขึ้นมาจากใต้พื้นดินไม่ต่างไปจากระเบิด