ฤทธิ์ยาค่อยๆ ทำให้สติของน่านฟ้าพร่าเลือน
ร่างกายที่เคยควบคุมได้เริ่มไร้เรี่ยวแรง
เขาเอนตัวพิงอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
น่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมอง
เฉิน เฟยหลง ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างจากตอนอยู่ในงาน
แววตาคมคู่นั้นดูเ็าแต่น้ำเสียงกลับนุ่มลึกอย่างน่าประหลาด
"ไปหาที่พักก่อนดีกว่าครับ"
ชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงด้านในสวมเสื้อเชิ๊ตสีดำ
ทำการกดลิฟต์ขณะเดียวกันก็ยังประคองคนข้างกายไว้ไม่ห่าง
น่านฟ้าพยายามรวบรวมสติ
"ไม่เป็ไรครับ... รบกวนคุณเฉินช่วยโทรหาเลขาผมหน่อยได้ไหมครับ"
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาปลดล็อกหน้าจอแล้วยื่นให้อีกฝ่าย
เฟยหลงรับมากดโทรออก ปลายสายรับแทบจะทันที
"น่าน? มีอะไรหรือเปล่า"
น้ำเสียงของรินดาเต็มไปด้วยความกังวล
เฟยหลงจึงตอบกลับอย่างเรียบเฉย
"คุณน่านฟ้าไม่สบายครับ เขาให้ผมโทรหาคุณ"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่
ก่อนเสียงใจะดังขึ้นทันที
"ตอนนี้อยู่ที่ไหนคะเดี๋ยวดิฉันไปรับเอง"
เฟยหลงเหลือบมองคนข้างกายที่เริ่มยืนแทบไม่ไหว
ก่อนตอบกลับ
"ผมจะพาเขาไปพักที่รถก่อนเจอกันที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินครับ"
ลิฟต์เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นใต้ดินอย่างเงียบงัน
ภายในพื้นที่แคบ ๆ ไม่มีเสียงพูดคุย
ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของชายสองคนคน
หนึ่งคือเฉินเฟยหลง นักธุรกิจเชื้อสายจีนผู้ทรงอิทธิพล
บุคลิกเ็า ดุดันและน่าเกรงขามราวกับผู้ล่า
อีกคนคือน่านฟ้าวรโชติเมธี ทายาทตระกูลใหญ่ผู้สุขุม สงบนิ่ง
และดูห่างเหินจากผู้คน ทั้งคู่แตกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
แต่กลับโดดเด่นจนยากจะละสายตา
หากมีใครอยู่ในลิฟต์ตัวนี้ด้วยคงอดมองด้วยความชื่นชมไม่ได้
ภาพของชายสองคนที่ยืนเคียงกันเช่นนี้
ช่างสะดุดตาเป็อย่างมาก
น่านฟ้ายังคงพิงอยู่กับอกของอีกฝ่าย
ฤทธิ์ยาทำให้ศีรษะหนักอึ้งแต่ยังพอเห็นรอยสักสีดำบางส่วนที่
โผล่พ้นขอบปกเสื้อเชิ้ตขึ้นมาบริเวณลำคอ
มันยิ่งขับให้เ้าของร่างดูอันตรายกว่าที่เห็นภายนอก
สมกับเป็มาเฟียจริง ๆ เสียงสัญญาณดังขึ้นเบาๆ ประตูลิฟต์เปิดออก
ชายหนุ่มในชุดสูทที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็ก้มศีรษะให้ทันที
น่านฟ้าจำได้ว่าเป็คนเดียวกับที่เดินตามเฟยหลงอยู่ในงาน
น่าจะเป็บอดี้การ์ดหรือไม่ก็คนสนิท
เฟยหลงเอ่ยขึ้นเรียบๆ
"อาเฉิง ไปเอารถมา คุณน่านไม่สบาย"
"ครับเฮีย" ชายหนุ่มรับคำสั้น ๆก่อนเดินแยกออกไปทันที
ทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่ตามลำพังอีกครั้ง
อาเฉิงขับรถมาจอดหน้าลิฟท์เฟยหลงประคองน่านฟ้าเข้าไปยังส่วนของผู้โดยสารตอนหลัง
หลังเข้ามาในรถลีมูซีน น่านฟ้าเอนศีรษะพิงพนักเบาะ
หลับตาลงช้า ๆ ฤทธิ์ยายังคงทำให้ร่างกายหนักอึ้ง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกได้ว่า
เฉิน เฟยหลงกำลังมองเขาอยู่
สุดท้ายจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“คุณเฉิน... มองผม มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เฟยหลงตอบเรียบๆ
“ผมนึกว่าคุณหลับ”
น่านฟ้าหลุดหัวเราะเบาๆ
“ผมเพิ่งโดนวางยามานะครับ จะไม่ให้ระวังตัวเลยหรือไง”
เฟยหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แม้แต่กับผมคนที่ช่วยคุณ?”
น่านฟ้าลืมตาขึ้นสบตาอีกฝ่าย
“ใช่ครับ ยิ่งเป็คนที่ช่วย...ยิ่งต้องระวัง”
เฟยหลงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหันสายตาออกไปนอกหน้าต่างบทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น
ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ขณะนั้นเองเสียงเคาะกระจกรถก็ดังขึ้น
ก๊อกก๊อก ทันทีที่ระบบปลดล็อก
หญิงสาวในชุดทำงานก็เปิดประตูขึ้นมาบนรถอย่างรวดเร็ว
“น่าน!” รินดารีบเข้ามานั่งข้างเขาก่อนใช้มือแตะหน้าผากอีกฝ่ายทันที
“เป็อะไรมากไหมทำไมสภาพเป็แบบนี้บอกแล้วว่า
อย่าดื่มอะไรมั่ว ๆ รู้งี้รินมาด้วยดีกว่า”
น้ำเสียงฟังดูเหมือนกำลังบ่นแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวลน่านฟ้าหลุดยิ้มบางๆ
“ยังไม่ตายครับ”
เพียะ! รินดาตีเข้าที่ต้นแขนเขาทันที
“ปากเหรอนั่น”
อาเฉิงที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถเหลือบมองหญิงสาว
ผ่านกระจกมองหลังเงียบๆจากข้อมูลที่ได้รับ
รินดาเป็เพียงเลขานุการส่วนตัวของน่านฟ้า
แต่ความคุ้นเคยและความเป็ห่วงที่แสดงออกในตอนนี้
ชัดเจนว่าเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเ้านายกับลูกน้องทั่วไป
หญิงสาวยังคงสำรวจอาการของน่านฟ้าต่อ
โดยไม่รู้เลยว่าสายตาคมอีกคู่หนึ่งกำลังมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
เฟยหลงมองคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง
น่านฟ้าที่ปกติระวังตัวกับทุกคนกลับยอมให้หญิงสาวตรงหน้า
แตะตัวและเข้ามาใกล้ได้อย่างเป็ธรรมชาติ
เหมือนกับเป็เื่ปกติที่ทำกันอยู่ทุกวัน
“คืนนี้ไม่ต้องกลับบ้านนะ ไปนอนบ้านรินก่อน”
พูดจบเธอจึงเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบนรถยังมีคนอื่นอยู่
รินดาหันกลับมา ก่อนชะงักเล็กน้อยเมื่อสบตากับเฟยหลง
“คุณ...เฉิน”
คนมีชื่อเสียงระดับนี้ต่อให้ไม่เคยเจอตัวจริงก็คงไม่มีใครจำไม่ได้
เธอรีบปรับสีหน้าแล้วกล่าวอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะพาคุณน่านกลับเอง”
เฟยหลงเพียงพยักหน้าก่อนหยิบนามบัตรสีดำส่งให้น่านฟ้า
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยติดต่อผมได้ตามนี้ครับ”
น่านฟ้ารับนามบัตรไว้เงียบๆ จากนั้นรินดาจึงพยุงเขาลงจากรถ
ระหว่างเดินออกไป เสียงของหญิงสาวยังดังแว่วมาตามลม
“พรุ่งนี้ลางานนะเดี๋ยวรินจัดการให้”
ประตูรถปิดลงอีกครั้งภายในรถกลับมาเงียบเหมือนเดิม
อาเฉิงหันมองกระจกหลังเล็กน้อย
“ครับ เฮีย”
เฟยหลงยังมองไปทางที่น่านฟ้าเดินจากไปก่อนเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ทำไมในข้อมูลที่ลื้อไปสืบ
ไม่เห็นมีรายละเอียดของเลขาคนนั้น”
อาเฉิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบ
“มีครับเฮีย คุณรินดาเป็เลขาคุณน่านฟ้ามาสามปี
ประวัติส่วนใหญ่ก็เื่เรียนกับเื่งานไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ”
เฟยหลงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“ไปสืบใหม่เอาให้ละเอียด”
อาเฉิงขมวดคิ้ว“เฮียสงสัยอะไรครับ”
เฟยหลงเอนตัวพิงเบาะสายตายังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เลขาอะไร...ชวนเ้านายไปนอนบ้าน ไม่แปลกไปหน่อยหรือไง”
“ครับ เฮีย”
มุมปากของเฟยหลงยกขึ้นเล็กน้อยก่อนหลุบตามองตำแหน่งที่นามบัตรของตัวเองหายไปจากมือ
“น่าสนใจดี...คุณชายน่านฟ้า”