เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็กล่าวอย่างหนักแน่น “ท่านอาจารย์ตงหลีข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะเข้าร่วมและจะต้องเอาบัวขาวจิตกระจ่างมาให้ได้ท่านโปรดชี้แนะด้วย!”
“ด้วยกำลังของเ้าในตอนนี้การเข้าไปอาจไม่ช่วยอะไร”
ตู้หนานซานพูดบั่นทอนกำลังใจ“แม้จะมีคำกล่าวว่าระดับเซียนเทียมขึ้นไปไม่อาจเข้าสระกระบี่ได้ แต่ต่ำกว่านั้นพวกกลั่นพลังงานลบก็ดี หรือพวกฝึกพลังปราณก็ดี ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไร พวกเขาก็โคจรมหาจักรวาล[1]ครบรอบกันแล้วทั้งนั้น ส่วนเ้าน่ะเพิ่งสร้างรากฐานสู่เต๋าสะพานพลังปราณเพิ่งก่อตัว จุลจักรวาล[2]ก็ยังไม่เคยโคจรที่สำคัญที่สุดคือเ้าไปตัวเปล่า ไม่มีทั้งพลังและอาวุธวิเศษ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับผู้อื่น”
ตู้หนานซานกล่าวตรงไปตรงมา“เ้าเข้าไปที่สระกระบี่เนินพยัคฆ์ นั่นไม่ใช่มีน้ำใจแต่เรียกว่าการรนหาที่ตาย”
เมื่อสิ้นเสียง เซียวจิ่งหยวนก็ไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้ไม่ใช่ว่าเขาโกรธ แต่เขาเข้าใจดีว่าสิ่งที่ตู้หนานซานกล่าวนั้นเป็ความจริงทว่าเขาก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านอาจารย์ตงหลีขอรับ เช่นนี้ก็ไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ได้แล้วเส้าไป๋จะทำเช่นไร”
“ข้ามีวิธีของข้า”ตู้หนานซานชะงักไป ก่อนลูบเคราสีอ่อนของเขาพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ความหมายของข้าก็คือป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์นั้นมีน้อย ทว่าคนที่้ามีมากพวกเราเลือกผู้มากฝีมือสักคนโดยเอาป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์เป็เงื่อนไขแล้วต่อรองกับเขา”
ดวงตาของเซียวจิ่งหยวนเป็ประกาย“ให้ป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์กับเขา จากนั้นก็ให้เขาช่วยพวกเราเอาบัวขาวจิตกระจ่างออกมา”
“ถูกต้อง”ตู้หนานซานยิ้มกว้าง “ยิงนัดเดียวได้นกหลายตัวเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรอกใช่ไหม”
“แน่นอนว่าคงไม่มีคนปฏิเสธแน่...”เซียวจิ่งหยวนเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ จากนั้นก็มีคำถามอีก“แต่ว่าจะไปหาผู้มากฝีมือจากที่ใดหรือขอรับ หากคนพวกนั้นไม่รักษาคำพูดเช่นนั้นก็เป็ปัญหาเช่นกัน”
“ให้เขาสาบานต่อเต๋าสิเขาน่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเลยล่ะ” ตู้หนานซานเครากระตุกแล้วพึมพำ “เพียงแต่ผู้มากฝีมือนั้นหายากจริงๆจำเป็ต้องแสวงหาอย่างตั้งใจด้วย”
“อาจารย์ตงหลี...” เซียวจิ่งหยวนตาเป็ประกาย“ท่านไม่มีลูกศิษย์ลูกหาหรือรุ่นน้องอะไรบ้างเลยหรือ”
ในมุมมองของเซียวจิ่งหยวนตู้หนานซานเป็เซียนระดับต้นๆ อย่างนั้นศิษย์น้องสำนักเดียวกันกับเขาคงมีพลังมากเช่นเดียวกันดังคำกล่าวที่ว่าน้ำอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุจะไม่ไหลเข้านาของผู้อื่นใยจะต้องไปยืมมือคนนอกด้วยเล่า
“ข้าเป็ผู้ฝึกตนอิสระ” ตู้หนานซานยิ้มจางๆ “แม้ข้าจะมีอาจารย์แต่อาจารย์ก็มีข้าเป็ศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่มีสาวกอื่นศิษย์พี่ศิษย์น้องยิ่งไม่มี”
“อย่างนั้นท่านไม่มีลูกศิษย์เลยหรือ”ในสายตาของเซียวจิ่งหยวนแสดงถึงความแปลกใจ
ตู้หนานซานส่ายศีรษะอีกครั้ง“ตัวข้าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพิ่งรอดพ้นจากทัณฑ์์สี่เก้ามาได้จากนั้นข้าก็ฝึกจิตอยู่ในโลกมนุษย์มาโดยตลอด เพื่อทำให้ระดับพลังมั่นคง จะไปมีจิตใจสั่งสอนศิษย์ได้อย่างไร”
“เป็เช่นนี้เอง...”เซียวจิ่งหยวนกลอกตาไปมา “อย่างนั้นท่านคิดว่าคุณสมบัติของเส้าไป๋เป็อย่างไร”
ตู้หนานซานตะลึงงันเล็กน้อยโบกมือพร้อมหัวเราะและตำหนิว่า “เ้าลูกวัวนี่ คิดจะใช้แผนการกับข้างั้นเหรอวางใจเถอะ ที่เพื่อนของเ้าต้องทุกข์ทรมานทั้งหมดนี้ก็เพราะข้าข้าไม่อาจทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นได้ แต่เ้าก็อย่าได้เฉยเมยรีบออกไปตามหาผู้มากฝีมือโดยเร็วเข้าเถอะ...”
ขณะที่แขนเสื้อของเขากำลังโบกสะบัดพลังที่มองไม่เห็นก็ปะทุขึ้นทันที
เซียวจิ่งหยวนไม่อาจต้านทานรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ทะลักออกมาทำให้เขาลอยขึ้นจากหน้าต่างไปจนถึงนอกสถานศึกษา และร่วงลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...
พอดีกับที่ประตูและหน้าต่างถูกปิดลงตู้หนานซานมองไปบนร่างของฟางเส้าไป๋ด้วยรอยยิ้มในดวงตา แล้วกล่าวกับตนเองเบาๆ ว่า “เ้าลูกวัวนั่นช่างคิดช่างพูดนักจะว่าไปก็แปลก เ้าเด็กที่เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยทะเล้นเช่นนี้เหตุใดถึงสะสมบุญมากมาย จนสร้างปราณรากฐานเต๋าได้นะ”
“ช่างเถอะฟ้าย่อมมีตา ในเมื่อมีบุญญาธิการสูงส่งเช่นนี้ เื่ดีๆ จะมาเองแต่จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็เท่านั้น...”
“เ้าลูกวัวนั่นถูกคนอื่นชิงไปสืบทอดสำนักเสียก่อนแล้วข้าเองก็ไม่อยากไปแย่งลูกศิษย์ผู้ใดหรอก ช้าไปก้าวหนึ่งแท้ๆโชคดีที่ยังเหลืออีกคน...”
ตู้หนานซานยื่นมือชี้นิ้วไม้เรียวที่ยังติดอยู่ตรงหน้าอกของฟางเส้าไป๋ก็เปล่งแสงแวววาวสีเงินเกิดหมอกสีทองและแสงสีเงินงดงาม เคลื่อนตัวราวกับสายธารน้ำไหลกลายเป็เส้นไหมห่อหุ้มฟางเส้าไป๋เอาไว้ภายในเป็ชั้นๆ ทันทีร่างกายั้แ่หัวจรดเท้าของฟางเส้าไป๋สว่างวาบราวกับกระแสไฟฟ้าแหวกผ่านอากาศ
“เ้าเด็กดื้อเอ๋ยเป็โอกาสของเ้าแล้ว” ตู้หนานซานยิ้มเล็กน้อย “แม้จะไม่มีบัวขาวจิตกระจ่างอย่างมากก็แค่หน้าด้านไปขอยาอายุวัฒนะมาช่วยเ้าถอดรกเปลี่ยนกระดูกสร้างรากฐานเต๋า...”
“เพียงแต่สุดท้ายสังขารก็เป็เพียงเปลือกจิติญญาต่างหากที่เป็ของจริง...ฉะนั้นตอนนี้เ้าก็บำเพ็ญจิตภาวนาอยู่ในการหลับใหลอย่างสงบเถอะ”
ในขณะที่พูดตู้หนานซานก็ยื่นมือออกมา กระดาษสีทองสว่างจ้าราวกับทองคำเต็มไปด้วยอักษรประดุจกลุ่มดาวดาษดื่นปรากฏออกมาก่อนจะค่อยๆตกลงบนหว่างคิ้วของฟางเส้าไป๋
เซียวจิ่งหยวนรู้ว่าฟางเส้าไป๋ดวงแข็งเพียงใดโอกาสและโชคชะตาของเขาก็มีตลอดไม่ขาดสาย ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีและนี่เป็เื่ที่ลิขิตเอาไว้แล้ว แต่เขาก็ยังกังวลอยู่เล็กน้อยทว่าเมื่อนึกถึงตู้หนานซานที่ดูแลอยู่ในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็เบาใจว่าจะต้องปลอดภัยแน่นอน
“บัวขาวจิตกระจ่าง ผู้มากฝีมือ...”
หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่นอกสถานศึกษาสักพักเซียวจิ่งหยวนก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่มองย้อนกลับไปแล้วเดินไปยังทางย่านการค้าที่คึกคัก
ในย่านการค้าที่คึกคักมีตรอกเล็กๆที่มีบ้านพักธรรมดาหลังหนึ่งที่นี่ก็คือบ้านที่ฟางเส้าไป๋อาศัยอยู่และยังเป็สถานที่ที่เขาใช้ติดต่อกับลูกน้องอีกด้วย
หลังข้ามเวลาผ่านมาเป็สิบปีเซียวจิ่งหยวนก็ไม่เคยทำให้บรรพบุรุษอับอายเขาใช้ความรู้อันยอดเยี่ยมของเขาเพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับตนเองกับฟางเส้าไป๋เอาไว้ไม่น้อยเพียงแต่เขาอุทิศตนเข้าสู่เต๋า ดังนั้นจึงมอบกิจการนี้ให้ฟางเส้าไป๋ดูแลทว่าเมื่อถึงคราวจำเป็จริงๆ เซียวจิ่งหยวนก็มักจะไม่เกรงใจ ตรงมายังห้องโถงกำชับลูกน้องให้ไปตรวจสอบสถานการณ์บ้านเมือง
เขาไม่เชื่อว่ามีคนนอกเข้ามาในเมืองมากมายถึงเพียงนี้แล้วจะไม่มีเบาะแสอะไรเลยขอเพียงมีข้อมูลที่แน่นอนพอ แล้วค่อยให้ตู้หนานซานมาช่วยตรวจสอบอีกแรงเช่นนี้แล้วจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
ความรู้สึกที่ได้แต่ยืนมองอย่างช่วยไม่ได้และไร้อำนาจเช่นนี้ทำให้เซียวจิ่งหยวนหดหู่ใจนี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่เขาทุ่มเทเข้าสู่เต๋าและ้าเป็เซียน ไม่เพียงเพราะความปรารถนาของนักพรตเฒ่าเท่านั้นที่สำคัญกว่านั้นคือเขา้าควบคุมชะตากรรมของตนเองให้ได้โดยแท้จริง
ชะตาข้าข้าลิขิต!
ในจินตนาการของเซียวจิ่งหยวนบางทีอาจมีเพียงเซียนเท่านั้นที่สามารถทำลายกรงขังแห่ง์กับโลก และได้รับอำนาจอันเป็นิรันดร์โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การบงการของโชคชะตาอีกต่อไปเป็อิสระเสรีอย่างแท้จริง...
“แต่ก็ยังต้องพยายาม”
ณ ยามนี้ความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจของเซียวจิ่งหยวนกับการสร้างรากฐานเต๋าได้สำเร็จหายไปในใจของเขาหนักอึ้ง รู้สึกกดดันเป็อย่างมาก เมื่อเห็นการต่อสู้ระหว่างตู้หนานซานกับนักพรตไป่จู๋แล้วก็รู้ทันทีว่าตนเองได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเซียนที่ลึกลับและแปลกประหลาดแล้วจริงๆ
ที่โลกแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีเซียนที่มีพลังอันลึกลับและแข็งแกร่งเท่านั้นแต่ยังมีปีศาจและภูตผีที่ดุร้าย รวมไปถึงพวกอวิชชานอกรีตอีกด้วยก่อนหน้านี้เขายังเป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจอยู่เลยอย่างน้อยเขาก็ยังรับประกันความปลอดภัยได้ ทว่าเมื่อเขาได้เข้ามาสู่โลกแห่งนี้แล้วแน่นอนว่าต้องเผชิญกับภูตผีปีศาจทุกชนิด ไม่มีความปลอดภัยให้รับประกันอีกต่อไป ระหว่างโชคดีกับโชคร้ายมีเพียงเส้นบางๆกั้นอยู่เท่านั้น
มีได้ก็ต้องมีเสียเป็เื่ธรรมชาติ ตราบใดที่เซียวจิ่งหยวนไม่เสียใจในภายหลังก็พอดวงตาของเขาแสดงถึงความมุ่งมั่น เกิดลมขึ้นที่ใต้เท้าไม่นานก็มาถึงย่านการค้าที่เจริญคึกคัก เห็นทางเข้าตรอกมาแต่ไกล
ทว่ายามนี้พลันมีแสงสีทองพร่างพราวกระแทกตาเขาอย่างจัง
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนถือโอกาสเดินไปดูและต้องชะงักไป
เขาเห็นเณรน้อยสวมจีวรสีเหลืองอ่อนมืออุ้มบาตรสีม่วงทองยืนอยู่บนถนนย่านการค้าที่คึกคักพลุกพล่านด้วยใบหน้าเขินอายและสับสนดูแล้วเหมือนกำลังบิณฑบาต แต่กลับเขินอายไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนผู้คนสัญจรไปมาดูเ็า ทำราวกับเขาเป็อากาศธาตุบางคนยังเร่งฝีเท้าเดินผ่านไปอีกด้วย
สถานการณ์ตรงนั้นช่างน่าสนใจนัก
เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของเซียวจิ่งหยวนก็เป็ประกายเขารู้สึกว่าพยายามหาแทบตายดันไม่เจอแต่พอเลิกหากลับเจออย่างง่ายดายแบบคาดไม่ถึงเสียอย่างนั้น
เขารู้จักเณรน้อยรูปนี้เมื่อสองวันก่อนที่วัดร้างนอกเมืองเณรน้อยผู้นี้ปราบปีศาจตะขาบและช่วยชีวิตเขากับฟางเส้าไป๋ไว้ แม้เณรน้อยจะอายุยังน้อยแต่ก็ถือเป็วีรบุรุษ เพราะความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ และเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วพลังของเณรน้อยก็นับว่าไม่ธรรมดา อีกทั้งเขายังจิตใจดีมีเมตตาไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
ด้วยความคิดนี้เซียวจิ่งหยวนจึงเร่งรีบวิ่งไปทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างไม่ลังเล “ท่านไต้ซือเมื่อมีวาสนา ห่างกันพันลี้ยังมีโอกาสพบพานจริงๆ เราเจอกันอีกแล้ว”
“หืม?”
เณรน้อยหันกลับมาด้วยความงุนงงเมื่อจ้องมองใกล้ๆ ก็จำเซียวจิ่งหยวนได้ เปลี่ยนสีหน้าจากงุนงนเป็พยักหน้าด้วยความเคารพแล้วกล่าวว่า“ที่แท้ก็โยมนั่นเอง”
“เป็ข้าเอง...” เซียวจิ่งหยวนยิ้มอย่างสดใสและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น“ไต้ซือ วันก่อนที่ท่านจากไปอย่างเร่งรีบ พวกข้ายังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณท่านเลยช่างเป็บาปยิ่งนัก วันนี้โชคชะตาพามาพบกันอีกครั้งไม่ว่าจะอย่างไรก็ขอโอกาสข้าได้ขอบคุณสักครั้งเถิด”
ขณะที่พูดเซียวจิ่งหยวนก็ยื่นมือออกไปจับชายจีวรของเณรน้อยพร้อมกล่าวสนับสนุนว่า “ท่านไต้ซือไปที่บ้านของข้ากัน...”
“คือว่า....”
เณรน้อยตามมาอย่างงงงวยกว่าจะได้สติก็ตามเซียวจิ่งหยวนมาจนถึงบ้านพักที่สะอาดและสง่างามแล้ว
ทันทีที่ประตูบ้านพักเปิดออกก็มีคนมาต้อนรับ
“ท่านนักพรตท่านมาแล้ว...” คนรับใช้หลายคนมีความสุขมากที่ได้เห็นเซียวจิ่งหยวน แต่เมื่อสังเกตเห็นเณรน้อยที่อยู่ข้างๆก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เซียวจิ่งหยวนประกบมือเข้าด้วยกันเบาๆแล้วออกคำสั่ง “พวกเ้าไปที่หอไท่ไป๋เดี๋ยวนี้ แล้วจัดซื้ออาหารเจที่ดีที่สุดกลับมาโดยเร็ว...ข้า้าจัดงานเลี้ยงแก่ไต้ซืออย่าได้ชักช้า”
“ขอรับ!”
ข้ารับใช้ตอบรับอย่างไม่มีกังขาหันหลังแล้วรีบออกไปในทันที
“อามิตตาพุทธ!”
เมื่อเณรน้อยได้สติและได้ยินดังนั้นก็กลืนน้ำลายท่าทางเก้อเขินเล็กน้อยไม่เป็ธรรมชาติสักเท่าใด
เขาเป็มนุษย์ยังไม่ได้สำเร็จเป็เซียนนะ!
แม้จะไม่หิวแต่ทุกวันต้องนอนบนดินกินกลางทราย ประทังความหิวด้วยผลไม้ป่าและมันเทศที่รสชาติช่างแย่จนเกินทนทำให้เณรน้อยประทับใจคำสั่งของเซียวจิ่งหยวนเข้าแล้ว
[1]มหาจักรวาลหรือ ต้าโจวเทียน หมายถึงการโคจรลมปราณตามเส้นทางหลักทั้งสิบสองและเส้นทางพิเศษทั้งแปดจนครบรอบ (ทั่วร่างกาย) เพื่อยกระดับร่างกายและยืดอายุ
[2]จุลจักรวาลหรือ เสี่ยวโจวเทียน หมายถึงการโคจรลมปราณตามเส้นทางหลักทั้งสิบสอง(ั้แ่หัวถึง่เอว) เพื่อควบแน่นลมปราณภายในร่าง