ฝุ่นดินสีแดงคลุ้งตลบขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงตะวันยามบ่ายแก่จนทัศนียภาพรอบหุบเขาเมฆหมอกดูขมุกขมัว เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงดังกึกก้องประดุจกลองรบที่ตีรัวไร้จังหวะ คลื่นความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของหมู่บ้านเล็กๆ ที่เคยสงบสุข ชาวบ้านต่างพากันปิดประตูหน้าต่างลงดาลอย่างแ่า ทว่าความหวาดกลัวก็ยังคงแทรกซึมผ่านรอยแตกของฝาผนังไม้เข้ามาจับขั้วหัวใจ
ลู่เฉินจูงมือชิงเอ๋อร์วิ่งลัดเลาะผ่านแนวป่าไผ่กลับมาถึงลานหน้าบ้านดินของตนเอง ทันทีที่ก้าวพ้นพุ่มไม้ ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ดวงตาของบัณฑิตหนุ่มหรี่แคบลงจนกลายเป็เส้นตรงอันเย็นเยือก
ม้าศึกสีน้ำตาลเข้มห้าตัวยืนตระหง่านอยู่หน้าลานบ้าน ชายฉกรรจ์ห้าคนในชุดเครื่องแบบผ้าแพรต่วนสีดำขลิบเงิน ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของผู้คุ้มกันตระกูลอู๋ นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าโอหัง แสงแดดที่สาดกระทบแผ่นโลหะบนหน้าอกของพวกเขาสะท้อนประกายวาววับ ทอด เงา ของม้าและคนขี่ให้ยืดยาวพาดผ่านรั้วบ้านที่พังทลายลงมาบนพื้นดิน และผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าม้าศึกเ่าั้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันและท่าทางประจบสอพลอ ก็คือ ‘หลี่ฟู่’ หัวหน้าหมู่บ้านจอมละโมบนั่นเอง
“นั่นไงขอรับใต้เท้ากัว! ไอ้บัณฑิตสวะลู่เฉิน มันกลับมาแล้ว!” หลี่ฟู่ชี้พัดในมือมาทางลู่เฉิน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและสะใจ
ชายร่างั์ผู้เป็หัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลอู๋นามว่า ‘กัวต้ง’ ะโลงจากหลังม้า ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเขาหนักอึ้งจนพื้นดินส่งเสียงะเืเบาๆ กัวต้งเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จเมื่อปีกลาย แม้จะเป็เพียงขั้นต่ำสุด แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็มัจจุราชในสายตาของชาวบ้านธรรมดา
“เ้าเองหรือที่บังอาจแอบอ้างชื่อนายอำเภออู๋เพื่อขัดขวางการเก็บภาษี?” กัวต้งแค่นเสียงถามพลางก้าวเดินเข้ามาหาลู่เฉิน “ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก! คุณชายอู๋จื่อิจำหน้าเ้าได้ ไอ้ขอทานที่บังอาจมาขวางทางหน้าร้านจินซิ่ว วันนี้คุณชายสั่งให้ข้ามาถอนรากถอนโคนครอบครัวเ้าเสีย เพื่อไม่ให้เป็เสนียดสายตาอีกต่อไป!”
ภายในบ้าน ลู่ต้าซาน หวังซื่อ และลู่จิน รีบวิ่งออกมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นผู้คุ้มกันตระกูลอู๋ยืนล้อมลานบ้านไว้ บิดาของลู่เฉินก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินทันที สองมือประสานกันอ้อนวอนด้วยน้ำตานองหน้า “ใต้เท้าโปรดเมตตา! บุตรชายของข้ายังเยาว์นักและโง่เขลา หากเขาทำสิ่งใดล่วงเกินไป ข้าผู้เป็บิดาขอยอมรับผิดแทนทั้งหมด ได้โปรดอย่าทำร้ายพวกเขาเลย!”
“ท่านพ่อ! ลุกขึ้นมาขอรับ!” ลู่เฉินรีบถลาเข้าไปพยุงบิดา หัวใจของเขาเ็ปราวกับถูกมีดกรีดเมื่อเห็นผู้บังเกิดเกล้าต้องก้มหัวให้สุนัขรับใช้ของตระกูลอู๋
“หึ! ยอมรับผิดแทนหรือ? ชีวิตของชาวนาแก่ๆ อย่างเ้าจะมีค่าอันใดให้ชดใช้!” กัวต้งเตะฝุ่นดินใส่หน้าลู่ต้าซานอย่างป่าเถื่อน ก่อนจะกวาดสายตาหื่นกระหายไปมองลู่จินและชิงเอ๋อร์ที่ยืนสั่นเทาอยู่ด้านหลัง “แต่ถ้าหากพวกเ้าส่งตัวลูกสาวทั้งสองคนมาให้พวกข้าเอาไปรับใช้ที่จวนตระกูลอู๋ ข้าอาจจะละเว้นชีวิตของพวกเ้าที่เหลือไว้สักครั้ง!”
“อย่าริอ่านมาแตะต้องคนในครอบครัวของข้า!” ลู่เฉินตวาดลั่น เสียงของเขาไม่ได้แหบพร่าเหมือนบัณฑิตผู้อ่อนแออีกต่อไป แต่มันกังวานและแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ม้าศึกทั้งห้าตัวถึงกับผงะถอยหลัง
กัวต้งชะงักไปชั่วครู่เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่ม ทว่าความเย่อหยิ่งในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ทำให้เขาปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป “ปากดีนักนะไอ้สวะ! ทหาร! หักขามันทั้งสองข้าง แล้วลากตัวผู้หญิงสองคนนั้นมา!”
ผู้คุ้มกันสองนายชักดาบเล่มเขื่องออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังกีดเกือบทะลุแก้วหู พวกเขาพุ่งตรงเข้าหาลู่เฉินด้วยความเร็วที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป ดาบคมกริบฟาดฟันลงมาหมายจะตัดเส้นเอ็นที่ขาของบัณฑิตหนุ่มอย่างไร้ความปรานี
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง โลกทั้งใบของลู่เฉินพลันหยุดนิ่ง
ความอดทนอดกลั้นที่สะสมมาตลอดสิบเจ็ดปีพังทลายลง สัจจะวาจาของขงจื๊อ ตำราคุณธรรม และความอ่อนน้อมถ่อมตน ถูกไฟแห่งความโกรธาเผาผลาญจนกลายเป็เถ้าธุลี ลมปราณสีอำพันในจุดตันเถียนที่เคยหมุนวนอย่างเชื่องช้า บัดนี้ะเิออกประดุจูเาไฟที่ปะทุขึ้นกลางมหาสมุทร พลังงานาไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรทุกเส้น ก้อนเนื้อทุกมัด และกระดูกทุกท่อน
ลู่เฉินไม่ได้ก้าวถอยหลัง แต่เขากลับย่อตัวลงต่ำจนแทบจะขนานกับพื้นดิน ท่วงท่าของเขาไม่ได้หลงเหลือเค้าโครงของมนุษย์อีกต่อไป แต่มันคือสัญชาตญาณของการตะปบเหยื่อของ ‘พยัคฆ์จากัวร์’
“วูบ!”
ความเร็วของลู่เฉินเหนือความคาดหมายของทุกคน เขาหลบคมดาบที่ฟาดลงมาได้อย่างฉิวเฉียดจนปลายผมถูกตัดขาดไปเพียงไม่กี่เส้น ก่อนที่บัณฑิตหนุ่มจะพุ่งตัวสวนกลับเข้าไปในระยะประชิด มือขวาของเขาไม่ได้กำเป็หมัด แต่กางออกประดุจกรงเล็บสัตว์ร้าย ลู่เฉินตวัดปลายนิ้วทั้งห้าที่แฝงไปด้วยพลังปราณระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง เข้าที่ข้อมือของผู้คุ้มกันนายแรก
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกแตกหักดังลั่นบาดหู ผู้คุ้มกันนายนั้นแหกปากร้องโหยหวนเมื่อข้อมือของเขาถูกบีบจนกระดูกแหลกละเอียด ดาบในมือร่วงหล่นลงสู่พื้น ลู่เฉินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขาใช้เท้าซ้ายตวัดเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของศัตรูจนร่างนั้นทรุดลง ก่อนจะคว้าคอเสื้อของมันแล้วเหวี่ยงร่างที่หนักกว่าร้อยชั่งกระแทกเข้าใส่ผู้คุ้มกันนายที่สองอย่างรุนแรง
“อั้ก!” ร่างของชายฉกรรจ์ทั้งสองลอยกระเด็นไปชนกับรั้วไม้จนแตกหักกระจาย นอนร้องครวญครางจมกองเือยู่บนพื้น
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานบ้านดินทันที หลี่ฟู่เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ขากรรไกรของเขาค้างเติ่งด้วยความตกตะลึงสุดขีด บัณฑิตที่เขาเคยเตะกลิ้งไปกับพื้นเมื่อวาน บัดนี้กลับหักกระดูกผู้ฝึกยุทธ์ได้ด้วยมือเปล่า!
“กะ... แก! แกเป็ผู้ฝึกยุทธ์!” กัวต้งะโเสียงหลง ใบหน้าที่เคยวางมาดโอหังบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและความประหลาดใจ “บังอาจนักที่ซ่อนคมไว้! แต่ระดับกลั่นลมปราณขั้นแรกอันต่ำต้อยของเ้า ไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก!”
กัวต้งชักดาบเล่มใหญ่ประจำกายออกมา ลมปราณของเขาก่อตัวเป็คลื่นอากาศบางๆ ล้อมรอบใบมีด เขาพุ่งทะยานเข้าหาลู่เฉินด้วยกระบวนท่า ‘ดาบผ่าขุนเขา’ ซึ่งเป็วิชาประจำตระกูลอู๋ พลังทำลายล้างของมันมากพอที่จะผ่าก้อนหินขนาดใหญ่ให้ขาดครึ่งได้ในดาบเดียว แสงตะวันเื้ักัวต้งสาดส่องลงมา ทอด เงา ของร่างั์ที่เงื้อดาบสุดแขนให้ทาบทับลงบนร่างของลู่เฉิน
“อาเฉิน! ระวัง!” ลู่จินและมารดากรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
ทว่าลู่เฉินกลับยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา ั์ตาสีดำขลับของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็สีอำพันที่สว่างวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที จิติญญาของพยัคฆ์าที่หลับใหลอยู่ในสายเืคำรามก้องอยู่ในโสตประสาท เขาไม่ได้หลบเลี่ยง แต่กลับยื่นมือขวาที่ไร้อาวุธออกไปเบื้องหน้า
“รนหาที่ตาย!” กัวต้งตวาดลั่น ฟาดดาบลงมาเต็มแรง
“เปรี้ยง!!”
เสียงปะทะดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่าลงกลางหมู่บ้าน คลื่นลมปราณกระแทกออกเป็วงกว้างจนฝุ่นดินปลิวคลุ้ง ทว่าภาพที่ปรากฏเมื่อฝุ่นจางลงกลับทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ
ใบดาบเหล็กกล้าที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณของกัวต้ง หยุดชะงักอยู่กลางอากาศ!
ลู่เฉินใช้เพียงดัชนีสองนิ้ว—นิ้วชี้และนิ้วกลาง—คีบจับใบดาบเอาไว้อย่างมั่นคง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนบนิัของเขา พลังปราณสีอำพันของลู่เฉินมีความบริสุทธิ์และหนาแน่นกว่าลมปราณขุ่นมัวของกัวต้งหลายสิบเท่า มันคือความแตกต่างระหว่างสัญชาตญาณของสัตว์เทวะกับวิชาการต่อสู้ระดับล่าง
“นี่มัน... เป็ไปไม่ได้...” กัวต้งหน้าซีดเผือดเป็กระดาษ พยายามออกแรงดึงดาบกลับแต่ก็ไม่เป็ผล ราวกับดาบของเขาถูกฝังอยู่ในูเาเหล็กกล้า
“ปัญญาชนพร่ำสอนเื่การให้อภัย...” ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี “แต่สำหรับพวกสวะเช่นพวกเ้า การให้อภัยมีไว้สำหรับ์ ส่วนหน้าที่ของข้า... คือการส่งพวกเ้าไปพบ์!”
สิ้นคำพูด ลู่เฉินออกแรงบิดข้อมือเพียงเล็กน้อย
“เพล้ง!”
ดาบเหล็กกล้าชั้นดีหักสะบั้นออกเป็สองท่อน! ก่อนที่กัวต้งจะได้ทันตั้งตัว ลู่เฉินก็พุ่งพรวดเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน หมัดขวาที่รวบรวมพลังปราณทั้งหมดพุ่งกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของหัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลอู๋อย่างจัง
“ปัง!!”
ร่างของกัวต้งลอยละลิ่วแหวกอากาศประดุจว่าวที่สายป่านขาด กระดูกซี่โครงของเขาหักยุบลงไปหลายซี่ เืสีแดงสดพ่นออกจากปากเป็ฝอย ร่างั์กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ขอบลานจนลำต้นสั่นะเื ก่อนจะร่วงลงมากองกับพื้นและสิ้นสติไปในทันที
ผู้คุ้มกันอีกสองคนที่เหลืออยู่บนหลังม้าเห็นภาพหัวหน้าของตนถูกบดขยี้ในพริบตา พวกมันก็หน้าถอดสี รีบชักม้าหันหลังเตรียมหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต
“จะหนีไปไหน!” ลู่เฉินตวัดปลายเท้าเตะท่อนดาบที่หักบนพื้น ท่อนเหล็กแหลมพุ่งทะยานแหวกอากาศดุจลูกเกาทัณฑ์ ปักฉึกเข้าที่ขาหลังของม้าตัวหนึ่ง ม้าศึกร้องเสียงหลงก่อนจะล้มคะมำ ส่งร่างของผู้คุ้มกันบนหลังให้กลิ้งตกลงไปคลุกฝุ่น ส่วนอีกนายหนึ่งแม้จะควบม้าหนีไปได้ แต่ก็อยู่ในสภาพขวัญหนีดีฝ่อแทบเสียสติ
ลานหน้าบ้านกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงครางโอดโอยของผู้คุ้มกันที่าเ็ หลี่ฟู่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดิน กางเกงผ้าไหมของเขาเปียกชุ่มไปด้วยความหวาดกลัว เขามองลู่เฉินที่ค่อยๆ หันกลับมาด้วยสายตาที่วิงวอนขอชีวิต
“ละ... ลู่เฉิน... คุณชายลู่! ข้าผิดไปแล้ว ข้ามีตาหามีแววไม่! ข้าถูกตระกูลอู๋บังคับมา ได้โปรดละเว้นชีวิตสุนัขแก่ๆ อย่างข้าด้วยเถิด!” หลี่ฟู่โขกศีรษะลงกับพื้นจนหน้าผากแตกเืไหลอาบ
ลู่เฉินมองหัวหน้าหมู่บ้านด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ความโกรธเกรี้ยวในใจเริ่มสงบลง เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายที่ปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า เขาเพิ่งทำร้ายผู้คุ้มกันของตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอำเภอ และปล่อยให้รอดไปได้หนึ่งคน ข่าวลือเื่บัณฑิตยากไร้ที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์จะแพร่สะพัดไปถึงหูคุณชายอู๋จื่อิในไม่ช้า และเมื่อนั้น กองทัพของตระกูลอู๋จะต้องบุกมากวาดล้างหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน
“หลี่ฟู่...” ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ “ชีวิตของเ้าไม่มีค่าพอให้ข้าต้องเปื้อนเื แต่จงจำไว้ หากเ้าบังอาจแตะต้องครอบครัวข้าอีกแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะกลับมาถอนรากตระกูลหลี่ของเ้าให้สิ้นซาก ไสหัวไป!”
หลี่ฟู่รีบลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาอาบร่างของลู่เฉิน ทอด เงา ของเขาให้ทอดยาวไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยรอยเืและซากปรักหักพัง ชายหนุ่มหันกลับมามองครอบครัวของตน ลู่ต้าซาน หวังซื่อ ลู่จิน และชิงเอ๋อร์ ต่างมองเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความทึ่ง ความตระหนก และความภาคภูมิใจ
“อาเฉิน... เ้า... เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ั้แ่เมื่อใดกัน?” ลู่ต้าซานเอ่ยถามด้วยเสียงที่ยังคงสั่นเทา
ลู่เฉินเดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าบุพการีทั้งสอง “ท่านพ่อ ท่านแม่... ข้าขออภัยที่ปิดบังพวกท่าน ข้าเพิ่งได้รับวาสนาให้ััวิถีแห่งการฝึกตนเมื่อไม่นานมานี้ แต่ความลับนี้ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไปแล้ว การที่ข้าลงมือในวันนี้ ย่อมนำภัยใหญ่หลวงมาสู่หมู่บ้านของเรา ตระกูลอู๋จะไม่อยู่เฉยแน่”
ชิงเอ๋อร์วิ่งเข้ามากอดแขนลู่เฉินเอาไว้แน่น “พี่รอง... เราจะทำอย่างไรกันดีเ้าคะ? เราจะหนีไปซ่อนตัวที่ไหน?”
ลู่เฉินลูบผมของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้ามองยอดเขาที่สูงตระหง่าน แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป
“พวกท่านอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะให้พี่ใหญ่พาพวกท่านไปซ่อนตัวที่บ้านญาติห่างๆ ในเมืองหลวง ส่วนข้า... ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อดึงความสนใจของตระกูลอู๋เอาไว้” ลู่เฉินประกาศก้อง “ข้าไม่อาจเป็บัณฑิตที่หนีปัญหาได้อีกต่อไป วิถีปุถุชนของข้าสิ้นสุดลงแล้วนับแต่วินาทีนี้... จากนี้ไป ข้าจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน เพื่อสร้างอำนาจที่จะไม่มีใครกล้ามาเหยียบย่ำครอบครัวของเราได้อีก!”
สายลมหนาวพัดโชยมาอีกครั้ง แต่มันไม่อาจดับไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของลู่เฉินได้เลย กงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนเคลื่อนอย่างสมบูรณ์แบบ บัณฑิตผู้อ่อนแอได้ตายจากไป ทิ้งไว้เพียงบุรุษผู้พลังแห่งพยัคฆ์า ที่พร้อมจะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่สลักไว้ด้วยเืและกระดูกของศัตรู
และนี่คือจุดจบของชีวิตปุถุชนอันขมขื่น และเป็ปฐมบทของการเดินทางที่จะสั่นะเืไปทั้งสิบแปดชั้นฟ้า!