สตรีผมขาววางตะเกียบลงทันที
“จางเอ๋อร์”
“ข้าล้อเล่น!”
เด็กหนุ่มหัวเราะ
หลังจากกินไปอีกหลายคำ สตรีผมขาวจึงกล่าวขึ้น
“รสชาติดีมาก”
จางเหว่ยชะงัก
“จริงหรือขอรับ?”
“อืม”
“ข้าบอกแล้ว!”
รอยยิ้มของเขากลับมาสดใสทันที
“เช่นนั้นท่านต้องกินอีก”
เนื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้นถูกคีบใส่ถ้วยของนาง
สตรีผมขาวไม่ได้ปฏิเสธ
นางมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ความอบอุ่นปรากฏในดวงตา แต่ลึกลงไปกลับซ่อนความเศร้าที่เขาไม่อาจมองเห็น
สิบห้าปี
เวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด
ใบหน้าของจางเหว่ยยิ่งเติบโต ยิ่งมีเค้าของบุรุษผู้หนึ่งในความทรงจำ
โดยเฉพาะเวลาที่เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
นางต้องเบือนสายตาออกไปทางอื่น
ความทรงจำบางอย่างถูกเก็บเอาไว้นานเกินไป
นานจนแม้แต่ตัวนางเองยังไม่กล้าเปิดมันออกมาง่าย ๆ
จางเหว่ยไม่รู้ว่าบิดามารดาของตนอยู่ที่ใด
เขาเคยถามเมื่อตอนเด็ก
นางตอบเพียงว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะได้รับรู้สิ่งที่ควรรู้
จากนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่เคยบีบบังคับถามอีก
ความเชื่อใจเช่นนั้นกลับทำให้นางรู้สึกหนักอึ้งกว่าเดิม
“ท่านน้า?”
เสียงเรียกทำให้นางหลุดจากความคิด
“เหตุใดท่านมองข้าเช่นนั้น?”
“ไม่มีอะไร”
“วันนี้ท่านแปลกจริง ๆ”
“น้าแก่แล้ว ย่อมมีเื่ให้คิดมาก”
จางเหว่ยหัวเราะทันที
“หากท่านน้าเรียกตนเองว่าแก่ หญิงสาวในเมืองคงต้องพากันร้องไห้”
สตรีผมขาวมองเขาด้วยหางตา
“รู้จักพูดเื่หญิงสาวแล้วหรือ?”
“ข้าเพียงพูดตามความจริง”
“เ้าพบหญิงสาวในเมืองบ่อยนักหรือ?”
“ท่านน้า!”
จางเหว่ยเกือบสำลักอาหาร
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม
นี่เป็ครั้งแรกของวันนั้นที่สตรีผมขาวหัวเราะอย่างแท้จริง
จางเหว่ยมองนาง ก่อนยิ้มตาม
สำหรับเขาแล้ว ภาพเช่นนี้มีค่ากว่าสิ่งใด
หากการเข้าไปล่ากระต่ายทำให้นางกินได้มากขึ้นและหัวเราะได้สักครั้ง เขาก็รู้สึกว่าความเหนื่อยทั้งหมดคุ้มค่า
แต่แน่นอน เขาไม่กล้าพูดเื่กลับเข้าเทือกเขามรณะอีก
อาหารมื้อนั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
จนเมื่ออาหารบนโต๊ะเหลือไม่มาก สตรีผมขาวจึงวางตะเกียบลง
“จางเอ๋อร์”
“ขอรับ?”
“หลังจากเก็บโต๊ะเสร็จ มาหาน้าที่ห้องด้านหน้า”
เด็กหนุ่มมองนาง
“มีเื่อะไรหรือ?”
สตรีผมขาวเงียบไปชั่วขณะ
“น้ามีเื่บางอย่างต้องพูดกับเ้า”
จางเหว่ยกำลังจะถามต่อ แต่เห็นแววตาจริงจังของนางแล้วจึงกลืนคำถามกลับลงไป
“ขอรับ”
สตรีผมขาวลุกจากโต๊ะ
ก่อนออกจากห้อง นางหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา
“และคืนนี้อย่าแตะต้องถุงหนังสัตว์ใบนั้น”
“ข้าทราบแล้ว”
“สัญญากับน้า”
จางเหว่ยชะงักเล็กน้อย
ั้แ่เด็ก นางแทบไม่เคยให้เขาสัญญาเื่เล็กน้อย
“ข้าสัญญา”
เมื่อได้รับคำตอบ สตรีผมขาวจึงเดินออกไป
จางเหว่ยมองแผ่นหลังของนางจนหายลับหลังประตู
ความสงสัยผุดขึ้นในใจ
เหตุใดท่านน้าจึงจริงจังกับถุงหนังสัตว์ใบนั้นนัก?
หรือมันมีอันตรายจริง ๆ?
เขาส่ายหน้า
ในเมื่อสัญญาแล้ว เขาย่อมไม่แตะต้อง
เด็กหนุ่มเริ่มเก็บจานชาม
ทว่าขณะที่เขากำลังยกถ้วยขึ้น ความเจ็บแปลบพลันแล่นมาจากปลายนิ้ว
“ซี๊ด!”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
เศษกระดูกกระต่ายชิ้นเล็กแทงเข้าไปบริเวณนิ้วชี้
หยดเืสีแดงสดค่อย ๆ ซึมออกมา
“แผลแค่นี้เอง”
เขาเช็ดเืกับผ้าข้างโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเก็บของต่อ
สิ่งที่จางเหว่ยไม่รู้ก็คือ ก่อนหน้านั้นตอนที่เขานำห่อหนังสัตว์กลับมา นิ้วมือข้างเดียวกันเคยััพื้นผิวของมันหลายครั้ง
บนหนังสีดำเก่าแก่ยังมีคราบโลหิตเล็กจิ๋วติดอยู่
เล็กจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น
ภายในกล่องไม้ที่ห้องด้านหน้า
ห่อหนังสัตว์ยังคงวางนิ่ง
ไม่มีแสง
ไม่มีพลัง
ไม่มีความเคลื่อนไหว
แต่ลึกลงไปในเนื้อหนังสีดำซึ่งผ่านกาลเวลามานานเกินกว่าจะคำนวณ
หยดโลหิตของจางเหว่ยกำลังค่อย ๆ ซึมหายเข้าไป
ราวกับหยดน้ำตกลงสู่ทะเลที่แห้งเหือดมานับล้านปี
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
จนกระทั่งคราบโลหิตหยดสุดท้ายหายไปโดยสมบูรณ์
ภายในส่วนลึกสุดของห่อหนังสัตว์
อักขระโบราณตัวหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏต่อโลกภายนอกมานานแสนนาน
สว่างขึ้น
เพียงชั่วพริบตา
แล้วดับลง
ไม่มีผู้ใดเห็น
แม้แต่สตรีผมขาวซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น
แต่หากมีผู้ใดสามารถมองเข้าไปในส่วนลึกของสิ่งวิเศษได้
เขาจะพบว่าหลังจากอักขระตัวแรกสว่างขึ้น อักขระอีกแปดตัวที่เคยมืดสนิทก็เกิดการสั่นไหวเบาบางตามมา
ราวกับบางสิ่งที่หลับใหลมาเนิ่นนาน
กำลังตรวจสอบ
กำลังรอคอย
และกำลังยืนยันสิ่งหนึ่ง
โลหิต
โลหิตที่มันรอคอย
กลับมาปรากฏบนโลกอีกครั้งแล้ว
ภายในความมืดที่ไม่มีผู้ใดเข้าถึง เสียงเก่าแก่สายหนึ่งดังขึ้นแ่เบา
มิใช่ภาษาที่จางเหว่ยรู้จัก
มิใช่เสียงที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถได้ยิน
แต่มันเต็มไปด้วยความเก่าแก่ราวกับมีอยู่มาั้แ่ก่อนยุคสมัยที่โลกปัจจุบันจะถือกำเนิด
“โลหิตผ่าน”
หลังจากนั้น ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบ
ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน จางเหว่ยกำลังเดินไปยังห้องด้านหน้าโดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางชีวิตของตนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว
เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เก็บกลับมาจากซากสัตว์อสูรคืออะไร
ไม่รู้ว่าเหตุใดมันจึงยอมรับโลหิตของเขา
ไม่รู้ว่าภายใต้ร่างกายซึ่งทุกคนมองว่าเป็เพียงร่างของเด็กหนุ่มชีพจรพิการ กำลังซ่อนสิ่งใดเอาไว้
และยิ่งไม่รู้ว่าในอนาคต สิ่งที่เขาค้นพบในวันนี้จะกลายเป็ประตูบานแรกสู่เส้นทางที่ผู้คนนับไม่ถ้วนแม้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีสิทธิ์มองเห็น
เส้นทางที่เต็มไปด้วยโลหิต
เต็มไปด้วยการ่ชิง
เต็มไปด้วยความตาย
และเต็มไปด้วยวาสนาที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
จางเหว่ยผลักประตูห้องด้านหน้าเข้าไป
สตรีผมขาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
บนโต๊ะเบื้องหน้านางมีกล่องไม้ใบหนึ่ง
ห่อหนังสัตว์สีดำถูกเก็บอยู่ภายใน
จางเหว่ยเหลือบมองมันเพียงครั้งเดียว ก่อนนั่งลงตรงข้าม
“ท่านน้า ข้ามาแล้ว”
สตรีผมขาวมองเขาเนิ่นนาน
สายตาของนางซับซ้อนจนเด็กหนุ่มอ่านไม่ออก
ท้ายที่สุด นางจึงกล่าวช้า ๆ
“จางเอ๋อร์”
“ขอรับ?”
“อีกไม่นานเ้าก็จะอายุครบสิบหกปีแล้ว”
จางเหว่ยพยักหน้า
“ข้ารู้”
“มีบางเื่ที่น้าเคยคิดว่าจะเก็บเอาไว้ให้นานกว่านี้”
หัวใจของจางเหว่ยกระตุกเล็กน้อย
เขาไม่พูดแทรก
สตรีผมขาวมองใบหน้าของเขา ก่อนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง
“แต่ดูเหมือนว่าเวลาอาจไม่ยอมรอเรา”
“ท่านน้าหมายความว่าอย่างไร?”
นางไม่ได้ตอบทันที
ลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่าง
เรือนผมสีขาวเงินปลิวไหวเบา ๆ
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงกล่าว
“เื่นี้เกี่ยวข้องกับเ้า”
จางเหว่ยนั่งตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“และเกี่ยวข้องกับบิดามารดาของเ้า”
เพียงประโยคเดียว
รอยยิ้มทั้งหมดบนใบหน้าของเด็กหนุ่มก็หายไป
ดวงตาดำของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง
ตลอดสิบห้าปี เขาเคยถามเื่บิดามารดาเพียงไม่กี่ครั้ง
และทุกครั้งไป๋ซูเหยาจะตอบเหมือนเดิม
เมื่อถึงเวลา น้าจะบอกเ้าเอง
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้วหรือ?
“ท่านน้า”
เสียงของเขาแหบลงเล็กน้อย
“ท่านจะบอกเื่ของพวกเขาแก่ข้าแล้วหรือ?”
สตรีผมขาวมองเขา
ริมฝีปากของนางขยับเล็กน้อย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง
ครืน!
เสียงบางอย่างดังมาจากภายในกล่องไม้บนโต๊ะ
ทั้งสองหันมองพร้อมกัน
กล่องไม้ที่ไม่มีผู้ใดัั
กำลังสั่น
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
จากนั้น
เปรี๊ยะ!
รอยแตกร้าวเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝากล่อง
สีหน้าของสตรีผมขาวเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“จางเอ๋อร์ ถอยออกไป!”
นางลุกขึ้นทันที
จางเหว่ยยังไม่ทันได้ขยับ
กล่องไม้ทั้งใบพลันแตกออก
ตูม!
เศษไม้กระเด็นไปทั่วห้อง
แต่สิ่งที่อยู่ภายในกลับไม่ได้ะเิตาม
ห่อหนังสัตว์สีดำลอยขึ้นอย่างช้า ๆ
ตะไคร่ที่เกาะอยู่บนพื้นผิวมานานไม่รู้กี่ปีค่อย ๆ หลุดร่วงลงทีละส่วน
เผยให้เห็นลวดลายโบราณสีดำสนิทซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยปรากฏ
สตรีผมขาวจ้องภาพนั้นด้วยความตกตะลึง
“เป็ไปไม่ได้”
นี่เป็ครั้งแรกที่จางเหว่ยได้ยินน้ำเสียงของนางสั่นถึงเพียงนี้
“ท่านน้า?”
“อย่าเข้าใกล้มัน!”
นางก้าวมาขวางหน้าเขา
แต่สิ่งประหลาดกลับเกิดขึ้น
ห่อหนังสัตว์ไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อย
ลวดลายทั้งหมดบนพื้นผิวค่อย ๆ สว่างขึ้น
หนึ่ง
สอง
สาม
จนกระทั่งครบเก้าสาย
จากนั้นแสงทั้งหมดรวมตัวกันเป็เส้นเล็กเพียงเส้นเดียว
พุ่งตรงมายังจางเหว่ย
เร็วเกินกว่าที่ทั้งสองจะตอบสนอง
ฟึ่บ!
แสงเข้าสู่หว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม
“จางเอ๋อร์!”
สตรีผมขาวคว้าแขนเขาไว้
แต่จางเหว่ยกลับยืนนิ่ง
ดวงตาเบิกกว้าง
เสียงรอบตัวหายไป
ภาพของกระท่อมหายไป
แม้แต่เสียงเรียกของไป๋ซูเหยาก็เลือนหาย
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าจางเหว่ยมีเพียงความมืดไร้ขอบเขต
เขาไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด
ไม่รู้ว่าร่างกายยังอยู่หรือไม่
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากส่วนลึกของความมืด
เก่าแก่
เ็า
ไร้อารมณ์
แต่ทุกถ้อยคำกลับสั่นะเืเข้าไปถึงจิติญญา
“ผู้ไร้ความกล้า จงออกไป”
จางเหว่ยชะงัก
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้หวาดกลัวความตาย จงออกไป”
ความมืดรอบกายเริ่มสั่นะเื
แรงกดดันที่เขาเคยััจากโครงกระดูกสัตว์อสูรในถ้ำ เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ กลับเล็กน้อยจนแทบไม่อาจกล่าวถึง
จางเหว่ยรู้สึกว่าจิติญญาของตนกำลังถูกบางสิ่งจ้องมอง
จากนั้นประโยคที่สามก็ดังขึ้น
“สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามิใช่วาสนาที่ฟ้าประทาน”
“หาก้ามัน จงใช้ชีวิตของเ้าแลกมา”
หัวใจจางเหว่ยเต้นรุนแรง
ก่อนเสียงสุดท้ายจะดังกึกก้องไปทั่วความมืด
“ผู้มีโลหิตต้องห้าม”
“เ้า้าเปิดประตูหรือไม่?”
จางเหว่ยเบิกตากว้าง
โลหิตต้องห้าม?
หมายถึงเขาหรือ?
เขายังไม่ทันถาม
เบื้องหน้าพลันปรากฏประตูสีดำมหึมาขึ้นจากความว่างเปล่า
ประตูสูงจนมองไม่เห็นยอด
บนพื้นผิวมีรอยฝ่ามือสีแดงประทับอยู่
และเหนือประตูนั้นมีอักษรโบราณสี่ตัว
จางเหว่ยไม่เคยเรียนอักษรเ่าั้
แต่ทันทีที่มอง ความหมายกลับปรากฏขึ้นในจิตใจอย่างชัดเจน
“ประตูฝืนลิขิต”
เด็กหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้ามันเพียงลำพัง
เขายังไม่รู้ว่าอีกด้านของประตูมีอะไร
ไม่รู้ว่าคำว่าใช้ชีวิตแลกหมายถึงสิ่งใด
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดสิ่งนี้จึงเรียกเขาว่า “ผู้มีโลหิตต้องห้าม”
แต่สิ่งหนึ่งที่จางเหว่ยรู้มาตลอดสิบห้าปีคือ
เขาเกิดมาพร้อมชีพจรที่พังทลาย
เขาเคยมองเด็กวัยเดียวกันฝึกยุทธ์
เคยเห็นพวกเขาวิ่งไปบนเส้นทางที่เขาไม่มีสิทธิ์เหยียบ
เคยพยายามฝึกจนกระอักเื
เคยตื่นขึ้นมาหลังหมดสติแล้วพบสีหน้ากังวลของไป๋ซูเหยา
และนับจากวันนั้น เขาจึงไม่เคยฝืนต่อหน้านางอีก
มิใช่เพราะยอมรับชะตา
แต่เพราะไม่อยากให้นางต้องร้องไห้เพราะเขา
จางเหว่ยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
มองประตูมหึมาตรงหน้า
คำถามหนึ่งที่เคยซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจมานานหลายปีพลันผุดขึ้นอีกครั้ง
หากเกิดมาพร้อมชีพจรพิการ
เขาต้องยอมเป็คนพิการไปตลอดชีวิตหรือ?
หากผู้อื่นสามารถฝึกยุทธ์ แต่เขาไม่สามารถ
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาหรือ?
หากเป็เช่นนั้นจริง
เหตุใดเขาจึงต้องยอมรับมัน?
เด็กหนุ่มยกมือขึ้น
วางฝ่ามือลงบนรอยประทับสีแดงบนประตู
ทันใดนั้น ความเ็ปรุนแรงแล่นผ่านฝ่ามือ
โลหิตไหลออกมา
แต่จางเหว่ยไม่ถอนมือ
ดวงตาของเขาสว่างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าคือสิ่งใด”
“และไม่รู้ว่าหลังประตูนี้มีอะไร”
“แต่หากสิ่งที่อยู่ข้างในสามารถทำให้ข้ามีโอกาสเปลี่ยนชะตาของตนเอง”
มือของเขากดลงหนักกว่าเดิม
“ข้าจะลอง!”
เสียงโบราณเงียบไปชั่วครู่
ก่อนกล่าวเพียงสองคำ
“ยืนยันแล้ว”
ครืน!
ประตูฝืนลิขิตเริ่มเปิดออก
แสงสีแดงดำทะลักออกมาจากช่องว่าง
และก่อนที่จางเหว่ยจะมองเห็นสิ่งที่อยู่เื้ั เสียงโบราณก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เย็นเยียบยิ่งกว่าครั้งใด
“บททดสอบแรก”
“ทำลายชีพจรเดิม”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเหว่ยแข็งค้าง
เสียงนั้นกล่าวต่ออย่างไร้ความปรานี
“สร้างชีพจรใหม่”
“สำเร็จ เ้าจึงมีสิทธิ์ก้าวเดินต่อ”
“ล้มเหลว”
ความมืดทั้งหมดพลันกลายเป็สีแดงโลหิต
“ตาย”
และในกระท่อมกลางป่าซึ่งไม่มีผู้ใดในโลกภายนอกรู้จัก
ร่างของจางเหว่ยพลันทรุดลงในอ้อมแขนของสตรีผมขาว
ขณะที่ห่อหนังสัตว์โบราณลอยอยู่เหนือศีรษะ
อักขระทั้งเก้าบนพื้นผิวส่องแสงราวกับดวงดาวซึ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลยาวนาน
ไป๋ซูเหยากอดร่างเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น
นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
สำหรับจางเหว่ยในเวลานี้
สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงอย่างเดียว
รอดชีวิตจากประตูบานแรกให้ได้
เพราะวาสนาที่แท้จริง
ไม่เคยเป็สิ่งที่ฟ้าหยิบยื่นให้โดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน
และสิ่งที่รอเขาอยู่หลังประตูฝืนลิขิต
กำลังจะเรียกเก็บราคาครั้งแรก
ด้วยชีวิตของเขาเอง