ภายใต้เงื่อนไขอันเปราะบางที่ว่า "แค่คุยกัน" บรรยากาศระหว่างเอมิกับสารวัตรกฤตก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าครั้งก่อนคลายลง ถูกแทนที่ด้วยความระมัดระวังตัวของเอมิ และความอดทนรอคอยอย่างใจเย็น (ที่ดูเหมือนจะ) ของกฤต
่แรก กฤตทำตาม "ข้อตกลง" อย่างดี เขาแวะมาที่ร้านสม่ำเสมอเหมือนเดิม สั่งกาแฟแก้วโปรด พูดคุยเื่ทั่วไป ทักทายลูกจ้าง และไม่ได้พยายามแตะเนื้อต้องตัวหรือพูดจาล้ำเส้นใดๆ ที่ส่อไปในทางชู้สาวอีก เอมิเริ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เธอพยายามมองเขาในฐานะ "เพื่อน" หรือ "ลูกค้าประจำคนพิเศษ" คนหนึ่งที่บังเอิญเข้ามาใน่เวลาที่เธอรู้สึกเหงาพอดี
แต่กำแพงที่สร้างจากเงื่อนไขอันเปราะบางนั้น มันไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนได้นานนัก บทสนทนาที่เริ่มต้นจากเื่ดินฟ้าอากาศ เื่กาแฟ หรือเื่สัพเพเหระในหมู่บ้าน ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย กฤตเป็ผู้ฟังที่ดีอย่างน่าทึ่ง เขามักจะตั้งคำถามที่ทำให้เอมิได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ลึกๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
"วันนี้คุณดูเหนื่อยๆ นะครับ มีเื่ไม่สบายใจหรือเปล่า" เขาอาจจะถามขึ้นในวันที่เห็นเธอเหม่อลอย
"นิดหน่อยค่ะ... ไม่มีอะไรมากหรอก" เอมิอาจจะตอบปัดๆ ในตอนแรก
"ถ้าไม่สบายใจ ระบายให้ผมฟังได้นะ ผมอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็เป็เพื่อนคุยให้ได้" เขามักจะเสนอตัวด้วยท่าทีที่ดูจริงใจและไม่คาดหวัง
และเอมิ... ผู้ซึ่งโหยหาใครสักคนที่จะรับฟังเธออย่างแท้จริง ก็เริ่มเผลอไผล เธอมองเห็นความเข้าอกเข้าใจในแววตาของเขา มองเห็นความเป็มิตรที่เขาหยิบยื่นให้ เธอเริ่มเล่าเื่ความฝันเล็กๆ ที่อยากเปิดร้านเบเกอรี่ควบคู่ไปกับร้านกาแฟ เล่าเื่ความเหนื่อยหน่ายกับกิจวัตรเดิมๆ หรือบางครั้ง ก็เผลอหลุดปากบ่นเื่ที่ศิวัฒน์ไม่มีเวลาให้ หรือลืมวันสำคัญเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง
ทุกครั้งที่เธอระบาย กฤตจะรับฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าเห็นอกเห็นใจ และมักจะตอบสนองด้วยคำพูดที่เหมือนน้ำเย็นชโลมใจ "ผมเข้าใจนะ บางทีคนที่เรารักก็อาจจะไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญกับเราเสมอไป" หรือ "คุณเก่งมากนะเอมิ ที่จัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองแบบนี้" คำพูดเหล่านี้ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในใจของเอมิ ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาคือคนที่เข้าใจเธออย่างแท้จริง คือที่พึ่งทางใจที่เธอขาดหายไป
ความใกล้ชิดทางใจที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง ที่ทำให้เส้นแบ่งของการ "แค่คุยกัน" เริ่มพร่าเลือนลงโดยที่เอมิแทบไม่รู้ตัว พวกเขาเริ่มหัวเราะให้กับมุกตลกของกันและกันมากขึ้น เริ่มสบตากันนานขึ้น เริ่มมี่เวลาที่เงียบงันแต่กลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด
แล้วการทดสอบขอบเขตทางกายก็กลับมาอีกครั้งอย่างแเี...
บ่ายวันหนึ่ง เอมิกำลังพยายามเขย่งหยิบกล่องเก็บเมล็ดกาแฟบนชั้นสูง แต่ก็เอื้อมไม่ถึง กฤตซึ่งบังเอิญแวะมาที่ร้านพอดีจึงอาสาช่วย "เดี๋ยวผมช่วยครับ" เขาก้าวเข้ามาด้านหลัง ยื่นแขนยาวขึ้นไปหยิบกล่องลงมาให้ ตอนที่เขายื่นกล่องให้เธอ แขนของเขาก็ "บังเอิญ" ปัดไปโดนไหล่ของเธอเบาๆ ัันั้นทำให้เอมิสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถอยหนีเหมือนเคย
"ข...ขอบคุณค่ะ" เธอกล่าวเสียงเบา รับกล่องมาถือไว้
"ไม่เป็ไรครับ" เขายิ้ม "เห็นคุณตัวเล็กๆ เขย่งซะสุดตัว กลัวจะล้มลงมา" คำพูดดูเหมือนจะห่วงใย แต่สายตาที่เขามองเธอตอนนั้น มันมีความหมายอื่นแฝงอยู่
หรือในอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่เอมิกำลังปวดหัวกับตัวเลขในบัญชีหลังร้าน กฤตเดินเข้ามาพร้อมกาแฟ (ที่เขาซื้อจากร้านเธอเอง) "พักบ้างสิครับคุณเอมิ ทำงานหามรุ่งหามค่ำเดี๋ยวก็ไม่สบายไปซะก่อน" เขาพูดพลางยื่นแก้วกาแฟให้ แล้วถือวิสาสะใช้ปลายนิ้วแตะที่ขมับของเธอเบาๆ "เครียดมากเหรอ ปวดหัวหรือเปล่า"
ััที่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้เอมิชะงักไป เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะใกล้ หัวใจเต้นแรง แต่ครั้งนี้ เธอไม่ได้ผลักไสเขาออกไป เธอเพียงแค่นิ่งไป ปล่อยให้ปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาััอยู่ที่ขมับครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเป็ฝ่ายชักมือกลับไปเอง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าเขา
"สารวัตรนี่...มาหาพี่เอมิบ่อยจังเลยนะคะ่นี้" เสียงแซวของพลอยดังขึ้นในวันหนึ่งหลังจากกฤตเพิ่งกลับไป เอมิได้แต่แก้ตัวปัดๆ ไปว่าเขาแค่แวะมาดื่มกาแฟตามปกติ แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่นั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเดินหน้าไปไกลเกินกว่าคำว่าลูกค้า หรือแม้แต่คำว่าเพื่อนเสียแล้ว
เงื่อนไขที่ว่า "แค่คุยกัน" มันได้กลายเป็เพียงข้ออ้างลมๆ แล้งๆ ที่เธอใช้หลอกตัวเอง ความผูกพันทางใจได้ก่อตัวขึ้นอย่างแน่นแฟ้น และกำแพงทางกายก็กำลังจะพังทลายลงอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เอมิรู้ดีว่าเธอกำลังเล่นกับไฟ รู้ว่ามันอันตราย แต่เธอก็หยุดตัวเองไม่ได้เสียแล้ว... ความรู้สึกของการเป็ที่้า การมีคนเข้าใจ มันช่างหอมหวานเกินกว่าจะต้านทานไหว