จิ่งเยี่ยนกุยที่ยืนอยู่ข้างๆ น้ำตาคลอหน่วย “หนูไม่ได้ผลักเสี่ยวเยวี่ย วันนี้แม่ให้หนูไปถอนหญ้าในสวนผัก หนูมีแผลอยู่บนหัว เจ็บจนแทบจะทนไม่ไหว หนูเลยไปพักที่ข้างๆ กองฟาง ตอนกำลังจะหลับก็เห็นเสี่ยวเยวี่ยกลิ้งตกลงไปในนาข้าวจากทางเดินระหว่างแปลงนา”
เจียงอี่โหลวได้ฟังถึงตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจบางอย่าง แท้จริงแล้วจิ่งเยี่ยนกุยแทบจะไม่ได้อยู่เฉยๆ ต้องไปถอนหญ้าในสวนผัก แต่ถูกหลิวชุนฮวาบังคับไป ส่วนเื่ที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยตกลงไปในนาข้าว ก็คงไม่ใช่ฝีมือของจิ่งเยี่ยนกุย แต่อาจจะมีเงื่อนงำบางอย่าง
มนุษย์มักมีความเห็นใจต่อผู้ที่อ่อนแอ และตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยก็คือผู้ที่อ่อนแอ เจียงอี่โหลวรู้สึกว่าหลิวชุนฮวาทำเกินไป ถ้าจะพูดคงพูดได้ว่าเมื่อครู่นี้ก็แค่อยากจะช่วยจิ่งเยี่ยนกุยเพราะถูกหลิวชุนฮวาตบหน้าไป แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ว่าเธอแค่้าปกป้องจิ่งเยี่ยนกุย
หลิวชุนฮวากลับรู้สึกว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยทำให้หล่อนเสียหน้าเยอะแล้ว เื่นี้ไม่อาจทนได้จริงๆ!
หล่อนะโแวดทันที “แกพูดเื่ไร้สาระอะไร คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าแกเป็คนยังไง แต่ฉันเป็แม่แก ทำไมฉันจะไม่รู้? แกน่ะมันโกหกหน้าตาย เสี่ยวเยวี่ยจะตกลงไปในนาข้าวเองได้ยังไง? เห็นได้ชัดว่าแกเป็คนผลัก!”
“แกผลักเสี่ยวเยวี่ยลงไปในนาข้าว แล้วยังมาพูดกลับขาวเป็ดำ! ฉันทำกรรมอะไรไว้นะ ถึงได้มีลูกสาวใจคอโหดร้ายแบบแก!”
พูดจบหล่อนก็ถอดรองเท้าแตะออก แล้วทำท่าจะฟาดไปที่หน้าจิ่งเยี่ยนกุย
ดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยเบิกกว้าง ชาติที่แล้วเธอถูกหลิวชุนฮวาล้างสมอง จึงต้องยอมอ่อนข้อให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยและน้องๆ ทั้งสามทุกอย่าง ถึงได้ไม่เคยมีเื่ทะเลาะกันแบบนี้มาก่อน หลิวชุนฮวาจึงมักจะแสดงบทบาทเป็แม่ผู้ใจดีมาตลอด
ถ้าหากชาติที่แล้วหลิวชุนฮวาแสดงธาตุแท้ออกมาแบบนี้ เธอจะยอมให้พวกเขากดขี่ ขูดรีดได้ยังไง?
เธอกำมือเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว และพร้อมที่จะใช้แผนการที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ เจียงอี่โหลวกลับเดินเข้ามาขวางหลิวชุนฮวาไว้ “เื่นี้เป็เื่ภายในครอบครัวตระกูลจิ่ง ฉันในฐานะคนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่จิ่งเยี่ยนกุยเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเสียนจือของเรา ฉันจะมัวยืนดูพวกคุณทุบตีแกจนตายคงไม่ได้”
พูดจบเจียงอี่โหลวก็มองตรงไปยังตาจิ่งเยี่ยนกุย แล้วพูดว่า “จิ่งเยี่ยนกุย เธอบอกว่าเธอไม่ได้ผลักจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เธอมีพยานหรือเปล่า?”
ชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเจียงอี่โหลวมากนัก รู้แค่ว่าเธอเป็ปัญญาชน ที่มีนิสัยอ่อนโยน แต่ไม่เคยคิดว่าวันนี้เจียงอี่โหลวจะออกหน้าเพื่อเธอ
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “อาสามหลี่กำลังไถนาอยู่แถวนั้น น่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเป็พยานให้หนูได้ค่ะ”
เจียงอี่โหลวพลันพูดว่า “เธอทั้งคู่กล้าไปพบหลี่ซานกับฉันไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า ส่วนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับร้อนรน เพราะหล่อนรู้สถานการณ์ในตอนนั้นดี จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ผลักหล่อน เธอจึงรีบดึงแขนเสื้อของหลิวชุนฮวาไว้
หลิวชุนฮวาสบตากับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็เข้าใจทันที วันนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็ฝ่ายโกหก!
หลิวชุนฮวาด่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยอยู่ในใจว่าโง่นัก ทำไมไม่บอกั้แ่แรก พาให้หล่อนต้องมารู้สึกเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก [1] แบบนี้!
แต่หล่อนเอ็นดูจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเสมอมา ไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ต้องลำบากใจ แต่ยังต้องปกป้องจิ่งเสี่ยวเยวี่ยด้วย จึงพูดขึ้นทันทีว่า “พอแล้วๆ เสี่ยวเยวี่ยกับเยี่ยนกุยก็เป็ลูกสาวของฉันทั้งคู่ ต่อให้เยี่ยนกุยจะโกหกไปแล้ว เื่นี้ฉันก็จะกลับไปสั่งสอนเอง ไปหาคนมาเป็พยานแบบนี้ น่าอายจะตาย!”
พูดจบหล่อนก็มองจิ่งเยี่ยนกุย “แม่บอกแกตั้งกี่ครั้งแล้ว ให้เป็คนซื่อสัตย์ อย่าโกหก แต่แกก็ไม่เคยจำใส่ใจ! ครั้งนี้พูดโกหกเพื่อจะพิสูจน์ตัวเอง ยังไปหาคนมาทำให้น้องสาวของแกดูแย่เข้าไปอีก ครั้งนี้เห็นแก่หน้าป้าเจียง แม่จะไม่ตีแก กลับบ้านไปสำนึกผิดซะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยก็นับถือในความสามารถกลับขาวเป็ดำของหลิวชุนฮวาจริงๆ แม่คงจะรู้แล้วว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยโกหกถึงได้พูดแบบนี้ และเบนมาทำให้เธอเสียชื่อเสียงเพื่อปกป้องจิ่งเสี่ยวเยวี่ยต่อไปแทน
แต่จิ่งเยี่ยนกุยจะยอมให้หล่อนสมใจได้อย่างไร จึงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “แม่พูดแบบนี้หมายความว่าหนูร่วมมือกับอาสามหลี่โกหกแม่งั้นเหรอ? ตอนนั้นนอกจากอาสามหลี่ ยังมีอารองตู้กับอาสะใภ้รองตู้อยู่แถวนั้นด้วย พวกเขาก็เห็น!”
“ปกติแม่สอนหนูเสมอว่าให้เป็คนสัตย์ซื่อ ห้ามโกหก และสอนหนูว่าเป็พี่สาวต้องรู้จักปกป้องดูแลน้องๆ เมื่อก่อนเสี่ยวเยวี่ยโกหกแม่ ถ้าไม่ใช่เพราะหนูช่วยปกปิด ก็เป็หนูที่รับผิดแทน”
“เมื่อก่อนที่บ้านไม่เคยเกิดเื่อะไร หนูก็อดกลั้นเอาไว้ แต่เื่วันนี้มันเกี่ยวกับชื่อเสียงของหนู ถ้าหนูไม่อธิบายให้ชัดเจน หนูก็คงต้องถูกตราหน้าว่าเป็คนโกหกไปตลอดชีวิต แล้ววันหน้าเสี่ยวเยวี่ยก็จะโกหกต่อไปเรื่อยๆ! เพราะฉะนั้นเพื่อเสี่ยวเยวี่ย วันนี้ต้องเผยความจริงออกมาให้ได้!”
พูดจบเธอก็มองจิ่งเสี่ยวเยวี่ย “เสี่ยวเยวี่ย ฉันจะถามอีกครั้งนะ วันนี้ฉันผลักเธอหรือเปล่า?”
คำพูดของเธอนั้นชัดเจนและมีเหตุผล แต่กลับเปิดเผยธาตุแท้ของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยต่อหน้าทุกคน ถึงแม้บนกายของเธอจะไม่มีกลิ่นอายดุดัน แต่ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโมโหเจียนตาย หล่อนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมยายเด็กขี้ขลาดหัวอ่อนคนเดิมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้!
แต่ตอนนี้หล่อนก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองไม่ได้ผลักจิ่งเยี่ยนกุย เพราะตอนนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงๆ!
ระหว่างที่หล่อนกำลังจะพูดเรื่อยเจื้อยเพื่อให้เื่นี้ผ่านพ้นไป กลับได้ยินเสียงเยือกเย็นของชายหนุ่มดังแทรกเข้ามา “ผมเห็นกับตาว่าเยี่ยนกุยนอนพักอยู่ที่กองฟาง ส่วนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเดินเข้ามาและยกขาจะถีบเธอ บังเอิญว่าเยี่ยนกุยพลิกตัวพอดี จิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่ถีบพลาดก็เลยตกลงไปในนาข้าว”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทันทีที่หันไป ก็เห็นฟางเสียนจือที่พยุงตัวด้วยไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า
เธอนึกสงสัย เขาไม่ได้าเ็แล้วพักผ่อนอยู่ที่บ้านเหรอ? ทำไมถึงมาเห็นเหตุการณ์นี้ได้?
ฟางเสียนจือเหมือนจะดูออกว่าเธอสงสัย จึงพูดด้วยเสียงราบเรียบว่า “ตอนที่เกิดเหตุ ผมกำลังพักผ่อนอยู่ตรงระเบียงบ้านชั้นสอง เลยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว”
บ้านในยุค 80 ส่วนใหญ่เป็บ้านอิฐดิน แต่บ้านของตระกูลฟางนั้นมีฐานะดี จึงสร้างบ้านอิฐแดงหลังคามุงกระเบื้องสี่หลังตั้งนานแล้ว ส่วนห้องทางทิศใต้ไม่ได้ทำเป็ห้อง แต่ทำเป็ชานระเบียงสำหรับนั่งพักผ่อนรับลมเย็น
ยิ่งไปกว่านั้นบ้านของตระกูลฟางตั้งอยู่บนเนินที่สูงกว่าบ้านเรือนของคนอื่นในหมู่บ้านเล็กน้อย ดังนั้นฟางเสียนจือจึงมองเห็นเหตุการณ์ที่กองฟางได้
และไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่บอกใครว่าที่เขาเห็นเหตุการณ์นี้ เพราะเขากำลังแอบมองจิ่งเยี่ยนกุยนอนหลับอยู่
ใบหน้าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยซีดเผือดทันใด หล่อนมุ่งมั่นอยากจะแต่งงานกับฟางเสียนจือ แต่เขากลับเห็นเหตุการณ์นั้น ภาพลักษณ์ของหล่อนในใจเขาคงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว หล่อนอยากจะอธิบาย แต่ตอนนี้สมองกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยอะไร
ฟางเสียนจือมีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักกว้างขวางในหมู่บ้าน จึงไม่มีใครคลางแคลง ในถ้อยคำของเขา
และคำพูดของเขาก็ยังได้รับการยืนยันจากชาวบ้านอีกหลายคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง “ฉันก็เห็นเหมือนกัน ลูกสาวคนรองของบ้านตระกูลจิ่งพยายามจะถีบพี่สาว แต่พี่สาวกลับพลิกตัว น้องสาวเลยถีบพลาดจนตกลงไปในนาข้าวเสียเอง”
เชิงอรรถ
[1] ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก (骑虎难下) หมายความว่า เมื่อพบอุปสรรคใหญ่ แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำอย่างนั้นต่อไปจนถึงที่สุดโดยไม่อาจหยุดกลางคันได้ เปรียบได้กับการขึ้นหลังเสือที่ดุร้าย ลงจากหลังเสือเมื่อใดอาจถูกเสือจับกินเมื่อนั้น