Ep 023 :: หญิงชรา
สำหรับเฟิ่งปิงที่ไม่ใช่ขุนนางหรือทหาร วันธรรมดาที่ผ่านพ้นไปวันต่อวันนั้นช่างสงบสุข
ดรุณีน้องผู้งดงามวัน ๆ เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน แต่นางก็ให้คนติดตามข่าวสารจากภายนอกมาแจ้งเป็ระยะ ๆ แต่แล้วความสงบสุขก็ถูกทำลายลงเพราะพี่สุ่ยหลิววิ่งเข้ามาในห้อง ใบหน้าน่ารักติดนิ่งนั้นฉายแววกระวนกระวายเล็กน้อย
“คุณหนูเ้าคะ อะ...องค์ชาย!...เสด็จมา ้าพบท่านเ้าค่ะ!”
“ไม่แปลกใจเลย”
เฟิ่งปิงปิดตำราในมือลง สองเท้าก้าวเดินออกจากห้องไปต้อนรับผู้มาเยือนด้วยทีท่าสงบนิ่ง
“คุณหนู...?”
สุ่ยหลิวนั้นแม้จะได้รับการสอนสั่งจากเฟิ่งปิงโดยตรง แต่นางก็เป็เพียงประชาชนคนธรรมดา ซ้ำยังเคยเป็เพียงเด็กกำพร้าอดอยาก ไหนเลยจะคาดฝันว่าจะได้พบเชื้อพระวงศ์ ไม่แปลกที่นางจะไม่สบายใจ
“ทุกอย่างอยู่ในการคาดเดา พี่สุ่ยหลิวอย่ากังวลไป”
“...เ้าค่ะ”
...
เฟิ่งปิงเดินออกมาที่ห้องโถงก็ไม่แปลกใจเลยที่องค์ชายห้าจะเสด็จมาพร้อมองค์ชายเก้า (ก็ในงานเลี้ยงองค์ชายเก้าออกจะดูชื่นชอบนางออกนอกหน้าเสียปานนั้น) ทั้งสองนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงศักดิ์ที่สุดของโต๊ะรับรอง
ในขณะที่หงเหลียนฮวาที่มารับรองไว้ก่อนนั้นก้มหน้าต่ำอย่างมีมารยาท (ท่านยายคงกำลังพักผ่อน) ส่วนหงหลวนคุนป่านนี้คงพาพี่รองออกไปดูงานที่ตนทำแล้วกระมัง ไม่งั้นบุรุษทั้งสองคงมานั่งกันท่าก่อนใครเป็แน่
“ได้ยินว่าองค์ชายอยากพบหม่อมฉัน ต้องขออภัยที่หม่อมฉันทำให้พระองค์ต้องคอยเพคะ”
“ปิงปิง มานั่งข้างข้านี่มา”
“มิบังอาจเพคะ”
“มาเถอะน่า”
องค์ชายเก้าถือวิสาสะลุกขึ้นจับแขนบอบบางของร่างเล็ก นางยังคงงดงามไม่ต่างจากยามอยู่ในงานเลี้ยง ทั้ง ๆ ที่ใบหน้าน่ารักนั้นหาได้เติมแต่งสิ่งใดแต่ก็สะกดใจเขาจนโงหัวไม่ขึ้น เขาได้แต่ลอบใกล้ชิดด้วยการจงใจเข้าไปประคองนางยามร่างเล็กย่อกายทำความเคารพให้ลุกยืน พลางจับจูงให้เดินไปนั่งข้างกายตนเอง
เฟิ่งปิงจำยอมต้องให้บุคคลผู้มีฐานะเหนือกว่าลากจูงไปเนื่องจากไม่อยากเสียมารยาท และเพื่อให้เขาปล่อยแขนนางโดยเร็วก่อนที่มารดาผู้เป็กุลสตรีแท้จะวิตกจากการใกล้ชิดของชายหญิง
...แต่ประเด็นคือนางยังไม่ได้ทันทำอะไรเลยไง ไม่ได้คิดอะไรด้วย ร่างกายนางยังเป็เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ไม่มีความคิดชู้สาว แล้วไอ้คนที่มาแตะต้องนางก่อนก็ดันมีศักดิ์สูงกว่า จะสะบัดทิ้งไปก็เดี๋ยวจะโดนโบยเอา
แต่เมื่อนางหย่อนก้นลงนั่งคนที่นั่งข้าง ๆ ก็เอ่ยปากพูดทันควัน ราวกับกำลังคิดถึงนักหนา
“ปิงปิงสบายดีหรือไม่?”
“หม่อมฉันสบายดี ขอบพระทัยองค์ชายเก้าที่เป็ห่วงเพคะ”
“เรียกข้าว่าพี่สวี่ฉีก็ได้ แล้วคำาาศัพท์ก็ไม่ต้องใช้กับข้าหรอก”
“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ”
เ้าโกลเด้นั์จอมดื้อทำหน้าบูดบึ้งเมื่อดรุณีน้อยคนงามที่ตนพึงใจนั้นไม่ตอบรับไมตรีที่ตนยื่นให้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไรให้น้องน้อยตรงหน้ายอมรับเขา
“เช่นนั้นข้าขอสั่งเ้า! พูดกับข้าด้วยคำธรรมดาไม่ต้องใช้คำาาศัพท์ แล้วห้ามเรียกข้าว่าองค์ชายให้เรียกพี่สวี่ฉีเข้าใจหรือไม่!?”
“...เื่นั้น”
“เ้าก็ทำ ๆ ตามไปเถอะ ในเมื่อน้องเก้าพูดเองเช่นนี้เ้าก็ไม่ถูกลงโทษใด ๆ หรอก”
องค์ชายห้าเฟยต้าซานช่วยพูดให้อีกแรงยามเห็นว่าดรุณีคนงามทำทีท่าลำบากใจ จนนางจำต้องพยักหน้ารับ จริงอยู่ว่านางไม่คิดอยากทำทีสนิทสนม แต่หากดื้อรั้นไปก็ไม่รู้ว่าเด็กเอาแต่ใจผู้นี้จะขออะไรอีกหรือไม่
“เพ-...เอ่อ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ พี่สวี่ฉี”
“ต้องงี้สิ!”
“ขออภัยที่หม่อมฉันเสียมารยาท มิทราบองค์ชายทั้งสองเสด็จมามีธุระอันใดหรือเพคะ?”
หงเหลียนฮวาที่าุโที่สุดในเรือนเอ่ยปากถามขัดจังหวะองค์ชายเก้าที่กำลังรื่นเริง ใบหน้าหล่อเหลาแสดงท่าทียินดีออกนอกหน้า
เชื่อหรือไม่ว่าหงเหลียนฮวาก็แค่ถามไปเช่นนั้น เพราะนางก็พอจะเดาได้ว่าทั้งคู่คงมีเป้าหมายที่บุตรสาวของนาง โดยเฉพาะองค์ชายเก้าผู้นี้ที่ไม่ปิดบังความตั้งใจแม้เพียงนิด ที่ต้องขัดเพราะองค์ชายดูจะรีบร้อนรุกคืบเข้าหาบุตรสาวนางเหลือเกินนี่สิ
“น้องเก้าเพียงอยากพบน้องปิงน่ะ”
“พี่ห้า...”
เ้าของชื่อในประโยคเรียกพี่ชายเสียงขุ่น ไม่พอใจยิ่งนักที่พี่ชายคนที่ห้าของตนเองเรียกดรุณีในดวงใจด้วยถ้อยคำสนิทสนม จนพี่ชายได้แต่บ่นอย่างหน่ายใจ ว่าก็ว่าเถิด คนที่ตีเนียนสนิทสนมยิ่งกว่านั่นคือน้องเก้าไม่ใช่หรือไร?
“อย่าไร้สาระน่ะ”
“เสด็จแม่ฮองเฮาทรงส่งเทียบเชิญงานชมบุปผามาให้ปิงปิง”
“งานชมดอกไม้?”
เฟิ่งปิงรับเทียบเชิญจากองค์ชายห้ามาถือด้วยสีหน้างงงวย ในขณะที่หงเหลียนฮวามีสีหน้าหนักใจขึ้นมาในทันที
“เสด็จแม่ฮองเฮาทรงเป็แม่งานชมดอกโบตั๋น พระนางบอกว่าให้พวกเราชวนเ้าเข้าร่วมให้ได้”
“ฮองเฮาทรงเป็แม่งานเลยหรือเพคะ?”
“ใช่แล้ว เสด็จแม่รู้สึกผิดต่อคนรุ่นหลังที่ได้รับเกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งก่อนที่จบอย่างค้างคา ผู้เข้าร่วมจึงมีแต่เพียงบรรดาคุณหนูคุณชายจากงานครั้งก่อนเท่านั้น”
“ปิงปิงก็จะเข้าร่วมใช่หรือไม่?”
“...”
หยางเฟิ่งปิง ดรุณีน้อยธิดาในจวนแม่ทัพนั้น แม้จะเกิดมาเป็ชนชั้นสูงมากปัญญาความสามารถ แต่ก็ไม่เคยคิดจะเข้าร่วมงานสังคมใด ๆ มาก่อนเลย จนกระทั่งถูกมารดาอย่างหงเหลียนฮวาบังคับไปงานเลี้ยงจึงนับได้ว่าเป็ครั้งแรกที่เฟิ่งปิงออกงานอย่างแท้จริง
แต่กระนั้นเฟิ่งปิงก็ยังพอทราบว่างานชมบุปผาคือฉากบังหน้าของผู้จัด แต่แท้จริงแล้วเป็งานจับคู่ของเหล่าลูกหลานขุนนาง มีเพียงชนชั้นสูงที่คัดมาแล้วเท่านั้นจึงจะได้รับบัตรเชิญให้เข้างาน เช่นนั้นก็ไม่แปลกอันใดเลยที่เฟิ่งปิงจะเป็หนึ่งในรายชื่อที่น่าสนใจที่สุด
“...เอ่อ”
“งานเลี้ยงจะมีอีกหนึ่งเดือนให้หลัง เ้าไม่จำเป็ต้องรีบตัดสินใจก็ได้นะ”
องค์ชายห้ากล่าวยามเห็นหน้าครุ่นคิดของดรุณี สมกับที่เขาคิดไว้ ว่านางช่างแตกต่างจากผู้อื่นนัก หากเป็บรรดาคุณหนูตระกูลผู้ดีคนอื่นได้รับเกียรติเชื้อเชิญขนาดนี้มีแต่ดีใจจนเก็บสีหน้าไม่อยู่ ไม่มีทางแสดงสีหน้าหนักใจเช่นนี้เป็แน่
ดรุณีน้อยกัดริมฝีปาก พร่ำบ่นอยู่ในใจคนเดียวว่าเื่ยุ่ง ๆ คราวก่อนพึ่งจบไป คนร้ายก็ยังหาตัวไม่พบด้วยซ้ำเหตุจึงจะเร่งรีบจัดงานรื่นเริงอีกแล้ว
หรือเพราะพึ่งเกิดเื่จึงต้องรีบจัดงานขึ้นมาสร้างความมั่นใจในหมู่ขุนนาง ว่าทางราชวงศ์หาได้เกรงกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว นั่นก็มีความเป็ไปได้
...แต่ไม่ว่าเพราะเหตุใด มันก็ช่างน่าเบื่อและน่ารำคาญยิ่งนัก
แต่ถึงในใจจะคิดเช่นนั้นสุดท้ายนางก็จำต้องยิ้มแล้วตอบว่า...
“ในเมื่อฮองเฮาทรงมีพระเมตตาถึงเพียงนี้ หม่อมฉันก็ได้แต่ตอบรับความกรุณานี้แล้วเพคะ ขอฝากองค์ชายห้ากล่าวขอบพระทัยพระนางแทนหม่อมฉันด้วยนะเพคะ”
...
“คิดดีแล้วหรือปิงเอ๋อร์”
ผู้เป็แม่เอ่ยถามทันทีที่สองผู้สูงศักดิ์จากไป คราแรกโกลเด้นั์ก็ไม่ได้ยินยอมจะจากไปทันทีเสียเท่าไหร่ เพียงแต่โดนพี่ชายบังคับพาตัวกลับเนื่องเพราะงานยังรออยู่มาก
“ลูกมีทางเลือกอื่นด้วยหรือเ้าคะ?”
เฟิ่งปิงกล่าวพลางล้มตัวนอนลงบนเตียง โดยไม่รักษากิริยาอย่างที่ควรเป็
มารดาที่เข้าใจความจำเป็ของบุตรสาวดีก็ได้แต่นั่งลงลูบศีรษะของธิดาเบา ๆ หงเหลียนฮวารู้ดีว่าธิดาคนงามไม่ได้อยากก้าวเท้าเข้าสู่การ่ชิงอำนาจ แต่ทำสิ่งใดได้เมื่อธิดานางเป็ถึงธิดาในจวนแม่ทัพผู้พิชิต นางได้แต่เดินออกจากเรือนปล่อยให้บุตรสาวได้พักผ่อน
เหลือไว้เพียงสาวใช้คนสนิทที่ยืนมองคุณหนูด้วยสายตาเป็ห่วง สุ่ยหลิวดูออกว่าคุณหนูของนางนั้นไม่ได้อยากไปร่วมงานเลี้ยงไร้สาระ
“เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธเล่าเ้าคะ?”
“ไม่สามารถน่ะสิ”
“...”
“แม่งานและผู้ที่ให้องค์ชายมาส่งเทียบเชิญถึงที่คือฮองเฮา หากปฏิเสธก็เท่ากับตัดไมตรีที่พระนางหยิบยื่นมาให้แกมบังคับ จากนั้นพระนางอาจมองข้าเป็ศัตรู ...ยิ่งท่านแม่เคยมีสัมพันธ์อันดีกับเมิ่งกุ้ยเฟย หากข้าปฏิเสธไปแล้วพระนางคิดว่าข้าอยู่ฝ่ายตรงข้าม แล้วจะกำจัดข้าขึ้นมาก็แย่สิ”
ตู้ฮองเฮาคือหนึ่งในขั้วอำนาจใหญ่ในวังหลัง นางเป็พระมารดาขององค์ชายใหญ่เฟยเจี้ยนฉินที่มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์ที่สุด มีข่าวลือว่านอกจากเมิ่งกุ้ยเฟยที่มีอำนาจพอกันจึงได้คลอดองค์ชายรองเฟยหรงซิ่นได้อย่างปลอดภัย องค์ชายห้าและองค์ชายเก้าที่เกิดจากสนมยศต่ำที่โชคดีรักษาครรภ์ัไว้ได้ องค์ชายพระองค์อื่นล้วนถูกพระนางฆ่าทิ้งทั้งสิ้น
แน่นอนว่าข่าวลือก็เป็เพียงข่าวลือ ไม่มีหลักฐานใดเอาผิดพระนางได้ ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่ได้น่าเชื่อถือเสียทีเดียว การตัดคู่แข่งนั้นเป็เื่ปกติอยู่แล้ว
“...คุณหนู้าอะไรหรือไม่เ้าคะ”
“พี่สุ่ยหลิวช่วยแจ้งพี่ ๆ ทั้งสามให้สืบข้อมูลคุณหนูคุณชายในเมืองหลวงที่มีสิทธิ์เข้างานให้ข้าหน่อย ข้าคิดว่ามีข้อมูลเผื่อไว้ก็ดี”
“เ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงยกมือก่ายหน้าผากด้วยความเหนื่อยใจ หลังจากเริ่มโตขึ้น นางก็เคยคิดอยากจะรักใครสักคนแล้วแต่งงานมีลูกมีหลาน เหมือนมารดาที่ได้พบรักแท้อย่างบิดาอยู่เช่นกัน
แต่ตัวนางก็เหมือนฐานอำนาจหนึ่งของราชวงศ์ แม้จะไม่อยากเพียงใดบุคคลที่กระหายอำนาจเ่าั้ก็จะ้าตัวนางจนได้ ก็การหาอำนาจที่ง่ายและแน่นอนที่สุดของยุคนี้ก็คือการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานนี่นะ (ได้ทั้งเชื่อมสัมพันธ์ ได้ทั้งตัวประกัน...)
...การคิดอยากแต่งงานกับคนธรรมดาใช้ชีวิตสงบสุขบนกองเงินกองทอง คงเป็เพียงความฝันที่ไม่อาจเป็จริงซะล่ะมั้ง...
“พี่สุ่ยหลิวออกไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ”
การแอบออกมาเดินเล่นของเฟิ่งปิงมิใช่การเดินเล่นสักเท่าใดนัก เมื่อนางและสาวใช้คนสนิทข้างกายถือโอกาสตรวจดูความเรียบร้อยของร้านค้าทั้งสามแห่ง ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงคึกคักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนกันมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าไม่หยุดหย่อน
“อื้ม ๆ มันต้องอย่างนี้สิ”
เฟิ่งปิงปิดสมุดบันทึกรายรับรายจ่ายจากคนดูแลมาตรวจสอบก็ได้แต่ยิ้มหน้าบาน แน่ล่ะในเมื่อหักส่วนรายจ่ายออกไปรายรับมีแต่กำไร กำไร แล้วก็กำไร!
ยิ่งก่อนจะแสดงตัวได้เห็นว่าพนักงานให้บริการอย่างดีกับทุกชนชั้นก็ยิ่งปลาบปลื้ม ซื่อสัตย์ ขยัน แข็งขัน ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างเป็เื่ที่ดีจริง ๆ
“ทำให้ได้อย่างนี้ต่อไปนะ”
พนักงานสาวยิ้มรับหน้าบาน ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้รับคำชมเชยจากผู้ที่เคารพจากหัวใจ คุณหนูให้ชีวิตใหม่ ให้การงานและความมั่นคง แม้กิจการที่ขายดีจะทำให้ต้องทำงานหนักหน่อย แต่พวกตนทุกคนก็ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน
“เ้าค่ะ คุณหนู”
“เช่นนั้นคุณหนูจะไปไหนต่อดีเ้าคะ”
สุ่ยหลิวถามยามเดินออกจากร้านค้าทั้งสามแห่งแล้ว การตรวจร้านโดยไม่แจ้งเป็ไปด้วยดี คุณหนูเองก็เอาแบบอาภรณ์เครื่องประดับใหม่ ๆ ไปให้พนักงานช่วยดำเนินเื่ต่อเรียบร้อยแล้วด้วย
“แวะไปหาพวกไฉ่ไท้กันเถิด”
“เ้าค่ะ”
“ว่าแต่เป็อย่างไรบ้างแล้วล่ะ?”
“อีกสักระยะก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วเ้าค่ะ”
สำหรับกิจการโรงเตี๊ยม เหลาอาหาร พร้อมหอเริงสำราญนั้นยังไม่เปิดให้บริการ เพราะอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างปรับปรุงร้านให้สะดวกสบายต่อการใช้งาน รวมถึงฝึกฝนพนักงานให้ได้มาตรฐานที่สุด กิจการของนักธรุกิจสาวระดับโลกทั้งทีทำออกมามันต้องปัง ปัง! ปัง!!
“เฮ้! เกะกะน่า!!”
“...คุณหนูเ้าคะ”
“...อืม”
เด็กสาวทั้งสองมองไปทางหญิงชราที่ล้มอยู่บนพื้นเนื่องจากโดนชายอันธพาลผลักแล้วเดินหนีไปไกล หญิงชราแม้จะดูไม่ได้ผอมแห้งแต่อย่างใดเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและน้ำโคลนที่ขังอยู่ริมถนน และเพราะอยู่ข้างซอยเล็ก ๆ ที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านจึงไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
และต่อให้มีคนอยู่แถวนั้นก็คงไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยอยู่ดี...
“เป็อะไรหรือไม่เ้าคะ?”
เฟิ่งปิงเดินไปพยุงหญิงชราให้ลุกขึ้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีซับรอยเปื้อนบนอาภรณ์ที่มีแต่คราบสกปรกให้อย่างเบามือ สุ่ยหลิวเองก็กระทำเช่นเดียวกัน หญิงชราถึงกับก้าวถอยหลังด้วยท่าทีเกรงใจ
“คุณหนู ใช้ผ้าเช็ดหน้าของข้ามั้ยเ้าคะ?”
“พี่สุ่ยหลิวช่วยข้าเช็ดทางนั้นดีกว่า”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
“...คะ คุณหนูทั้งสอง...ไม่ต้องหรอก...เ้าค่ะ”
หญิงชราพยายามปฏิเสธ แต่เรี่ยวแรงของนางนั้นไม่อาจผลักมือที่เต็มไปด้วยความหวังดีของเด็กสาวทั้งสองให้ถอยห่างออกไปได้อย่างที่ตั้งใจ
“ท่านยาย อย่าได้เกรงใจไปเลย”
“ข้าเป็เพียงบ่าวรับใช้ มิใช่คุณหนูหรอกเ้าค่ะท่านยาย”
“พี่สุ่ยหลิวอ่ะ บอกแล้วไงว่าท่านเป็เหมือนพี่สาวของข้า อย่าได้เรียกตัวเองเช่นนั้นเลย...”
“...ยะ...ยาย...”
หญิงชราพูดอะไรไม่ออกมองดรุณีน้อยสองคนเถียงกันไปมา ขาทั้งสองข้างแข็งทื่อ เฟิ่งปิงและสุ่ยหลิวจึงถือวิสาสะเช็ดกระโปรงให้หญิงชราได้ง่ายขึ้น มือขาวผ่องเปื้อนฝุ่นโคลนเลอะเทอะตามไปด้วย แต่อาภรณ์ของหญิงชรานั้นดูดีขึ้นมากทีเดียว
“สะอาดขึ้นแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“...ขอบคุณคุณหนูที่ให้ความช่วยเหลือ”
“เื่แค่นี้ไม่นับเป็อันใดหรอก ว่าแต่ท่านยายกำลังจะไปที่ไหนหรือ ให้ข้าไปส่งดีหรือไม่?”
“ข้าไม่...”
“ท่านยายเจ็บขา ให้ข้าพยุงท่านไปเถิด”
หญิงชราเบิกตามองดรุณีด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงพยักหน้ายินยอมให้เด็กสาวทั้งสองเดินมาประคองด้วยความไม่มั่นใจนัก
...
ชาวบ้านในตลาดถึงกับต้องมองตามอย่างแปลกใจ เมื่อเด็กสาวที่หน้าตาน่างดงามปิดบังใบหน้าซีกล่างด้วยผ้าแพรขาว กับอีกหนึ่งแม้ไม่ปิดบังใบหน้าก็หน้าตาน่ารัก เสื้อผ้าอาภรณ์บ่งบอกได้ว่าน่าจะเป็นายกับบ่าว กำลังพยุงร่างของหญิงชราที่ดูยังไงก็น่าจะเป็เพียง...ขอทาน?
“ท่านยาย บ้านท่านอยู่ที่ไหนหรือ?”
“เดินจากตรงนี้ประมาณเค่อหนึ่งก็ถึง...เ้าค่ะ”
มือที่ดูเหี่ยวย่นเล็กน้อยชี้ไปทางนอกเมือง บริเวณนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดอยู่อาศัย จนเฟิ่งปิงถึงกับต้องเลิกคิ้วมองตาม นางตัดสินใจกระซิบให้สุ่ยหลิวเดินเข้าไปในตลาดอีกรอบ ส่วนตัวเองก็พยุงหญิงชราไปตามทางจนกระทั่งถึงกระท่อมเล็กริมป่า
“ขอบคุณ คุณหนูที่อุตส่าห์มาส่งถึงนี่ ดื่มชาสักหน่อยมั้ย..เ้าคะ?”
“ไม่เป็ไร ๆ ท่านยายพักเถิด”
เฟิ่งปิงไม่ได้กลับไปทันที นางเหลือบมองไปรอบตัวกระท่อมเล็กคล้ายจะทำท่าเหมือนสนใจ ร้องห้ามหญิงชราที่ทำท่าจะชงชาให้ เดินไปหยิบไม้กวาดด้านข้างมากวาดพื้น
“คุณหนู ทำอะไรน่ะ?”
“กวาดบ้านให้ท่านยังไงล่ะ ปล่อยให้มีฝุ่นจะไม่ดีต่อสุขภาพของท่านนะ ท่านยายก็นั่งพักอย่าขยับเดี๋ยวขาท่านจะแย่ลง”
“...เอ่อ”
หญิงชรามองดูท่าทางคล่องแคล่วของดรุณีผู้น่าจะเป็คุณหนูในห้องหับด้วยความแปลกใจ จนกระทั่งสุ่ยหลิวรีบวิ่งตามมาถึงตัว
“คุณหนู! ให้ข้าทำดีกว่านะเ้าคะ!”
“ไม่เป็ไรหรอกน่า แล้วของล่ะ?”
“ได้มาครบแล้วเ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงละมือจากผ้าขี้ริ้ว เดินไปล้างมือจากน้ำในขัน ก่อนจะกลับมาดูสิ่งของที่สุ่ยหลิวซื้อมาวางไว้บนโต๊ะ มือเล็กหยิบจับโน่นนี่เลือกดูสักพักก่อนจะเดินไปนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นหน้าหญิงชรา
“ขอดูขาท่านหน่อยนะเ้าคะท่านยาย”
“คุณหนูไม่ต้องทำเช่นนี้...”
มือเล็กถอดถุงเท้าข้างที่ขาของหญิงชราแพลง บรรจงใช้น้ำล้างเหงื่อและฝุ่น ใช้ผ้าซับอย่างเบามือจนแห้งสนิท ก่อนจะป้ายยาแล้วพันผ้าพันแผลให้อย่างสวยงาม
“่นี้ก็อย่าพึ่งเดินมากนักนะท่านยาย ไม่นานเดี๋ยวก็หาย”
“ขอบคุณ...คุณหนูอีกครั้งนะ”
“ไม่เป็ไร ๆ ท่านยายมีคนอยู่ด้วยหรือไม่ ขาเจ็บเช่นนี้ท่านควรมีคนคอยดูแลนะ”
เฟิ่งปิงทำหน้าครุ่นคิด เริ่มคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่าหากหญิงชราผู้นี้อยู่คนเดียวก็จะพาไปอยู่บ้านพักคนชราที่นางสร้างขึ้น
“ข้ามีลูกชายอยู่ คุณหนูไม่ต้องห่วง”
“อ๋อ งั้นก็ดีแล้ว เช่นนั้นของที่อยู่บนโต๊ะท่านเก็บไว้นะ เปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวัน นวดคู่กับทานยาเสียหน่อยก็จะหายเร็วขึ้น ยากินนี่ต้มกินวันละครั้งหลังอาหารเช้า ส่วนนี่...”
เฟิ่งปิงพยักหน้าเข้าใจ เพราะหากอีกฝ่ายไม่มีครอบครัว เครือข่ายที่นางสร้างขึ้นคงมาชักชวนช่วยเหลือไปแล้ว นางวางยาลงทีละตัว ไม่น่าหลงอยู่ผู้เดียวในจุดห่างไกลจากตัวเมืองเช่นนี้ ก่อนที่จะเปิดปากอธิบายให้ยืดเยื้อ สุ่ยหลิวก็ยื่นกระดาษมา
“วิธีใช้ข้าเขียนเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
“เยี่ยมากพี่สุ่ยหลิว งั้นข้าคงต้องกลับก่อน มีเวลาข้าจะมาเยี่ยมนะท่านยาย”
นางส่งยิ้มบางไปจากหลังผ้าแพรพร้อมโบกมือลาหญิงชรา เพราะนางควรกลับจวนราชครูก่อนที่มารดาจะรู้ว่าหนีเที่ยว หญิงชรายิ้มส่งเด็กสาวร่างบางทั้งสองด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ขอบคุณอีกครั้งนะ...คุณหนูน้อย”
...
โดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนที่ผลักหญิงชราจนล้มนั้น เวลานี้นอนจมกองเืถูกโยนลงแม่น้ำเป็อาหารปลา
...หายไปจากโลกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว