ตอนที่ 58 ห้วงคำนึงนิรันดร์
เมื่อคืนนี้ สายฝนฤดูร้อนได้โปรยปรายลงมาเป็นคราแรก
สวีเสี่ยวเสียนนอนหลับจนถึงยามสาย ไหนบอกว่าจะตื่นมาออกกำลังกายในยามเช้าเยี่ยงไรเล่า ? ไอหยา !
เป็นไปได้เยี่ยงไรกัน ?
ดูร่างกายอันบอบบางราวกับหนังหุ้มกระดูกของข้าสิ สวีเสี่ยวเสียนยืนอยู่ในลานบ้านพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด ก่อนจะสัญญากับตนเองอย่างหนักแน่นว่า วันพรุ่งนี้ ! ข้า ! จะตื่น ! ไปวิ่ง ! ให้ได้ !
จากนั้นก็เดินไปล้างหน้าแปรงฟัน...ล้างหน้ามิใช่เรื่องยาก ทว่าการแปรงฟันค่อนข้างลำบาก
ในกระเป๋าปีนเขาของเขามีเพียงยาสีฟันและแปรงสีฟันอย่างล่ะหนึ่งชิ้นเท่านั้น อีกทั้งแปรงฟันก็ขนร่วงใกล้จะหมดแล้ว หากจะให้ทำเยี่ยงจือรุ่ยที่ใช้กิ่งไม้แปรงฟันก็คงมิได้ จำต้องหาวิธีทำแปรงฟันออกมาใช้แล้ว ส่วนเรื่องของยาสีฟันนั้น ใช้เกลือแทนไปก่อนก็แล้วกัน
การจะทำแปรงฟันขึ้นมาอาจจะต้องใช้ขนหมูหรือหางม้า อืม...หางม้า สวีเสี่ยวเสียนนึกถึงหญิงสาวที่ทำร้ายเขาอยู่สองคราผู้นั้น นางมีม้าสีขาวตัวใหญ่อยู่หนึ่งตัว เมื่อใดที่ได้พบกันอีก เขาจะต้องหาเรื่องไปขโมยหางม้าของนางมาสักหน่อย
สวีเสี่ยวเสียนแปรงฟันพลางครุ่นคิด อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตนต้องทำนั้นมีมากมายเสียเหลือเกิน
จือรุ่ยสวมชุดกระโปรงสีเหลืองเดินตรงเข้ามา “กรี๊ด... ! ” นางตกตะลึงจนต้องกรีดร้องออกมา คุณชายเป็นอันใดไป ? เหตุใดถึงมีฟองสีขาวเต็มปากเลยเล่า ?
“หลายฝู หลายฝู...รีบมาเร็วเข้า ! ”
สวีเสี่ยวเสียนหันหลังกลับไปมอง ดวงตาของจือรุ่ยเบิกกว้างกว่าเดิม นางรีบวิ่งเข้ามาแล้วพยุงสวีเสี่ยวเสียนเอาไว้ “คุณชาย คุณชายเจ้าคะ อย่าทำให้ข้าต้องตกอกตกใจแต่เช้าสิ คุณชายเป็นลมบ้าหมูหรือเยี่ยงไร ? ”
ให้ตายเถิด !
เจ้านั่นแหละที่เป็นลมบ้าหมู !
“อย่าเอะอะโวยวายไปเลย ข้ากำลังแปรงฟันอยู่ ข้าแปรงฟันมาสี่เดือนกว่าแล้ว เจ้ามิเคยเห็นหรือเยี่ยงไร ? ”
จือรุ่ยส่ายหน้าพรืด “ก็คุณชายมิให้ข้ารับใช้ยามล้างหน้าแปรงฟันนี่เจ้าคะ ว่าแต่...เหตุใดถึงมีฟองสีขาวมากมายถึงเพียงนี้กัน ? ”
เขาจะอธิบายให้คนโบราณฟังเยี่ยงไรดี ?
สวีเสี่ยวเสียนมิรู้ว่าจะอธิบายเยี่ยงไร
หลายฝูวิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วราวกับติดปีก เขาวิ่งเร็วกว่าฉางเหว่ยเสียอีก
“ไอหยา... ! ” หลายฝูตกตะลึงขึ้นมาทันใด “คุณชายขอรับ...” เขาคุกเข่าลงไปกับพื้น “คุณชายอย่าเพิ่งตายนะขอรับ หากคุณชายตายไปแล้ว บ่าวจะไปรับเงินเดือนจากที่ใด... จือรุ่ย รีบไปตามหมอเร็วเข้า ! ”
“เจ้าบ้านี่ ! ”
สวีเสี่ยวเสียนยกขาขึ้นเตะหลายฝูจนกระเด็นไปไกล
จากนั้นก็บ้วนปากแล้วเอ่ยออกมาว่า “เอะอะโวยวายกันแต่เช้า ให้ข้าอยู่อย่างสงบมิได้หรือเยี่ยงไรกัน ? ”
“พวกเจ้าทั้งสองรีบไปจัดเตรียมอาหารเช้าเร็วเข้า เช้านี้ข้าอยากกินไข่ดาว จริงสิ ! จือรุ่ย เจ้าจงนำถั่วเหลืองที่ซื้อมาเมื่อวานนี้แช่น้ำเอาไว้ รีบไปเร็วเข้า ข้าจะอ่านตำราแล้ว ! ”
บ่าวรับใช้ทั้งสองเดินจากไปด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในที่สุดลานบ้านก็สงบสุขขึ้นมาอีกครา
สวีเสี่ยวเสียนนั่งอยู่ในศาลาริมน้ำเซียนหยุนเพื่อผ่อนคลาย ดูเหมือนว่าเขาได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนชาติก่อนอีกครา เขาต้มชาหนึ่งกา ชานี้รสชาติดีกว่าชาป่าเมื่อคราที่อาศัยอยู่ในเรือนด้านข้างมากโข
เขารู้สึกอยากอ่านหนังสือพิมพ์ขึ้นมา ทว่าทำได้เพียงยิ้มออกมาอย่างโง่เขลา จะเอาหนังสือพิมพ์มาจากที่ใดกัน เอาเป็นว่าเปลี่ยนไปฝึกคัดลายมือก็แล้วกัน
แล้วจะฝึกเขียนอันใดดีเล่า ?
เขาครุ่นคิดพลางฝนหมึก ผ่านไปชั่วครู่จึงหยิบพู่กันขนหมาป่าออกมาหนึ่งด้าม จากนั้นก็หยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น แล้ววางมันลงด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็นำที่ทับกระดาษสีดำวางลงไป ที่ทับกระดาษอันนี้รู้สึกว่าจะมีมาตั้งแต่เขาจำความได้แล้ว
ลักษณะของที่ทับกระดาษดูแปลกไปเล็กน้อย มันค่อนข้างหนักและแข็งเป็นอย่างมาก หากมองดูดี ๆ ที่ด้านหลังจะเห็นว่ามีก้อนเมฆแกะสลักอย่างสวยงามอยู่ มิรู้ว่าของสิ่งนี้ทำมาจากสิ่งใดเช่นกัน
เขาจุ่มพู่กันลงไปในน้ำหมึก ผ่านไปชั่วครู่สวีเสี่ยวเสียนก็ได้จรดพู่กันลงบนกระดาษ เป็นอักขระแบบสิงซูน่าเกรงขาม
‘ถวิลหา ธารน้ำเบียน’
ธารน้ำเบียน ไหลรินทั่วทิศ
ไหลไปสู่ท่าเรือข้ามฟากกู่โจว
ภูเขาอู๋ซานช่างดูเงียบเหงา
ความคะนึงและความเกลียดชังที่ยาวนาน
จะมลายในยามที่กลับมา
จันทร์กระจ่างคนยังเฝ้ารอ
หลังจากเขียนเสร็จแล้ว เขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครา เฮ้อ...
สวีเสี่ยวเสียนจ้องมองผลงานการเขียนของตน ในใจรู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก รั่วซี...ข้าอยู่ที่นี่นับว่ามั่นคงมากเลยทีเดียว มีเรือนหลังใหญ่หนึ่งหลัง เป็นแบบที่เจ้าชื่นชอบและอยากได้
ข้ามีบ่าวรับใช้อีก 2 คน มองไปแล้วอาจจะดูว่าฟุ่มเฟือย ทว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้นหรอก เพราะในโลกใบนี้ผู้คนต่างใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่แล้ว
ข้าเพิ่งจะซื้อที่นาทั้งหมด 60 หมู่ ต่อจากนี้ข้าต้องซื้อให้มากกว่าเดิม ชีวิตนี้ข้าจะมิเข้ารับราชการ ทว่าควรไปสอบเคอจี่1 สักหน่อย มันคล้ายกับตอนนั้นที่พวกเราสอบเข้ามหาวิทยาลัย...คาดว่าคงจะยากกว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเล็กน้อย
บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป 4 เดือนกับอีก 23 วันแล้ว ข้าปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีเลยทีเดียว ทว่าโลกนี้ล้าหลังเสียเหลือเกิน เจ้าคงจะคาดมิถึงว่าข้ายังต้องใช้ไม้กระดานพาดในการเข้าห้องน้ำ หากมิใช่เพราะข้าอยู่ในหมู่บ้านไป่ฮวาถึงสามปี ข้าคงมิเคยชินกับมันเป็นแน่
โลกนี้ดูมิน่าเชื่อถือเอาเสียเลย มันมีเมืองหลวงอยู่ที่ฉางอันและมีเจียงหนานด้วย แต่หลายชื่อถูกเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศมิปรากฏอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นข้าจึงตั้งใจว่าเมื่อใดที่มีเงินแล้ว ข้าจะออกไปท่องเที่ยวรอบโลกเพื่อดูโลกภายนอกสักหน่อย
เจ้ารู้ดีว่าข้าค่อนข้างขี้ขลาด ดังนั้นตอนนี้ข้าจำต้องตั้งรกรากอยู่ในเขตเหลียงอี้เล็ก ๆ นี้เสียก่อน เพื่อรอให้ทุกอย่างราบรื่น
รั่วซี... ลาก่อน !
สวีเสี่ยวเสียนเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาสีครามที่มิมีแม้แต่ก้อนเมฆสีขาวแม้แต่ก้อนเดียว
เป็นอีกวันที่อากาศยอดเยี่ยมยิ่ง
เขาก้าวเท้าออกไปจากศาลาริมน้ำเซียนหยุน จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในเรือนด้านหน้า
......
......
อาหารเช้าค่อนข้างหลากหลาย
มีทั้งโจ๊ก ไข่ต้ม หมั่นโถวสีเหลืองและไข่ดาว
นายและบ่าวนั่งทานมื้อเช้าที่โต๊ะหินในลาน สวีเสี่ยวเสียนมองดูอาหารเช้าของจือรุ่ยและหลายฝู ก่อนจะหยิบไข่ต้มให้จือรุ่ย แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“บัดนี้พวกเรามิได้ขาดแคลนเงินทองแล้ว อีกทั้งเจ้ากำลังอยู่ในช่วงเติบโต จำต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ”
“จงจำเอาไว้ว่านับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ยามเช้าของทุกวันเจ้าและหลายฝูจะต้องกินไข่วันละ 1 ฟอง ! ”
หลายฝูรู้สึกยินดีมากยิ่งนัก “ขอบคุณขอรับคุณชาย ! ”
จือรุ่ยเบ้ปากพลางเหล่ตามองหลายฝู ก่อนจะเอ่ยกับสวีเสี่ยวเสียนว่า “ไก่ตัวละ 50 อีแปะ ไข่ไก่ 11 ฟองราคา 10 อีแปะ หากขายเป็นฟอง ราคาฟองละ 1 อีแปะเชียว พวกเรามีหมั่นโถวกินก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว คุณชายกินไข่เถิด จะได้เพิ่มพลังให้แก่ร่างกาย”
สวีเสี่ยวเสียนกินโจ๊กเข้าไป จากนั้นก็ตามด้วยไข่ดาว “ทำตามที่ข้าบอกเถิด ! ”
“เจ้าค่ะ”
ไข่ไก่ฟองละ 1 อีแปะ 1 ตำลึงเท่ากับ 1,000 อีแปะ นั่นหมายความว่าซื้อไข่ไก่ได้ 1,000 ฟอง นายบ่าวทานข้าววันละ 3 มื้อ ทว่าไข่ 1,000 ฟองสามารถทานได้เป็นปี ! ”
เหตุใดถึงมิทานเล่า ?
“คุณชายเจ้าคะ เมื่อวานข้าเดินทางไปยังร้านขายยาของตระกูลโจว ทว่ามิพบกับคุณหนูที่นำใบสั่งยาของเราไป ข้าคิดว่า...พวกเราถูกนางหลอกแล้วหรือไม่ ? ”
“หากว่านางมิให้ยาแก่พวกเรา ก็ควรจะนำใบสั่งยากลับคืนมามิใช่หรือเจ้าคะ ? ”
“อย่ามัวแต่คิดเรื่องไร้สาระเหล่านั้นเลย ข้ามิได้ป่วยสักหน่อย”
จือรุ่ยสูดหายใจเข้าลึกแล้วหันไปมองสวีเสี่ยวเสียน ส่วนมากคนที่ป่วยมักจะบอกว่าตนมิได้ป่วย
ฉางเหว่ยนอนหมอบอยู่ข้างกายสวีเสี่ยวเสียน ดวงตาของมันจับจ้องไปที่ไข่ดาวในมือของสวีเสี่ยวเสียน มันรู้สึกว่ารสชาตินี้ช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน ดูเหมือนว่าชีวิตก่อนหน้านี้...มันได้กินเจ้าสิ่งนี้อยู่บ่อย ๆ ทว่าบัดนี้ลืมไปเสียแล้วว่ารสชาติเป็นเยี่ยงไร
จากนั้นน้ำตาแห่งความผิดหวังของมันก็ไหลรินออกมา เมื่อสวีเสี่ยวเสียนกินไข่ดาวเข้าไปจนหมด !
เขากินมันจนหมด !
ข้ายังรอกินอยู่นะ !
เหตุใดเจ้าถึงมิเหลือไว้ให้ข้าเลยเล่า ? !
“โฮ่ง ๆ ๆ... ! ”
สวีเสี่ยวเสียนหยิบหมั่นโถวแล้วโยนไปให้ฉางเหว่ย เอาเถิด...มีของกินก็ยังดีกว่ามิมี
ฉางเหว่ยคาบหมั่นโถวแล้วกลืนลงไปอย่างตะกละ อยู่ ๆ มันก็รู้สึกว่าหมั่นโถวนี่รสชาติดีเสียเหลือเกิน อยากขออีกสักชิ้นจะได้หรือไม่ ?
อยู่ ๆ เสียงจากเรือนด้านข้างก็ดังขึ้นมา สวีเสี่ยวเสียนจึงหันหลังกลับไปมอง เช้าตรู่เช่นนี้ดอกไม้สีแดงสดเบ่งบานอยู่บนกำแพงหลังจากถูกสายฝนชโลม
ช่างสวยงามและมีเสน่ห์ยิ่งนัก...
1เคอจี่ คือ ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการที่ทางราชสำนักจัดขึ้นให้เป็นการสอบส่วนกลาง