บทที่1 มาอยู่ในร่างเ้าเด็กขี้โรคบ้านจน
เสียงฝนตกหนักกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีดังสนั่นราวกับฟ้ากำลังโกรธแค้นอะไรบางอย่างเสียงสายฟ้าฟาดแหวกอากาศเป็ระยะทำให้ห้องพักเล็ก ๆสว่างวาบแล้วดับลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลินอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในหอพักนักศึกษาเก่า ๆแว่นตาเลื่อนลงมาจนเกือบถึงปลายจมูกแต่เขาไม่ได้สนใจจะขยับมันขึ้นไปสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าจออย่างแน่วแน่
บนหน้าจอคือเอกสารยาวเหยียด รายงานวิจัยหัวข้อ “การปรับปรุงพันธุ์ข้าวทนแล้งในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำจำกัด”ตัวอักษรเรียงแน่นเป็ระเบียบแต่บรรทัดสุดท้ายยังคงว่างเปล่า
“อีกนิดเดียว…” เขาพึมพำเสียงแหบพร่านิ้วมือที่เหนื่อยล้ายังคงพิมพ์ต่อไปอย่างฝืน ๆ
ชีวิตของเขาไม่หวือหวา ไม่มีเื่ตื่นเต้น เขาเป็แค่นักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับแปลงทดลอง ห้องแลบและเอกสารวิจัยแต่สำหรับเขามันสำคัญมาก เพราะเขาเชื่อจริง ๆว่าถ้าทำให้พืชทนแล้งได้มากขึ้นคนอีกจำนวนมหาศาลก็จะไม่ต้องอดอยาก
ความคิดนี้เรียบง่ายแต่หนักแน่นทันใดนั้นเองแสงฟ้าผ่าฉีกท้องฟ้าเป็เส้นยาวเสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนหน้าต่างสั่นะเื ไฟในห้องกระพริบถี่ ๆหลินอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้มลงพิมพ์ต่อ
“ขอแค่จบคืนนี้…”
แต่ประโยคยังไม่ทันสมบูรณ์ เปรี้ยง!เสียงะเิดังขึ้นอย่างฉับพลัน ประกายไฟแล่นผ่านสายไฟเหนือศีรษะทุกอย่างสว่างวาบเป็สีขาว แรงกระแทกมหาศาลซัดเข้ามาร่างของเขาถูกเหวี่ยงล้มลงกับพื้นความเ็ปแล่นผ่านทุกอณูแต่เขาไม่มีเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
โลกทั้งใบดับลงในทันที
ความมืด ลึกอย่างไร้ขอบเขต ไม่มีเสียงไม่มีความรู้สึกราวกับเขาจมลงสู่ก้นบึ้งของทะเลที่ไร้แสงเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาไม่อาจรับรู้ หนึ่งวินาทีหรือหนึ่งชั่วชีวิต จนกระทั่ง...
“เสี่ยวเฉิน…เสี่ยวเฉิน…”เสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นแ่เบาราวกับมาจากที่ไกลแสนไกลแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว“อย่าทิ้งแม่ไปนะ…”
เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายเหมือนถูกกดทับด้วยูเา เขาพยายามขยับนิ้วพยายามเปิดตา ในที่สุดแสงสลัวก็สาดเข้ามา
ภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้นทีละน้อยเพดานไม้สีหม่นมีรอยแตกเป็เส้นยาว หยากไย่ห้อยลงมาตามมุม กลิ่นสมุนไพรขม ๆลอยคลุ้งในอากาศ เขากะพริบตาอย่างช้า ๆ สมองยังมึนงง
“ที่นี่…” เสียงของเขาแหบและเบาอย่างน่าใ
“เสี่ยวเฉิน!” หญิงผู้หนึ่งโผเข้ามาใกล้มือหยาบกร้านจับแขนเขาแน่น ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ
น้ำตายังไหลไม่หยุด “เ้าฟื้นแล้ว นับว่า์ยังเมตตา”
หลินอวี้เฉินจ้องมองนางนิ่ง หัวสมองว่างเปล่าเขาไม่รู้จักนางแต่ในใจกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ
“ข้า…” เขาพยายามพูด “ข้าอยู่ที่ใด…”
หญิงผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบพูด “อย่าพูดอะไรเลย เ้าป่วยมาหลายวันแล้ว แค่ฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว…”
หลายวัน? คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงความคิดของเขาเขาพยายามลุกขึ้นนั่งแต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้เขาก้มลงมองมือของตัวเอง แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปชั่วขณะมือเล็ก…ผอม…มีรอยแผลเป็เก่า ๆ เต็มไปหมด นี่ไม่ใช่มือของผู้ใหญ่ ไม่ใช่มือของเขา
“นี่…” เขาหายใจถี่ความสับสนเริ่มก่อตัวเป็ความหวาดกลัว “ข้า…เป็ใครกัน”
ก่อนที่ใครจะตอบ บางอย่างก็ะเิขึ้นในหัวของเขาภาพนับไม่ถ้วนไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง เสียงหัวเราะของเด็กชายเสียงลมพัดผ่านทุ่งนา แสงแดดอุ่น ๆ จากนั้นภาพก็แตกสลายกลายเป็ความแห้งแล้งดินแตกระแหง ต้นข้าวเหี่ยวเฉา เสียงทะเลาะของพ่อแม่
“ไม่มีข้าวแล้ว จะเอาอะไรกิน”
“ข้าก็พยายามแล้ว”
เสียงประตูถูกกระแทก เสียงร้องไห้ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเ้าหน้าที่
“ถ้าไม่ใช้หนี้ ก็ยึดที่นา!”
มือหยาบกระชากคนออกไป เสียงโวยวาย เสียงอ้อนวอนทุกอย่างปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก
“อึก!” หลินอวี้เฉินกุมหัวแน่น ความเ็ปแล่นผ่านสมองภาพยังคงไหลเข้ามาไม่หยุด เด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่มุมห้องมองพ่อที่ถูกลากไปน้ำตาไหลเงียบ ๆ เด็กคนนั้นคือเขา ไม่สิ...คือเ้าของร่างนี้
ภาพสุดท้ายเด็กชายล้มป่วย ร่างกายอ่อนแรง นอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆเสียงแม่ร้องไห้ เสียงพี่สาวเรียก ลมหายใจของเด็กชายแ่ลงและหยุดในที่สุด
“เฮือก!” หลินอวี้เฉินสะดุ้งลุกขึ้น เหงื่อไหลท่วมตัวหัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา
เขาหายใจหอบถี่ แต่คราวนี้เขาเข้าใจแล้ว “หลินเสี่ยวเฉิน” ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา นี่คือชื่อของเด็กคนนี้เด็กที่ตายไปและเขาเข้ามาแทน
นี่คือการทะลุมิติจริง ๆ ความคิดนี้ฟังดูบ้าคลั่งแต่ทุกอย่างรอบตัวกำลังยืนยัน กระท่อมเก่า เสื้อผ้าขาดกลิ่นยาจีนจาง ๆและหญิงตรงหน้าที่มองเขาอย่างเป็ห่วง
“ท่านแม่…” คำพูดหลุดออกมาเอง
หญิงคนนั้นชะงักก่อนจะร้องไห้หนักกว่าเดิม “เสี่ยวเฉิน…เ้าจำแม่ได้”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกอุ่น ๆ แต่หนักอึ้งแผ่ซ่านในอกเขาไม่ใช่ลูกของนางแต่ความทรงจำในหัวกำลังบอกว่าใช่
เสียงไอแห้ง ๆ ดังมาจากอีกมุมหนึ่ง เขาหันไปมองชายวัยกลางคนผอมซูบนอนอยู่บนเสื่อ ลมหายใจติดขัด
“ท่านพ่อ…” ชื่อ “หลินกวง” ปรากฏในหัวชายคนนี้เคยแข็งแรง แต่ตอนนี้แทบไม่ต่างจากคนใกล้ตาย
ข้าง ๆ กันหญิงสาววัยแรกรุ่นนั่งหลับพิงผนัง มือยังจับผ้าชุบน้ำไว้
“พี่…” นี่คือหลินอวี้หลานพี่สาวของเขาใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และมีรอยช้ำจาง ๆ ที่ข้อมือภาพในตลาดแล่นเข้ามานางถูกพ่อค้าจับแขน โดนกดราคาของที่ขาย โดนดูถูกดวงตาของหลินเสี่ยวเฉินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ความเศร้า
เขาหลุดจาภวังค์เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากด้านนอกประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างแรง ชายชราคนหนึ่งในชุดผ้าธรรมดาเดินเข้ามาพร้อมกล่องยาไม้
“อยู่ตรงไหน” เขาถามเสียงหนักแน่น
หญิงผู้เป็แม่รีบลุกขึ้น “ท่านหมอ!ท่านมาดูหน่อยเถิด ลูกข้า…”
ชายชราพยักหน้าก่อนจะเดินมาที่เตียงสายตาคมกริบกวาดมองหลินเสี่ยวเฉินอย่างละเอียด
“ฟื้นแล้วหรือ” เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนจะนั่งลงมือเหี่ยวย่นจับข้อมือเด็กชาย
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกถึงปลายนิ้วที่กดเบา ๆชายชราหลับตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้ยินทั้งห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงฝนด้านนอก เวลาผ่านไปชั่วครู่ ชายชราลืมตาขึ้น
“ชีพจรเริ่มนิ่งแล้ว” เขาปล่อยมือ “ไข้ลดลง ร่างกายยังอ่อนแอแต่ไม่ถึงกับอันตราย”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เป็แม่ทรุดลงทันที น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง “จริงหรือท่านหมอ ลูกข้าไม่เป็ไรแล้วหรือ”
“อืม” ชายชราพยักหน้า “พักอีกสองสามวันก็ดีขึ้น”
เสียงสะอื้นดังขึ้นในห้องผู้เป็แม่เหมือนคนที่กำลังจมน้ำที่ได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้แต่ในไม่กี่อึดใจต่อมานางก็รีบลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหมอ
“ท่านหมอ…ข้า…ข้า…” เสียงของนางสั่นเครือ “ข้าไม่มีเงินจ่าย”
คำพูดนั้นเบาราวกับลมหายใจแต่กลับหนักหนาจนบีบหัวใจหลินเสี่ยวเฉินชะงัก เขามองภาพนั้นนิ่ง ๆแม่ของเขากำลังคุกเข่าของร้องเื่ค่ารักษา
นางกัดฟันแน่นก่อนจะพูดต่อ “ถ้าท่านไม่รังเกียจข้าจะให้ลูกสาวไปทำงานใช้หนี้”นางหันไปมองเด็กสาวที่เพิ่งสะดุ้งตื่น “อวี้หลาน…นางขยันอดทน นางสามารถช่วยท่านหมอได้หลายอย่าง”
เด็กสาวเบิกตากว้าง สีหน้าซีดเผือดแต่ไม่ได้ปฏิเสธนางเพียงก้มหน้าลงเงียบ ๆ มือกำชายเสื้อแน่น
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบหัวใจความทรงจำในหัวทำให้เขารู้ดีว่าไปทำงานใช้หนี้สำหรับครอบครัวแบบนี้มันหมายถึงอะไรไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่อาจหมายถึงการถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบหรือแย่กว่านั้น
“พอแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นชายชรามองหญิงที่คุกเข่าอยู่แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าเป็หมอ” เขาพูดช้า ๆ “เห็นคนใกล้ตายจะให้ข้าไม่ช่วยหรือ”
ผู้เป็แม่ชะงัก “แต่…แต่…”
“เงินไม่ต้อง” เขาตัดบท “ครั้งนี้ถือว่าข้าให้”
“ท่านหมอ…ข้า…” หญิงผู้นั้นน้ำตาไหลพรากจากนั้นจึงก้มศีรษะลงกับพื้น “ขอบพระคุณ ขอบพระคุณท่านหมอ”
เด็กสาวเองก็ก้มหน้าลงเช่นกัน น้ำตาหยดลงเงียบ ๆ
หลินเสี่ยวเฉินมองภาพนั้น หัวใจสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุมโลกนี้โหดร้ายแต่ก็ยังมีคนดีแบบท่านหมอผู้นี้นี้อยู่
ชายชราลุกขึ้นหยิบกระดาษเขียนยาอย่างรวดเร็ว ต้มยานี้ให้เขากินเช้าเย็น อย่าให้โดนลมมากแล้วก็หาอะไรกินให้มากขึ้นถ้ายังปล่อยให้ขาดอาหารต่อให้หายก็ป่วยอีก”
คำพูดนั้นทำให้หญิงผู้เป็แม่ชะงัก แววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ“อาหาร” สำหรับบ้านนี้มันคือของหายาก ท่านหมอเห็นสีหน้าของนางแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะให้อย่างจนใจ
“เอาเถอะ…ข้าจะทิ้งสมุนไพรไว้ให้ส่วนหนึ่งใช้ให้ประหยัดหน่อยก็แล้วกัน” เขาวางห่อยาลง
ก่อนจะเดินออกไปเขาหันกลับมามองหลินเสี่ยวเฉิน สายตานั้นลึกและนิ่ง
“เ้าหนู ชีวิตรอดกลับมาแล้ว ก็อย่าทิ้งมันไปง่าย ๆ”พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไปท่ามกลางสายฝน
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมหญิงผู้เป็แม่ยังคงร้องไห้ พี่สาวนั่งนิ่ง หลินเสี่ยวเฉินนอนอยู่บนเตียงมองเพดานไม้เก่า ๆ ความคิดมากมายไหลวนอยู่ในหัว ชีวิตใหม่ ครอบครัวใหม่โลกที่โหดร้าย แต่ก็ยังมีความอบอุ่นเล็ก ๆ แฝงอยู่
เขาหลับตาลงช้า ๆ แล้วกำหมัดแน่น
“ข้าจะไม่ปล่อยให้มันเป็แบบนี้อีก” เสียงพึมพำเบามากแทบไม่มีใครได้ยินแต่ในใจของเขามันคือคำสัญญาเขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะทำให้ครอบครัวนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้