คำบอกเล่าของชายชราก้องอยู่ในหัวของ หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ราวกับเสียงก้องจากอดีต "ผู้ใดพลังแห่งการชำระล้างจะต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง และอาจต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย... ถูกแยกจากผู้ที่ตนรัก" นี่คือคำสาปที่เทพเซียนไม่เคยกล่าวถึง และจอมมารเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
หลี่มี่เยว่ รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง เมื่อนึกถึงพลังสีทองที่เธอเพิ่งปลดปล่อยออกมา เธอเคยมั่นใจว่ามันคือพลังที่บริสุทธิ์ของเทพเซียน แต่เมื่อชายชราบอกว่ามันเป็ "พลังที่ถูกสาป" หัวใจของเธอก็พลันหวั่นไหว
มู่เหยียน สังเกตเห็นความกังวลบนใบหน้าของเธอ เขาก้าวเข้ามาใกล้ "เ้าไม่จำเป็ต้องเชื่อคำพูดของคนแก่ ๆ คนนั้น" เขากล่าวเสียงเรียบ แม้ในใจของเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจนัก รอยแผลเป็ที่หน้าอกของเขาปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับเป็การยืนยันถึงคำสาปที่ชายชรากล่าว
"แต่ท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะ... พลังของข้ามันไม่เหมือนพลังเซียนทั่วไป" หลี่มี่เยว่ เอ่ยเสียงแ่ "แล้วถ้ามันเป็จริงล่ะ... ถ้าเราไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป"
คำถามของเธอทำให้ มู่เหยียน ชะงักไป เขาไม่เคยคิดถึงเื่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอในแง่มุมนี้มาก่อน ความคิดที่ว่าต้องแยกจากเธอ ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ความรู้สึกที่ไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดที่เคยมี แต่เป็ความเ็ปที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
"เราจะพิสูจน์มัน" มู่เหยียน กล่าวเสียงหนักแน่น "เราจะหาความจริงเกี่ยวกับคำสาปบ้า ๆ นั่น และหาทางกลับไปยังภพภูมิของเราให้ได้"
หลังจากช่วยเหลือชาวบ้านและจัดการกับซากปรักหักพังของหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ก็ออกเดินทางต่อ พวกเขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเก่าแก่ที่เคยได้ยินจากเ้าของโรงเตี๊ยม เพราะเชื่อว่าที่นั่นอาจมีบันทึกหรือตำนานเกี่ยวกับ "าแห่งเทวะและอสูร" และ "คำสาป" ที่กล่าวถึง
ระหว่างทาง พวกเขาพบร่องรอยของการทำลายล้างอีกหลายครั้ง ซึ่งเป็ฝีมือของกลุ่มคนสวมหน้ากากปริศนาเ่าั้ มู่เหยียน สันนิษฐานว่าพวกมันน่าจะเป็ผู้ที่ควบคุมพลังมารที่ถูกบิดเบือน และกำลังออกตามหาอะไรบางอย่าง
"พวกมันกำลังตามหาอะไรกันแน่" หลี่มี่เยว่ ถามด้วยความสงสัย
"อาจจะตามหาอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับาในอดีต" มู่เหยียน ตอบ "หรือบางที... อาจจะตามหาเรา"
ยิ่งพวกเขาเดินทางใกล้เมืองหลวงเก่าแก่มากเท่าไหร่ พลังงานบางอย่างก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น หลี่มี่เยว่ รู้สึกถึงพลังของเธอที่กำลังสั่นะเืตอบรับ และ มู่เหยียน ก็รู้สึกถึงความปวดแปลบที่รอยแผลเป็ของเขาที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเมืองหลวงเก่าแก่แห่งหนึ่ง เมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและบรรยากาศที่เงียบสงัดราวกับเมืองร้าง แต่ก็มีผู้คนบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ท่ามกลางความเสื่อมโทรม
พวกเขาเดินเข้าไปในซากปรักหักพังของหอสมุดหลวง ซึ่งยังพอมีโครงสร้างเหลืออยู่บ้าง แม้หนังสือส่วนใหญ่จะผุพังไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีแผ่นจารึกโบราณบางส่วนที่ยังคงสภาพดีอยู่
หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ช่วยกันค้นหาแผ่นจารึกที่อาจเกี่ยวข้องกับาแห่งเทวะและอสูร หรือคำสาปที่พวกเขาได้ยินมา
"เจอแล้ว!" หลี่มี่เยว่ ร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอพบแผ่นจารึกขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายแปลกตา และมีตัวอักษรโบราณที่คุ้นเคย
มู่เหยียน รีบเดินเข้ามาดู ใกล้ ๆ แผ่นจารึกนั้นมีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ รอยที่ดูคล้ายรอยไหม้ แต่ก็มีความพิเศษบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็รอยที่เคยเห็นมาก่อน
หลี่มี่เยว่ เริ่มถอดความหมายของตัวอักษรบนแผ่นจารึกช้า ๆ "ในอดีตกาลอันไกลโพ้น าแห่งเทวะและอสูรปะทุขึ้น ผืนฟ้าถูกฉีกขาด แผ่นดินถูกกลืนกินด้วยไฟแห่งความพิโรธ ผู้นำแห่งแสงสว่าง 'เทวีแห่งการชำระล้าง' และผู้นำแห่งความมืดมิด 'จอมมารแห่งโกลาหล' ได้ปะทะกันอย่างดุเดือด"
เมื่อได้ยินคำว่า "เทวีแห่งการชำระล้าง" และ "จอมมารแห่งโกลาหล" หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ก็พลันหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
"าดำเนินไปนานนับปี ความเสียหายแผ่ขยายไปทั่วทุกภพภูมิ ในที่สุด เทวีแห่งการชำระล้างได้ใช้พลังที่ถูกสาปของนาง เพื่อผนึกจอมมารแห่งโกลาหล และพลังแห่งความมืดมิดเอาไว้ พลังนั้นได้สร้างพันธนาการที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงดวงิญญาของทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันชั่วนิรันดร์..." หลี่มี่เยว่ อ่านต่อ เสียงของเธอสั่นเครือ
มู่เหยียน ััได้ถึงความเ็ปที่รุนแรงขึ้นที่รอยแผลเป็บนหน้าอกของเขา "พันธนาการ... ที่มองไม่เห็น..." เขาทวนคำ
"และคำสาปยังกล่าวว่า... เมื่อใดที่พันธนาการถูกคลายลง ดวงิญญาทั้งสองจะถูกดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง เพื่อเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้... หากพวกเขาไม่สามารถเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันได้ โลกจะตกอยู่ในความมืดมิดชั่วนิรันดร์" หลี่มี่เยว่ อ่านจบ ร่างกายของเธออ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น
ความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าช่างโหดร้ายยิ่งกว่าที่พวกเขาคิดไว้ าในความฝันคืออดีตของพวกเขาเอง หลี่มี่เยว่ คือ เทวีแห่งการชำระล้าง และ มู่เหยียน คือ จอมมารแห่งโกลาหล และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาถูกผูกมัดไว้ด้วยคำสาปที่ไม่อาจแยกจากกันได้ และคำสาปนั้นเองที่อาจเป็ต้นเหตุให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันในอดีต
"นี่มันหมายความว่า... พวกเราคือผู้ที่อยู่ในตำนานนั้นงั้นหรือ" หลี่มี่เยว่ พึมพำ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้า
มู่เหยียน เดินเข้ามาหาเธอ เขาย่อตัวลงใช้มืออันหยาบกร้านเช็ดน้ำตาให้เธอเบา ๆ "ดูเหมือนเราจะถูกลิขิตมาให้พบกันอีกครั้งจริงๆ สินะ" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แผ่นจารึกที่พวกเขาอ่านนั้นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงตัวตนและอดีตอันน่าเหลือเชื่อของพวกเขา แต่คำสาปที่เชื่อมโยงดวงิญญาของเทพและมารเข้าไว้ด้วยกัน... กลับเป็สิ่งที่ทำให้หัวใจของทั้งสองรู้สึกหนักอึ้ง พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ และหาทางที่จะเอาชนะคำสาปที่ขัดขวางความรักของพวกเขา