ตอนที่ 27
“ท่านเรียกข้ามา มีสิ่งใดหรือเ้าคะ..ท่านแม่ทัพ”เอ้อร์หนี่เอ่ยถามหลังจากที่หานซวนใช้ให้คนของเขาเรียกตัวเอ้อร์หนี่เข้ามาพบเขาในห้องทำงาน หานซวนเงยหน้าขึ้นมองคนอีกผู้ที่เข้ามาแล้วด้วยแววตานิ่งเฉย
หลายวันผ่านไปจวบจนใกล้ครบหนึ่งเดือนที่เอ้อร์หนี่ได้มาขอความช่วยเหลือที่จวนท่านแม่ทัพแห่งนี้เพราะความเมตตาและหนี้บุญคุณของเลี่ยงหลิ่ง..และตอนนี้มันถึงเวลาที่นางต้องออกไปจากจวนแล้ว
“ข้าจะส่งตัวแม่นางให้เสนาบดีผังเมือง เขา้าที่จะรับแม่นางไปเป็บุตรสาวบุญธรรรม”เขาบอกนาง เอ้อร์หนี่ถึงกับขมวดคิ้วว่าเหตุใดจึงไม่บอกนางก่อนจะทำเื่ส่งตัวนางให้คนของตนเอง
“เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้าก่อน ข้ามีบิดามารดาจะให้ข้าไปเป็บุตรบุญธรรมของผู้ใดได้ หากท่านพ่อท่านแม่ข้ารู้เข้าคงไม่อนุญาตแน่”
“บิดามารดาของแม่นาง..ทราบเื่แล้ว พวกเขาอนุญาตให้เสนาบดีผู้นี้รับแม่นางไปเป็บุตรบุญธรรม แม่นางไม่ต้องห่วงว่าคนผู้นี้จะเป็อันตราย เขาเป็ถึงเสนาบดีผังเมือง ฉลาดและร่ำรวย เขามีภรรยาและอนุภรรยาอยู่แล้ว แม่นางไม่ต้องห่วงเื่ที่เขาจะเอาแม่นางเป็อนุภรรยาอีกคนหรอก”
“หรือถ้าเช่นนั้นแม่นางกลับไปอยู่กับครอบครัวของแม่นางอีกครั้ง ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก..ถ้าเ้ามั่นใจว่าบิดาและมารดาของแม่นางจะไม่ขายแม่นางให้กับเศรษฐีคนอื่นอีก”
“เพราะถ้าเป็เช่นนั้น..ข้าจะสั่งห้ามไม่ให้เลี่ยงหลิ่งช่วยแม่นางอีก”
“ท่านพี่ไม่ฟังท่านหรอก”นางสวนขึ้น
“นางเป็ภรรยาข้า ไม่ใช่สามีของแม่นาง เหตุใดนางจะไม่ฟังข้า?”
หานซวนตอบกลับไปและมันได้ผล มันเป็สิ่งที่เป็ความจริงและเอ้อร์หนี่เถียงไม่ได้ถ้าโดนหานซวนยื่นคำขาดแล้ว เลี่ยงหลิ่งจะไม่มีทางทำอะไรแน่ ๆ หากจะกลับไปหาบิดาและมารดาก็คงจะถูกขายให้กับเศรษฐีคนเดิมหรือไม่ก็คนอื่นเป็แน่ เหตุเพราะนางเริ่มโตเป็สาวและบิดามารดาของนาง้าเงินที่มากกว่าที่ได้มา
ขายลูกสาวกิน...เป็เื่ปกติ
“ว่าอย่างไรล่ะแม่นางเหริน ถ้าตกลง ข้าสามารถลบล้างตัวตนของแม่นางได้ทันที..ไม่ว่าจะเปลี่ยนนามสกุล หรือแม้กระทั่งภูมิลำเนาการเกิด”
เขายื่นข้อเสนอให้อีกรอบ แต่เอ้อร์หนี่ก็ยังนิ่งเงียบเหมือนกำลังคิดไตร่ตรองและกดดัน “แต่ถ้าไม่ก็ได้เวลาที่แม่นางต้องกลับบ้านเกิดแล้ว”
“เพราะข้าถือว่าเลี่ยงหลิ่งได้ช่วยให้แม่นางรอดจากการเป็อนุภรรยาของเศรษฐี เ้าหนี้ของครอบครัวของแม่นางแล้ว”
“ถือว่าไม่มีอะไรติดค้างกัน”
“ข้าตกลง”
“.....”หานซวนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงความนิ่งของใบหน้าไว้ได้อย่างแเี “ข้าตกลงกับข้อแม้ของท่าน”เอ้อร์หนี่บอกออกไปอีกครั้ง
นางไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหานซวนนั้นมีอำนาจเหนือผู้อื่นจริง ๆ เพราะความที่เป็แม่ทัพย่อมน่าเชื่อถือและน่าเกรงกลัว คำพูดของเขาแต่ละคำมันน่าเชื่อถือ แม้แต่เลี่ยงหลิ่งก็เถียงเื่นี้เพื่อช่วยนางไม่ได้
“ข้าหวังว่าเสนาบดีผังเมืองจะเป็คนที่ข้าไว้ใจได้”
“เขาไว้ใจได้ ข้าไม่ปล่อยให้ผู้มีพระคุณของภรรยาข้าต้องตกระกำลำบากกับคนใจั์หรอก”เขาบอกให้ชัดเจนเพื่อความมั่นใจของอีกฝ่าย
เขา้าเอาเอ้อร์หนี่ออกไปให้ไกลจากเลี่ยงหลิ่งก็จริง แต่ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าเอ้อร์หนี่จะไม่เป็อันตราย
เสนาบดีผังเมืองเป็ผู้ที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อครั้งที่ออกรบนานมาแล้ว เสนาบดีผังเมืองจึงยกให้หานซวนเป็ผู้มีพระคุณของตนและครอบครัว หากวันใดหานซวนอยากให้ช่วยเขาและครอบครัวก็จะช่วย ประจวบกับหานซวนได้ยินมาว่าเสนาบดีผังเมืองและฮูหยินใหญ่ไม่มีบุตรร่วมกัน เขาจึงเจรจากับทั้งสองสามีภรรยา ด้วยความที่เริ่มอายุมากขึ้นแล้วจึงตกลงเพราะนึกถูกชะตาเอ้อร์หนี่เพียงแค่หานซวนพูดชื่อ..ทุกอย่างจึงเป็ไปตามที่หานซวน้า นี่คือประโยชน์ของการคิดอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนดีแล้ว
“ไม่มีอะไรที่ต้องห่วง..ยกเว้นเื่ท่านพี่”
“เื่นาง..ไม่มีอะไรที่แม่นางต้องห่วงเลยสักนิด”
“ท่านฉลาด..ฉลาดเกินกว่าที่ผู้ใดจะตามท่านทัน ท่านพี่ไม่มีทางตามท่านทัน หากท่านไม่จงใจให้นางรู้ นางไม่มีทางตามท่านทันแน่”เอ้อร์หนี่มองอีกคนด้วยแววตาเรียบนิ่งเช่นเดียวกับเขา แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ทำสิ่งใดไม่ได้ นางไม่รู้ว่าในใจของหานซวนคิดอะไรอยู่ ถึงนางจะมองเขาออกแต่มันเป็เพียงแค่เสี้ยวเดียว...เป็เสี้ยวเดียวที่เขาจงใจให้นางเห็น...บุรุษผู้นี้ฉลาดและลึกลับมากเกินกว่าที่นางจะต่อกรด้วยได้
หานซวนยกยิ้มอย่างพอใจและเขาก็ไม่คาดคิดว่านางจะฉลาดมองคนออกถึงเพียงนี้..เสนาบดีผังเมืองต้องพอใจกับบุตรสาวบุตรธรรมคนนี้อย่างแน่นอน
“เ้าเห็นเอ้อร์หนี่หรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะฮูหยิน”
“เ้าล่ะ เห็นน้องสาวข้าไหม”
“ไม่เห็นเลยเ้าค่ะ”
“หายไปไหนของนางกันนะ”
ในขณะที่หานซวนและเอ้อร์หนี่กำลังทำาเย็นกันอยู่ เลี่ยงหลิ่งก็เดินไปมาพร้อมกับอุ้มไป๋เซ่อไว้และถามไถ่บ่าวรับใช้จนทั่วจวนก็ไม่มีผู้ใดพบนาง จนเลี่ยงหลิ่งเดินเลยมาถึงบันไดทางขึ้นปีกบนสุด
นางหยุดยืนมองฐานบันไดและนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เคยพบหมอประจำตระกูลฟานและพบหานซวนอยู่ที่นี่ อีกทั้งพ่อบ้านยังมีท่าทีที่ไม่อยากให้นางขึ้นไป้านี้อีก
ความสงสัยของนางผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นางก็ยังคิดลังเลที่จะก้าวขึ้นไปบนบันไดแห่งความลับนี้
“ถึงจะบอกว่าเป็ห้องเก็บสมบัติสืบทอดของบรรพบุรุษแต่มันก็น่าแปลกใจอยู่ดี การกระทำของคนที่จวนนี้และหานซวนต่างก็ดูมีพิรุธไปหมด”นางคิดจนคิ้วขมวดติดกันโดยที่นางไม่รู้ตัว จนกระทั่งมีคนสองคนเดินมา เลี่ยงหลิ่งจึงรีบเดินขึ้นไปหลบบนบันไดในด้านที่บุรุษสองคนจะไม่เห็นนาง
“นี่ดีนะ ข้ามาทันเปลี่ยนกะเฝ้า ไม่เช่นนั้นข้าโดนส่งกลับบ้านเก่าแน่”
“เ้าก็พูดเกินไป อยู่มาตั้งนานไม่เห็นว่าท่านแม่ทัพจะทำเช่นนั้นเลยสักครั้ง”อีกคนหนึ่งบอก
“ก็แน่ล่ะ ก็มันยังไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปรบกวนคุณชายเล็ก ไม่เช่นนั้นไม่พ้นพวกเราแน่ที่ต้องเป็ฝ่ายเดือดร้อน”
“เ้าอย่าพูดเสียงดังไป หากผู้อื่นมาได้ยินจะแย่เอา”
“จะมีผู้ใดอีก นอกเสียจากฮูหยินและท่านพี่เลี้ยงของฮูหยิน ถ้าเป็ทั้งสองล่ะก็ เราหัวขาดแน่”
“เอาเป็ว่าเราเลิกพูดเื่นี้กันก่อนเถอะ ก่อนที่ฮูหยินหรือท่านพี่เลี้ยงจะบังเอิญมาได้ยินเข้า แบบนั้นไม่ดีจริง ๆ แน่”บ่าวรับใช้ทั้งสองคนเปลี่ยนเื่คุย แต่ไม่ทันแล้วล่ะ..เลี่ยงหลิ่งที่ฟังอยู่ได้ยินหมดแล้ว ได้ยินเต็มสองหูของนาง
คุณชายเล็ก..หานซวนมีน้องชายแท้ ๆ ..?
นางไม่อยากจะเชื่อว่าฟานหานซวนจะมีน้องชาย แต่ประเด็นมันไม่ได้มีอยู่เท่านั้นประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า..ทำไมหานซวนจึงปิดบังเื่นี้กับนางและคนของนาง เพราะอะไร?
ในตอนแรกที่กำลังตัดสินใจว่าจะขึ้นไปดีหรือไม่ ตอนนี้นางตัดสินใจได้แล้วว่าจะขึ้นไป นางอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนปริศนาที่ทั้งสองคนนั้นเพิ่งจะพูดถึงเขา
เลี่ยงหลิ่งค่อย ๆ เดินขึ้นไปให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
จนถึงประตูบานหนึ่ง ดูเป็ห้องที่ใหญ่ที่สุด แต่นางไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไร
เพราะตอนกลางวันจะปิดไฟ จึงมองไม่ออกว่าข้างในมีใครอยู่บ้างและกำลังทำอะไรอยู่ นางยืนอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป
สิ่งที่นางเห็นคือร่างของบุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาคล้ายหานซวนแต่ไม่มากนัก..ผิวและหน้าซีดเซียวกว่า รูปร่างก็ผอมกว่าแต่สูงน้อยกว่าหานซวน
เขานอนนิ่งแต่ยังหายใจเป็ปกติ
“ท่านชายผู้นี้..คือคุณชายเล็ก น้องชายของหานซวนเช่นนั้นรึ”
เลี่ยงหลิ่งถึงกับพูดไม่ออก คุณชายเล็กนอนไม่มีสติอยู่บนเตียง ในห้องถูกประดับตกแต่งอย่างดีเหมือนกับว่าเขาแค่นอนหลับไปเท่านั้น แต่ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยสักนิด..และนั่นมันทำให้เลี่ยงหลิ่งอยากรู้มากกว่าจะโกรธหานซวนว่าเหตุใดจึงไม่บอกกล่าวแก่นางว่ามีน้องชาย
และน้องชายก็นอนอยู่เช่นนี้
“มีแผล?”นางมองที่หัวและตัวของซั่วหลิง อีกทั้งยังเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลถูกจัดวางอย่างดีที่ตู้ไม้ มีห่อยาสมุนไพรวางอยู่หากมีอาการก็พร้อมทานได้เลยทันที
“ท่าน..คุณชาย..?”นางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ และแตะไปที่ตัวของอีกคน พอไม่ได้ตอบสนองกลับมา เลี่ยงหลิ่งจึงวางไป๋เซ่อลงและเอามืออังที่คอของเขา
“ตัวไม่เย็นและไม่ร้อน นอนเหมือนคนที่หลับไปเฉย ๆ ผ้าพันแผลที่อยู่บนหัวและพาดเฉียงบนลำตัวเช่นนี้..แปลว่าโดนทำร้ายมา?”นางวินิจฉัยตามที่เคยอ่านตำรามา พยายามนึกว่ามันจะเป็สิ่งใดได้บ้างและก็นึกออกอยู่อาการเดียว “สมองถูกกระทบกระเทือนเข้ากับของแข็ง ผ้าพาดเฉียงเช่นนี้โดนฟันมาแน่”
“ส่วนตาของหานซวนไม่ได้บอดสนิท ข้าดูอย่างไรแล้วก็ไม่เรียกว่าตาบอดอยู่ดี..มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างสองพี่น้องคู่นี้แน่ ๆ ”
“แล้วเหตุใดหานซวนต้องโกหก..ไม่สิ เหตุใดเขาต้องปิดบังข้าและโกหกทุกคนว่าตนเองตาบอดด้วย”คำถามทุกอย่างผุดเข้ามาในหัวของเลี่ยงหลิ่ง นางพยายามนึกความที่พอจะเป็ไปได้ของการปิดบังครั้งนี้
แต่นึกอย่างไรแล้วก็นึกไม่ออกจริง ๆ ...มีทางเดียวคือนางต้องถามเขา
ตรง ๆ “แต่ว่าเขาให้คนของเขาปิดบังข้าเช่นนี้ ถ้าข้าไปถาม..เขาต้องโกรธมากแน่ ๆ ”
“แต่จะปล่อยให้ตนเองสงสัยไปเรื่อย ๆ ก็ยากไป”
ในขณะเดียวกัน หลังจากที่หานซวนสนทนากับเอ้อร์หนี่เรียบร้อยแล้วจึงบอกให้เอ้อร์หนี่ออกไปและบอกให้พ่อบ้านดูแลเื่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการย้ายเข้าไปในจวนเสนาบดีผังเมือง
ส่วนตัวเขาก็นั่งทำงานอยู่ที่เดิม แต่พอจะยกชาขึ้นมาเทใส่แก้วก็เกิดมือไม้อ่อนทำชาหกใส่มือตนเอง ด้วยความที่ชาร้อนจึงทำให้เขารีบสะบัดมือออกจนแก้วชาตกแตก
นั่นบ่งบอกว่าเป็ลางไม่ดีสำหรับเขาแล้ว
“ไปไหนมา”
ตกดึกคืนเดียวกัน เลี่ยงหลิ่งที่เพิ่งจะหาโอกาสลงจากห้องปีกบนของ
ซั่วหลิงได้ตอนที่หมอประจำตระกูลมาพอดีก็สะดุ้งใหันไปมอง จนไป๋เซ่อที่ขึ้นชื่อว่าเป็กระต่ายใง่ายก็หลุดออกจากอ้อมกอดของนาง แต่ดีที่หานซวนรับไว้ได้ทัน
“ท่านมาเงียบ ๆ เช่นนี้ ไป๋เซ่อเกือบขาหักแล้วนะ”นางแทบจะร้องไห้แทนใ หากไป๋เซ่อตกลงไปด้วยความสูงของคนเช่นนี้อาจจะทำให้าเ็ได้ และส่งผลให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว
“เ้าไม่มีสติเองจะมาว่าข้ามาเงียบ ๆ ได้อย่างไร ข้าก็ต้องเข้าห้องข้า ข้าผิดตรงไหน”เขาบอกและลูบไป๋เซ่ออย่างเบามือ “แล้วเ้าไปไหนมา”
“ข้า..ข้าไป..ไปหาอะไรทำกับไป๋เซ่อมา แล้วเมื่อเช้าข้า....ข้าก็หาเอ้อร์หนี่ไม่เจอ เลยเดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ ”นางพยายามหาเหตุผลมาทับความมีพิรุธ แต่นางไม่ได้แสดงได้แเีเหมือนนางโลมละคร มันจึงทำให้หานซวนมองออกว่า ไม่ใช่
“แล้วไปทำสิ่งใดมาบ้างล่ะ? สนุกหรือไม่?”
“หรือจริง ๆ ข้าไม่ควรถามว่าสนุกหรือไม่..ถ้าไม่สนุกเ้าคงกลับมาถึงั้แ่ออกไปแล้ว”
“ท่านประชดหรือกำลังตำหนิข้าอยู่?”นางสวนขึ้น
“ข้าไม่ได้ประชด ข้าถามเ้าอยู่”
“เ้าไปไหนมา”เขาเปลี่ยนโทนน้ำเสียงเป็เข้มขึ้น แววตาดุยิ่งดุมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทำเอานางต้องค่อย ๆ ถอยและรีบคิดหาทางเอาตัวรอดก่อนที่เขาจะรู้เื่ทั้งหมด “ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าไปหาอะไรทำมา จะให้พูดอย่างไรล่ะ ส่วนว่าไปไหน ข้าก็ไปเรื่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ท่านเข้าใจไหม?”
“เดินไปเรื่อยจนไปถึงห้องปีกบนสุดใช่หรือไม่”เสียงของเขาดุขึ้นอีกเป็สามเท่า ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีให้นางกลัวแต่ทำไม่ตอนนี้นางรู้สึกหวั่นใจอย่างไรชอบกล
มันเป็หวั่นใจที่ไม่ใช่หวั่นอย่างปกติที่เขาเคยทำให้นางหวั่น
ร่างนี้ของหานซวน..เหมือนเป็ร่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนและหานซวนที่นางรู้จักก็ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง
“ข้าไม่ได้ไป”
“แต่ถ้าข้าไป ท่านจะทำอย่างไรล่ะ?”
นางตัดสินใจพูดออกไปอย่างอ้อม ๆ ถึงจะบอกว่าจะไม่โกรธเขาเื่ที่เขาปิดบัง แต่การที่เขามาคาดคั้นเอาคำตอบจากนางเช่นนี้มันก็ทำให้นางรู้สึกไม่ดีเช่นกัน
“ท่านมีอะไรปิดบังข้าอยู่หรือเปล่า? ท่านแม่ทัพ”