และทันใดที่ได้เห็นเช่นนั้น ทั้งสี่ไม่รีรอที่จะยื้อแย่งกันขึ้นรถ เพื่อจะหนีออกมาจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พวกนั้นมันอะไรกันนะ” ดาวอุทานขึ้นอย่างลนลาน
“จะอะไรอีกละ” วิษณุเสริม “ก็ผะ…ผีไงวะ”
“อีกแล้ว…” ปอยพึมพำอย่างหอบๆ “เจอผีอีกแล้ว”
“ผีอะไร” นายผู้เป็สารถีเอ่ยขึ้นพลางกวาดตามองคนทั้งหมดในรถ “ผีที่ไหนเหรอ”
“เอ้า….” ดาวขมวดคิ้วแน่น “แกไม่เห็นเหรอ”
“หึ…” นายส่ายศีรษะ “เห็นที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง”
“ก็ที่บ้านนั้นไง” วิษณุพูดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “แกไม่เห็นอีกแล้วเหรอวะไอ้นาย…”
“ไม่อ่ะ…” นายตอบหน้าซื่อ “ไม่เห็นอะไรเลย”
“เอ้า!” ปอยเสียงสูงอย่างแปลกใจ “ก็ถ้านายไม่เห็น นายจะกลัวแล้วโดดขึ้นรถมากับพวกเราทำไมอ่ะ”
“ก็ใไง….” นายยังคงตอบเรื่อยๆ เหลือบแลสายตามองดูคนทั้งสามภายในรถด้วยอย่างดูแคลน “ไม่รู้ละ นาทีนั้นเป็ใครก็คงทำแบบนี้ไหมล่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนไง ก็นึกว่าใเพราะเห็นเสือเห็นหมีซะอีก”
ทว่าขณะที่นายเบี่ยงสายตาเพื่อจะกลับไปจดจ่ออยู่กับการขับรถอีกครั้ง ก็พลันมีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินตัดผ่านหน้ารถจนเขาต้องหักเลี้ยวพวงมาลัยให้ตัวรถพุ่งลงไปยังข้างทาง โชคยังดีที่ตรงนั้นเป็ถนนหรือหนทางสายเล็กๆ สายหนึ่งมันจึงทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น ซึ่งก็เป็เวลาเดียวกันกับที่มีกระบะคันหนึ่งขับกินเลนสวนทางมาแทบจะเป็เสี้ยววินาทีที่พวกเขาเบี่ยงรถลงข้างทาง เพราะถ้าหากว่ารถไม่หลุดออกจากถนนเสียก่อน คาดว่าตอนนี้พวกเขาคงไม่นั่งหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกอยู่กับเหตุการณ์ที่พึ่งจะเกิดขึ้นก็เป็ได้
“ขับรถภาษาอะไรวะ” วิษณุะโขึ้นอย่างเดือดดาล “มึงคิดอะไรอยู่วะไอ้นาย”
“อย่าไปว่ามันเลยพี่” ดาวยกมือขึ้นตบอกตัวเองประหนึ่งจะทำให้หัวใจที่เต้นโครมครามลดจังหวะลง “ถ้ามันไม่หักรถลงมา ปานนี้เราคงเป็ผีเฝ้าถนนไปแล้ว”
“นั้นซิ” ปอยเองก็มีอาการไม่ต่างกัน ขณะเงยหน้าขึ้นมองรถกระบะคันนั้นที่ค่อยๆ กลับเข้าสู่เลนถนนของตัวเองและขับห่างออกไป “ต้องขอบคุณเขาอีกต่างหาก ที่ยังมีสติอยู่บ้าง”
“พระ….” นายพึมพำ กวาดตามองดูรอบบริเวณ “ไปไหน….แล้ว…”
“พระอะไรวะ” วิษณุถามขึ้นอย่างสงสัย
“พระที่ไหนก็ไม่รู้พี่” เขายังคงกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณเช่นเดิม “ถ้าพระองค์นั้นไม่เดินตัดหน้ารถ ผมคงจะบวกกับกระบะไปแล้วแน่ๆ”
“พระเหรอ” ดาวส่งเสียงตามมา “ไม่เห็นมีนะ”
“นั้นซิ” ปอยพลันกวาดตามองทั้งสามเช่นกัน “ไม่ใช่ว่าตาฝาดหรอกเหรอ”
“ไม่…” นายหยุดกวาดสายตา มองกลับไปยังทั้งสาม “ฉันแน่ใจว่าเห็นจริงๆ พระแก่ๆ องค์หนึ่ง”
“ผมขาวๆ ตัวเล็กๆ ท่าทางสงบๆ รึเปล่า” ดาวเอ่ยถาม
“ใช่…” นายตอบ มองดูดาวอย่างสนใจ “เธอเองก็เห็นใช่ไหม”
“เห็น…” ดาวว่า พลางชี้มือขึ้นไปเหนือศีรษะด้านนอกตัวรถ ที่มีแผ่นป้ายขาดกระรุ่งกระหริ่งผืนหนึ่ง ซึ่งมีภาพของพระภิกษุชราปลิวพัดไปตามแรงลมประหนึ่งว่าจะขาดแหล่มิขาดแหล่ “ใช่องค์นี้ไหมมึง”
คนทั้งหมดพลันมองตามนิ้วมือของดาวอีกครั้ง โดยที่นายอุทานขึ้นทันที
“ใช่….องค์นี้แหละ”
“ตุ๊ป่อ” ปอยเองก็พลันอุทานขึ้นเช่นกัน พลางกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ปลายยอดเขาซึ่งแลเห็นปลายยอดเจดีย์อยู่รำไรในดงป่า “ตุ๊ป่อมาอยู่ที่นี้เหรอ”
“อะไรคือตุ๊ป่อครับ” วิษณุเอ่ยถามขึ้นในทันที
“คือหลวงพ่อที่หนูกับพ่อแม่นับถือนะคะ” ปอยตอบ “ท่านออกธุดงค์หายไปหลายปีแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาอยู่ที่นี่นะคะ”
“ไอ้นายมึงแน่ใจนะว่าเห็นท่านจริงๆ นะ” วิษณุหันขวับไปยังชายหนุ่มที่ยังคงทำหน้าเด๋อด๋าอยู่ “ไม่ได้โกหกใช่ไหม”
“ผมจะโกหกพี่ไปทำพระแสงของ้าวอะไร” นายยืนยันอย่างหนักแน่น
“ถ้างั้นก็ดี” วิษณุตัดบท “บางทีท่านอาจจะมาช่วยพวกเราก็ได้” เขากวาดตามองทั้งสามคน “งั้นพวกเราไปกราบท่านดีกว่า พระทรงอภิญญาแบบท่าน สมัยนี้หายากซะยิ่งกว่ายาก”
“เห็นด้วย” ดาวสนับสนุนเต็มที่ “จะได้ขอของดีท่านไว้ติดตัวด้วย”
“ตุ๊ป่อท่านไม่ทำเครื่องรางของขลังนะพี่ดาว” ปอยแทรก “อย่าว่าแต่เครื่องรางเลย แค่การได้เจอท่านก็ถือว่ายากมากๆ แล้วเพราะท่านชอบออกเดินธุดงค์คนเดียว ถือว่าพวกเราโชคดีมากๆ เลยนะนี่ ที่ได้มาเจอท่านที่นี่นะ”
“โหว…ยิ่งดูขลังไปอีก” ดวงตาของดาวส่องประกายแห่งความศรัทธาออกมาอย่างไม่ปกปิด “แบบนี้ต้องขอให้ได้ แค่ชายผ้าเหลืองก็ยังดีละว่ะ”