ตลอดทางที่พาซ่างกวนฉิงไปยังประตูหลังของจวนใบหน้าของหลินเมิ้งหวู่แฝงไว้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวและอาฆาตแค้น
ทุกครั้งที่นางไปยังตำหนักของหลินเมิ้งหยาสาวใช้ทั้งสามมักจะมองนางเป็นศัตรูและคอยตั้งท่าป้องกันตลอดเวลา
วันนี้นังสาวใช้ที่ชื่อป๋ายซ่าวถึงขั้นแสดงกิริยาบ้าคลั่งล้มลงไปนอนกองกับพื้นพลางร้องไห้ก่นด่าเสียงดังจนทำให้นางและแม่ต้องอับอายขายหน้าไม่ช้าก็เร็วนางจะจัดการนังสารเลวคนนี้ให้พ้นทางอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ไม่โกรธหรือ?”
ต่างจากหลินเมิ้งหวู่ที่กำลังโกรธเกรี้ยว ซ่างกวนฉิงในเวลานี้กลับเคร่งขรึม
หวู่เอ๋อร์ยังเด็ก อีกทั้งยังเติบโตขึ้นมาภายใต้ปีกของตนเองดังนั้นนางจึงเสียสติอย่างง่ายดาย
แต่หลินเมิ้งหยาไปเรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาจากที่ใดแม้แต่นางเองยังอดที่จะตกใจไม่ได้
“หวู่เอ๋อร์จงจำเอาไว้ว่าคนที่คิดทำการใหญ่จะต้องไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็ก แม่รู้ว่านังแพศยาหลินเมิ้งหยาคือผู้บงการเรื่องนี้อยู่ข้างหลังแต่เพราะที่นี่คือจวนอวี้ พวกเรายังต้องเจอหน้านางอีกหลายครั้งดังนั้นหากอดทนได้ก็ต้องอดทน”
หลินเมิ้งหวู่ที่รู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่เริ่มกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
ท่านแม่พูดถูก ขาดทุนเพียงชั่วคราวแต่มิได้หมายความว่าจะไม่ได้กำไรในอนาคต
สามารถครอบครองหลงเทียนอวี้ สุดท้ายได้เป็นนายหญิงแห่งจวนแห่งนี้ต่างหากที่เป็นจุดมุ่งหมายหลักของนาง
เมื่อเทียบกันแล้ว วิธีการที่น่ารังเกียจของหลินเมิ้งหยาเป็นเพียงก้อนกรวดที่ทำให้นางสะดุดเท่านั้น
“ท่านไม่รู้หรอกว่านังแพศยานั่นหยิ่งจองหองขนาดไหนเวลาอยู่ที่จวนแห่งนี้ในเมื่อท่านแม่มาแล้ว ท่านจะต้องปูทางให้หวู่เอ๋อร์เดินนะเจ้าคะ”
หลินเมิ้งหวู่ไม่เหมือนกับเจียงหรูฉินที่มีพระสนมเต๋อเฟยคอยให้ท้ายอีกทั้งนางยังไม่ใช่นายหญิงของจวน ดังนั้นนางจึงมักถูกผู้คนในจวนดูถูก
ตอนนี้แม่ของนางมาคอยวางแผนเบิกทางให้กับตนเองแล้วดังนั้นนางจึงรู้สึกเหมือนมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด
“นายหญิง ท่านมาพวกเรามาที่นี่ทำไมหรือเจ้าคะ?”
ภายในตำหนัก หลินเมิ้งหยาพาคนสนิทของตนเองก้าวอาดๆ มายังประตูสวนเล็ก
ที่นั่นเป็นเรือนเล็กที่นางจัดไว้ให้ซ่างกวนฉิงเหตุเพราะยังไม่ทันจะได้ทำความสะอาด ดังนั้นสภาพจึงดูเก่าคร่ำครึและทรุดโทรม
“ข้าจัดที่นี่ให้เป็นที่พักของฮูหยินหลินและสั่งให้คนเอาผงพิเศษมาโรยเอาไว้อีกเดี๋ยวพวกเจ้าจะได้เห็นอะไรดีๆ”
ทั้งห้าแอบซ่อนตัวยืนด้อมๆ มองๆหลังจากได้เห็นคนกลุ่มนั้นเดินผ่านประตูเข้าไปในบ้านพร้อมทั้งหอบหิ้วของที่ตนเองนำมาเข้าไปด้วย
แม้หลินเมิ้งหยาจะลงมือแก้เผ็ดซ่างกวนฉิงแต่พระสนมเต๋อเฟยกลับไม่อาจทำตัวไร้มารยาทได้
ส่งน้าจิ่นเยว่มานำทางฮูหยินหลินเพื่อรักษาหน้าของนาง
“เหตุเพราะคนในจวนของเรามีไม่มากพอ ดังนั้นจึงยังไม่ได้เก็บกวาดเป็นการเสียมารยาทกับแขกผู้เกียรติจริงๆ เจ้าค่ะ”
น้าจิ่นเยว่อาศัยอยู่ในรั้วในวังมาอย่างช้านานท่าทางของนางจึงสง่างามเกินพรรณนา
แม้แต่คำกล่าวอ้างเรื่อยเปื่อยยังดูสละสลวยน่าฟัง หลินเมิ้งหยาสั่งสอนสาวใช้ของตัวเองให้ดูน้าจิ่นเยว่เป็นแบบอย่าง
“ไม่เป็นไร หยาเอ๋อร์เพิ่งจะแต่งงานเข้าจวนนี้มาได้ไม่นานก็ต้องทำหน้าที่ดูแลบ้านเรือนนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากพระสนมเต๋อเฟยแล้วที่ไม่ลงโทษลูกสาวของข้าคนนั้นที่ทำงานได้ไม่ดีพอ”
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางก็ยังคงมีสถานะเป็นแม่เลี้ยงของหลินเมิ้งหยา
นางไม่อาจละทิ้งมารยาทในฐานะแขกไปได้ ทว่าใบหน้าท่าทางอ่อนโยนของซ่างกวนฉิงเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อทันทีหลังจากที่นางได้เห็นเรือนเล็กในสวนทรุดโทรมแล้ว
นังเด็กอวดดีหลินเมิ้งหยา ขวางประตูใหญ่มิให้เข้ายังพอทนแต่นี่ยังส่งนางมาอยู่ที่นี่!
“คือว่า...หวู่เอ๋อร์ พาแม่ไปพบพี่สาวเจ้าก่อนดีกว่า”
ใบหน้าเหี่ยวเฉาเริ่มเก็บอาการไม่อยู่โดยเฉพาะตอนนี้ที่จิ่นเยว่ยืนอยู่ข้างกายและเอาแต่จับจ้องมองมาอย่างระแวดระวังฟางเส้นสุดท้ายของซ่างกวนฉิงใกล้จะขาดผึงทันที
แม้นางจะยังไม่อยากฉีกหน้าหลินเมิ้งหยาตอนนี้ แต่ไม่ช้าก็เร็วนางจะจัดการนังตัวดีคนนี้ให้จนได้
ร่องรอยของความโกรธเผยให้เห็นในดวงตานางที่เกิดในครอบครัวผู้ดีจะยอมทนถูกกระทำเช่นนี้ได้เช่นไร?
“ท่านแม่ต้องการพบข้าหรือเจ้าคะ? ข้านี่ช่างน่าตีจริงเชียวงานในจวนมีมากมายเสียจนลืมออกไปรับท่านแม่เสียสนิท”
หลินเมิ้งหยาเดินนำสาวใช้ของตนเองเข้ามา
วันนี้นางสวมใส่ชุดที่ฮูหยินธรรมดาทั่วไปไม่อาจเทียบได้
ใบหน้านวลยิ่งงดงามมีเสน่ห์มากขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงแดด
ทว่าซ่างกวนฉิงกลับรู้สึกอึดอัดใจราวกับต้องกลืนแมลงวันเป็นๆ เข้าปาก
เหมือน! เหมือนเหลือเกิน!
นังแพศยาคนนั้นใช้ความงามล่มเมืองทำให้ท่านโหวหลงใหล
ไฟอิจฉาริษยาที่สั่งสมมานานหลายปีภายในหัวใจพลันปะทุขึ้นอีกครั้งจากเปลวไฟกลายเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาให้มอดไหม้
“ข้ามิกล้า แต่ถึงกระนั้นวันนี้เจ้าได้เป็นถึงพระชายาอวี้แล้วข้าคงมิได้อยู่ในสายตาของเจ้าอีกต่อไป”
เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินเมิ้งหยา ซ่างกวนฉิงพยายามกักเก็บอาการร้อนรุ่มในหัวใจและทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคนหนึ่ง
ได้เป็นพระชายาอวี้แล้วอย่างไรเล่าถึงอย่างไรก็ยังต้องรู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ดี มิเช่นนั้นคงถูกผู้คนประณาม
“ท่านแม่พูดอะไรกัน ข้าเคยมองท่านอยู่ในสายตาด้วยหรือ? ท่านแม่...ข้าวางท่านเอาไว้ในใจต่างหากท่านว่าจริงหรือไม่?”
ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของซ่างกวนฉิงกลายเป็นสีแดงก่ำระคนขาวซีดในเวลาเดียวกัน
ทั้งที่นางกำลังเอ่ยวาจาเยาะเย้ยตนเอง แต่ตนเองกลับไม่อาจหาทางเอาผิดนางได้
“พระชายา เรือนแห่งนี้ทั้งเก่าและทรุดโทรมสู้ให้ฮูหยินหลินไปอาศัยอยู่ในเขตพระตำหนักของพระสนมเต๋อเฟยสักสองสามวันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จิ่นเยว่รีบเอ่ยทำลายความกดดัน แม้นางจะล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระชายาและแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีแต่ตอนนี้พวกนางยืนอยู่ในที่แจ้งหากใครผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเข้าจะถูกหัวเราะเยาะเอาได้
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับฉีกยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนด้านหน้าฮูหยินหลิน
“จะทำอย่างนั้นได้เช่นไร ท่านแม่เป็นคนของทางฝั่งข้า ที่มาที่นี่ก็เพื่อดูแลข้าและน้องสาวหากไปอาศัยอยู่ในเขตตำหนักพระสนมเต๋อเฟยก็อาจจะดูแลได้ไม่สะดวกนักสู้อยู่ที่นี่จะดีกว่า หรือท่านแม่คิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ?”
นางเอื้อนเอ่ยอีกทั้งยังทำลายความคิดที่ฮูหยินหลินจะไปอยู่ในเขตตำหนักของพระสนมเต๋อเฟยจนหมดสิ้น
ซ่างกวนฉิงจ้องหน้าหลินเมิ้งหยาเขม็ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้าลง
ป๋ายซ่าวทำให้นางขายหน้าตั้งแต่ตอนที่มาถึงประตูใหญ่ของจวน หากนางยังก้าวเดินโดยไม่ระมัดระวังให้ดีเกรงว่าจะติดกับเอาได้
“หยาเอ๋อร์พูดถูกแล้ว พระสนมมีเมตตา ข้ารับรู้ได้ด้วยหัวใจแต่ถึงอย่างไรข้ามาที่นี่ก็เพื่อดูแลลูกสาวเท่านั้นดังนั้นจึงรู้สึกสะดวกสบายมากกว่าเมื่อได้อยู่ที่นี่”
ซ่างกวนฉิงจำยอมทำตามคำพูดของหลินเมิ้งหยาแม้เรือนเล็กแห่งนี้จะเก่าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นส่วนตัว
หากนางคิดจะปรึกษาเรื่องบางเรื่อง อย่างน้อยที่นี่ก็ปลอดภัย
จิ่นเยว่มิได้เอ่ยโน้มน้าวต่อ ถึงอย่างไรก็เอ่ยตามมารยาทเท่านั้น
เอ่ยต่ออีกสองสามประโยคก่อนจะขอตัวออกไปรายงาน
เมื่อไม่มีคนนอกแล้ว ซ่างกวนฉิงขี้เกียจพูดจาไร้สาระกับหลินเมิ้งหยานางหมุนตัวแล้วเดินเข้าไปในเรือนเล็กทันที
ในเขตสวนเต็มไปด้วยหญ้ายาวเฟื้อย แต่เพราะที่นี่คือจวนอวี้ ดังนั้นห้องหับจึงยังคงสวยงามไร้ซึ่งร่องรอยของการผุพัง
หลินเมิ้งหยาพาคนทั้งสี่กลับไปยังตำหนักของตนเองทว่าดวงตากลับเจือไว้ซึ่งรอยยิ้ม
คนอื่นไม่เข้าใจทั้งที่คุณหนูเถียงกลับไปเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่เหตุใดคุณหนูจึงยิ้มกว้างมากขนาดนี้
“นายหญิง เหตุใดท่านจึงยิ้ม...น่ากลัวอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ?”
ป๋ายจื่อถูข้อมือ นับตั้งแต่วันที่คุณหนูกลับมาเป็นเหมือนคนปกตินางไม่เคยเข้าใจรูปแบบความคิดของคุณหนูเลย
หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ สู้ปล่อยให้คุณหนูสติเลอะเลือนดังเดิมดีกว่า
“ข้าเหรอ ก็คงเพราะอารมณ์ดีนั่นแหละ จริงสิ เจียงหรูฉินเป็นอย่างไรบ้าง?”
ภายในตำหนักหลิวซิน นับตั้งแต่วันที่ชิงหูมิได้มาเยือนตำหนักแห่งนี้อีกชาบนโต๊ะก็ไม่หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีก
หลนเมิ้งหยาเด็ดลูกเชอร์รีเข้าปากหรี่ตาเล็กลงเพื่อรับรสชาติหวานละมุน
“คุณหนูเจียงถูกขังตามคำสั่งของพระสนมเต๋อเฟยหนู่ปี้ได้ยินคนจากตำหนักหยาเสวียนเล่าว่าภายในห้องมีแต่ข้าวของแตกกระจายเจ้าค่ะ”
คิก! เจียงหรูฉินบังอาจเหลือเกินทั้งที่อยู่บ้านคนอื่น แต่กลับไร้ซึ่งความเกรงใจ
หลินเมิ้งหยาปัดมือเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด ออกคำสั่งกับป๋ายจีด้วยท่าทางอารมณ์ดี
“หากคุณหนูเจียงต้องการทำลายข้าวของพวกเจ้าก็ควรปล่อยให้นางทำอย่างเต็มที่จากนั้นเขียนรายการของที่แตกเอาไปให้พ่อบ้านเติ้งสั่งให้เขานำรายการสิ่งของเหล่านั้นไปส่งมอบให้สกุลเจียง”
“เจ้าค่ะ นายหญิง”
สาวใช้ทั้งสามหัวเราะสบตากันนายหญิงของนางไม่ยอมเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อยแต่ถึงกระนั้นกลับดูน่ารักน่าชังเหลือเกิน
“ต่อจากนี้ไปเสี่ยวอวี้และป๋ายจื่ออย่าได้ห่างจากข้าเมื่อการแสดงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นก็จะต้องมีคนชมใช่หรือไม่ข้าจะไปที่ตำหนักหยาเสวียนสักรอบเพื่อร้องขอความเมตตาให้กับคุณหนูเจียง”
หลินเมิ้งหยาใจดีขนาดนั้นเสียที่ไหน ที่ซ่างกวนฉิงมาที่นี่ก็เพื่อวางแผนร้ายเพื่อให้ลูกสาวของตัวเองได้ตำแหน่งพระชายาไปครอบครอง
อีกทั้งช่วงนี้เจียงหรูฉินยังข่มเหงรังแกหลินเมิ้งหวู่อยู่เสมอ
พอสู้ไม่ได้ก็ตามผู้ใหญ่มาช่วยไม่รู้ว่าเด็กน้อยที่มีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กอนุบาลเช่นนี้ไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากที่ไหน
ทันทีที่เดินผ่านธรณีประตูของตำหนักหยาเสวียนเข้ามาใบหน้ายินดีปรีดาของน้าจิ่นเยว่พลันปรากฏให้เห็น
“ดูซีเมื่อครู่หนู่ปี้เพิ่งจะเล่าเรื่องของพระชายาให้พระสนมเต๋อเฟยฟังแท้ๆแต่นี่พระชายาเสด็จมาถึงตำหนักแล้ว บังเอิญจริงๆ พูดปุ๊บก็มาปั๊บเลยเจ้าค่ะ”
จิ่นเยว่สนิทสนมกับหลินเมิ้งหยาแล้ว ดังนั้นจึงเอ่ยแซวอย่างเป็นธรรมชาติ
นัยน์ตาเปล่งประกายราวกับหยดน้ำของหลินเมิ้งหยาเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มจะต้องเป็นเรื่องที่ป๋ายซ่าวแสดงละครอยู่หน้าจวนอย่างแน่นอนที่ทำให้พระสนมเต๋อเฟยอารมณ์ดีถึงเพียงนี้
เดินตามจิ่นเยว่เข้าไปยังห้องหลักของตำหนักหยาเสวียน
ผลปรากฏว่าได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของพระสนมเต๋อเฟยดูเหมือนว่าพระนางจะไม่ได้รู้สึกอารมณ์ดีเช่นนี้นานแล้ว
“เจ้าเด็กคนนี้นี่หนา เหตุใดจึงเจ้าเล่ห์เช่นนี้! สกุลซ่างกวนเป็นถึงนักรบลูกสาวลูกชายที่ถูกเลี้ยงดูล้วนกล้าหาญชาญชัยทั้งสิ้นเจ้าไปเอาความกล้าเช่นนั้นมาจากที่ใดกัน”
ฮองเฮาเกิดจากตระกูลของนักรบแต่ตระกูลของพระสนมเต๋อเฟยคือนักปราชญ์
อันที่จริงหลังจากที่ฮ่องเต้ถูกตาต้องใจพระสนมเต๋อเฟยแล้วต่อมาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสกุลซ่างกวนจึงรีบแต่งตั้งลูกสาวของตนเอง
บางทีนี่อาจเป็นเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งก็ได้
ทว่าหัวใจของฮองเฮากลับไม่เคยลืมเรื่องราวเหล่านั้นอีกทั้งพระสนมเต๋อเฟยยังได้รับความรักความเมตตาอย่างมากมาย ดังนั้นทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกันมาตลอดสิบกว่าปี
ซ่างกวนฉิงที่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของฮองเฮาเองก็เห็นพ้องต้องกันกับพี่สาว
คราวนี้ถือว่าหลินเมิ้งหยาได้ระบายความอัดอั้นตันใจแทนพระสนมเต๋อเฟยออกมาบ้าง
“หยาเอ๋อร์มิได้ทำสิ่งใดเลย หมู่เฟยอย่าปรักปรำกันสิเพคะป๋ายซ่าวเป็นสาวใช้ของหม่อมฉัน นางมีอุปนิสัยดุเด็ดเข็ดฟัน แม้แต่หยาเอ๋อร์เองก็คุมไม่อยู่”
หลินเมิ้งหยาส่งยิ้มซุกซนร่องรอยของความเฉลียวฉลาดเผยให้เห็นในนัยน์ตา
นางเป็นพระชายาที่มีจิตใจกว้างขวางแล้วแบบนี้จะให้นางยอมรับว่าตนเองได้จัดการแม่เลี้ยงของตนเองจนอยู่หมัดได้อย่างไร?