...ศูนย์ระวังภัย อานทาวน์มหานครเซ็นเตอร์...
เยว่ซินเดินทางมาจนถึง ศูนย์ระวังภัย ของผู้พิทักษ์ซึ่งเป็หน่วยย่อยที่แยกออกมาจากฐานทัพใหญ่ในเอมีสการ์เดี้ยนศูนย์ระวังภัยจะตั้งกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในมหานครเซ็นเตอร์ มีหน้าให้บริการด้านความปลอดภัยและคอยรักษาความสงบสุขในการใช้ชีวิตของประชากรเยว่ซินเดินเข้าไปในตึกสูงทรงเรียวรีสีดำสนิท ที่ติดสัญลักษณ์ของโล่นักรบโบราณขนาดใหญ่ก่อนจะหันมองความวุ่นวายในศูนย์ระวังภัยด้วยความแปลกใจ
ผู้พิทักษ์ทุกคนกำลังวิ่งทำงานกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียดบางคนสวมเครื่องแบบเต็มยศบางคนอยู่ในชุดปฏิบัติการนอกสถานที่พวกเขาใช้เครื่องมือสื่อสารพูดคุยกันกับหน่วยงานอื่นเสียงดังลั่นพร้อมกับสั่งการหน่วยย่อยนอกฐานผ่านจอภาพขนาดใหญ่ไปด้วยฝูงโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์ออกบินอย่างต่อเนื่อง พอๆ กับซากโดรนที่ถูกทำลายถูกส่งกลับเข้ามาซ่อมที่ศูนย์เยว่ซินมองสายพานขนาดใหญ่ที่กำลังลำเลียงซากโดรนและสมองกลของหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์เข้าไปในห้องปฏิบัติการอีกด้านเขาไม่เคยเห็นโดรนของผู้พิทักษ์ได้รับความเสียหายมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”เยว่ซินเดินเข้าไปจนถึงห้องโถงกว้างที่กลุ่มผู้พิทักษ์กำลังปฏิบัติงานกันอยู่พลางแอบกวาดสายตาเก็บข้อมูลข่าวสารในห้องปฏิบัติการไปด้วย
“อ้าว เยว่ซิน”ผู้พิทักษ์คนหนึ่งร้องทักเขาเยว่ซินจึงรีบโค้งกายลงเพื่อทำความเคารพชายหนุ่มคนนั้น
“สวัสดีครับรุ่นพี่เกิดอะไรขึ้นหรอคับ” ผู้พิทักษ์หนุ่มเดินตรงเข้ามาหาเยว่ซินแล้วขมวดคิ้วด้วยความเครียดเขาคือ จื่อฟง อัลฟ่าหนุ่มใหญ่วัยสามสิบปีที่มีรูปร่างสูงสง่าและใบหน้าหล่อเหลาชายหนุ่มอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิทครึ่งแผ่นหลังและติดสัญลักษณ์ของโล่นักรบโบราณเต็มยศ
“ดูเหมือนจะกำลังเกิดเื่วุ่นวายอยู่นะครับ”
“ใช่...มาทางนี้สิ” จื่อฟงเรียกเขาพลางเดินนำไปที่ห้องปฏิบัติการที่ใช้สำหรับซ่อมบำรุงสมองกลกับโดรนของผู้พิทักษ์เยว่ซินก็เลยรีบตามไปด้วย
“นายเป็วิศวกรนี่นายคิดยังไงกับความเสียหายขนาดนี้” เยว่ซินหยิบสมองกลของหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์ขึ้นมาดูเขาทำงานพิเศษที่ศูนย์ระวังภัยโดยมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์เหล่านี้ส่วนมากแล้วชิ้นส่วนของโดรนและสมองกลจะเพียงแค่ชำรุดเสียหายเล็กน้อยเท่านั้นเขาไม่เคยเห็นร่องรอยความเสียหายที่มากมายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้แบบนี้มาก่อนเลย
“พวกมัน ถูกทำลายด้วยอาวุธหรอครับ”
“ใช่”คำตอบนั้นทำให้เยว่ซินขมวดคิ้วด้วยความเครียดเขาวางสมองกลของหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์ลงแล้วหยิบชิ้นส่วนแผงพลังงานในโดรนไร้คนขับขึ้นมาดูบ้างรอยไหม้ที่ทำลายอุปกรณ์เหล่านี้เกิดจากอาวุธประเภทไหนกันนะ ทำไมถึงได้มีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงมากขนาดนี้
“ผมไม่เคยเห็นร่องรอยของอาวุธประเภทนี้มาก่อนเลยครับมันคืออะไรหรอครับรุ่นพี่” จื่อฟงส่ายหน้าเบาๆ เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันเยว่ซินเพ่งมองรอยไหม้จากแผงพลังงานอีกครั้ง
“คงไม่ใช่แค่รังสีธรรมดาแน่”
“ฉันเองก็คิดแบบนั้น ตอนนี้ทีมวิศวกรที่ศูนย์ใหญ่กำลังเร่งหาคำตอบกันอยู่คิดว่าน่าจะรู้ผลกันเร็วๆนี้แหละ”
“ผมขอส่งรูปภาพร่องรอยพวกนี้ออกนอกศูนย์ได้มั้ยครับ”เยว่ซินขออนุญาตเขาพลางหยิบดีการ์ดของตัวเองขึ้นมา
“นายจะเอาไปทำไมหรอ”
“เพื่อนของผมที่โซฮาร์เป็คู่แฝดเบต้าที่มีความรู้เื่พวกนี้อยู่พอสมควรน่ะครับบางทีพวกเขาอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธพวกนี้บ้างก็ได้”
“อืม.... ก็ดีเหมือนกัน เอาไปสิ”
“ขอบคุณครับรุ่นพี่”พอจื่อฟ่งอนุญาตเยว่ซินก็เลยส่งภาพแสกนร่องรอยอาวุธที่ทำลายโดรนไปให้สองแฝดดูอู๋เจ่อเล่อกับอู๋เจ่อเล่ยอยากเป็ผู้พิทักษ์ถึงแม้ว่าจะชอบทำตัวเรื่อยเปื่อยดูไม่ได้ความแต่ความจริงแล้วทั้งคู่เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธประดิษฐ์และยังหลงใหลอุปกรณ์ทุกชนิดที่ผู้พิทักษ์กับคนร้ายใช้บางทีคู่แฝดนรกอาจจะช่วยเขาเื่นี้ได้
“เยว่ซินวันนี้นายกลับบ้านไปก่อนก็แล้วกันนะ แล้วก็อย่าออกไปไหนในเวลากลางคืนด้วย”
“เพราะข่าวฮันเตอร์หรอครับ”
“ใช่ตอนนี้แถวชายแดนนอกเมืองเต็มไปด้วยอันตราย หัวหน้าหน่วยศูนย์ระวังภัยก็เลยถูกเรียกตัวไปที่ศูนย์บัญชาการใหญ่เพื่อวางแผนรับมือ”เยว่ซินกำมือของตัวเองเอาไว้แน่น เกิดเื่ร้ายแรงแถวชายแดนอย่างนั้นหรอ
“ชายแดนฝั่งไหนครับ รุ่นพี่”
“ทิศเหนือ”หัวใจของเยว่ซินหล่นวูบไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาพยายามปรับสีหน้าให้ปรกติแล้วระงับความตื่นกลัวเอาไว้ข้างในชายแดนฝั่งทิศเหนือมีคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอาศัยอยู่เขา้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฝั่งชายแดนให้มากกว่านี้อีก
มหานครเซ็นเตอร์เป็แผ่นดินใหญ่ใจกลางแผนที่โลกถูกล้อมรอบด้วยชายแดนสี่ทิศที่มีสภาพภูมิศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ด้านทิศตะวันออก เป็ทะเลทรายขนาดใหญ่มีบ่อน้ำมันและเหมืองแร่รวมถึงแหล่งพลังงานหลายชนิด
ด้านทิศตะวันตก เป็แผ่นดินเวิ้งว้างและทุ่งหญ้ากว้างขวางที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์
ดินแดนฝั่งทิศเหนือ เป็ที่ตั้งของมหานครพาราไดซ์ซึ่งมีประชากรอัลฟ่าอาศัยอยู่เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งยังมีทะเลล้อมรอบแผ่นดินใหญ่เอาไว้ทั้งสี่ทิศทาง
ดินแดนฝั่งทิศใต้ เป็ที่ตั้งของการ์เด้นมหานครเร้นลับหลังกำแพงธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งไม่อนุญาตให้เผ่าพันธุ์อื่นนอกจากโอเมก้าเข้าไปหลังกำแพงมาเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว
เยว่ซินรู้สึกกระวนกระวายใจที่ได้รับรู้ข้อมูลเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเขา้าข่าวสารจากชายแดนมากกว่านี้อีก แต่....จะทำให้จื่อฟงสงสัยในตัวเขาไม่ได้
“เอ่อ...รุ่นพี่ครับ ชายแดนฝั่งทิศเหนือติดกับแผ่นดินใหญ่ของพาราไดซ์ไม่ใช่หรอครับ”
“ใช่...ทำไมหรอ??”
“ก็...แผ่นดินพาราไดซ์ทั้งยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองผมไม่คิดว่ากลุ่มฮันเตอร์จะกล้าเข้าไปก่อเื่แถวนั้นที่สำคัญผู้นำพาราไดซ์ก็เป็อัลฟ่าที่แข็งแกร่งมากเลยไม่ใช่หรอครับ”
“อืม...ฉันเองก็ยังเดาไม่ออกหรอกนะว่าพวกฮันเตอร์คิดจะทำอะไรแต่ถ้าพวกมันกล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับแผ่นดินพาราไดซ์ ฉันคิดว่าคงไม่ใช่สัญญาณที่ดีแน่”เยว่ซินเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
“แล้ว...มีข่าวประชากรอัลฟ่าในพาราไดซ์ถูกลักพาตัวหรือว่าถูกทำร้ายบ้างหรือเปล่าครับอย่างเช่น...นักวิทยาศาสตร์หรืออะไรประมาณนี้”
“ฉันเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลที่มากไปกว่านี้เลยนายถามทำไมหรอ”
“อ๋อ....ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่ลองถามดู”เยว่ซินยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าจื่อฟงกำลังสงสัยในคำถามของเขาอยู่พอดีนั้นเองจื่อฟงก็เหมือนจะได้รับข้อความจากใครบางคนเขาหยิบดีการ์ดออกมาอ่านข้อความ จากนั้นก็หันมาหาเยว่ซิน
“หัวหน้าหน่วยถูกเรียกไปประชุมด่วนที่ศูนย์ใหญ่เพราะฉะนั้น อาทิตย์นี้นายไม่ต้องมาทำงานนะ”
“อ้าว...ทำไมล่ะครับแล้วหุ่นยนต์พวกนี้จะทำยังไง”
“เอากลับไปซ่อมที่บ้านก็ได้”
“แต่ว่า ผมว่าซ่อมที่นี่สะดวกกว่านะครับ”
“ฉันไม่อยากให้นายเดินทางตอนกลางคืนมันอันตรายเกินไป”
“ไม่เป็ไรหรอกครับรุ่นพี่ ผมอยากช่วยงานที่ศูนย์อีกอย่าง...เห็นผมเก้งก้างแบบนี้แต่ผมก็เป็อัลฟ่านะไม่มีใครทำอะไรผมได้ง่ายๆหรอก”
“ทำตามที่ฉันบอกให้เอาโดรนกับสมองกลของหุ่นยนต์ไปซ่อมที่บ้านถ้าเหตุการณ์สงบลงแล้วค่อยกลับมาทำงานที่นี่ คำสั่งนี้เคลียร์ใช่มั้ย”
“เอ่อ...ครับ” เยว่ซินรู้ว่าไม่ควรถามอะไรมากไปกว่านี้จื่อฟงเป็อัลฟ่าที่มีระดับสติปัญญาสูงแถมยังเป็หัวหน้าหน่วยย่อยของผู้พิทักษ์ที่มีความสามารถถ้าหากเขาถามข้อมูลอะไรที่ซับซ้อนมากไปกว่านี้ อาจจะถูกจื่อฟงสงสัยเอาได้
เยว่ซินกำลังประเมินสถานการณ์ตรงหน้า ถึงเขาจะอยากรู้ข่าวที่ชายแดนมากแค่ไหนแต่เขาก็คงต้องใช้วิธีอื่นกว่าจะเข้ามาทำงานพิเศษที่ศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์ได้ไม่ใช่เื่ง่ายเลยสี่ปีก่อนเขาถูกศาสตราจารย์ระดับสูงในโซฮาร์ฝากฝังงานพิเศษที่นี่ให้เพราะว่าเขาเป็เด็กทุนที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่เลี้ยงดูโซฮาร์มองว่าเขาเป็นักศึกษาที่มีความสามารถอยู่ในระดับหัวกะทิจึงไม่อยากให้เขาหยุดเรียนเพียงเพราะว่าไม่มีเงินดังนั้นจึงฝากเขาเข้ามาทำงานที่นี่เพื่อให้เขามีรายได้
แต่....สำหรับเยว่ซินแล้วนั่นเป็เพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น เพราะทุกคนไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาที่เขาขอมาทำงานที่ศูนย์ระวังภัยเพราะว่าเขา้าหาข่าวบางอย่างและไม่มีสถานที่ไหนในเซ็นเตอร์เป็แหล่งรวมข่าวสารได้มากเท่ากับที่ทำงานของผู้พิทักษ์อีกแล้ว
จื่อฟงถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อเห็นเยว่ซินทำหน้าตาเสียดายมากขนาดนั้นถึงจะดูบอบบางแต่ยังไงเยว่ซินก็เป็อัลฟ่าแถมยังเป็วัยรุ่น ก็คงจะคึกคะนองไม่กลัวตายตามประสาเด็กหนุ่มทั่วไปแต่...ถึงจะเป็แบบนั้น เขาก็คงยอมให้เยว่ซินทำงานจนดึกดื่นไม่ได้เพราะเยว่ซินเป็นักศึกษาที่มีผลการเรียนเป็เลิศในโซฮาร์นับเป็บุคลากรที่มีคุณค่าของชาติ
“เยว่ซิน”
“ครับ...รุ่นพี่??”
“ผู้พิทักษ์มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ประชากรในเวลานี้ที่เซ็นเตอร์เองก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เราไม่รู้ว่ากลุ่มฮันเตอร์จะแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบไหนบ้างผู้พิทักษ์เองก็มีงานล้นมือไม่สามารถปกป้องทุกคนพร้อมกันได้ดังนั้น...สิ่งที่ประชากรควรทำเป็อันดับแรกคือปกป้องตัวเองและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตรายนายเข้าใจใช่มั้ย”
“เข้าใจครับ”
“ดีมาก เอาล่ะ...ไปเอาของแล้วรีบกลับบ้านเถอะ”
“ครับ” เยว่ซินรับคำแล้วเดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการอีกฝั่งชายหนุ่มกวาดสายตามองความวุ่นวายในศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์พร้อมกับประเมินสถานการณ์ไปด้วยกลุ่มฏฮันเตอร์ถือเป็กลุ่มคนอันตรายที่โหดร้ายและเืเย็นที่สุดไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของฮันเตอร์คืออะไรแม้แต่อณาจักรใหญ่อย่างพาราไดซ์ยังต้านทานพวกฮันเตอร์ไม่ได้เลย แล้วแบบนี้คนๆนั้นจะปลอดภัยดีหรือเปล่านะ
“ขอให้ปลอดภัยด้วยเถอะ”เยว่ซินยกมือลูบจี้สร้อยอันเล็กที่อกของตัวเองด้วยความไม่สบายใจยังไม่มีข่าวว่าประชากรอัลฟ่าหรือว่านักวิทยาศาสตร์ในพาราไดซ์ถูกลักพาตัวไปเขาก็วางใจไปได้เื่หนึ่ง แต่เขาเองก็จะประมาทไม่ได้เหมือนกัน
...หน้าศูนย์ระวังภัย เขตอานทาวน์...
ซวนหยางวิ่งมาจนถึงหน้าศูนย์ระวังภัยที่เยว่ซินทำงานพิเศษอยู่เพราะยานโดยสารถูกตรวจค้นอย่างละเอียดจากผู้พิทักษ์เลยทำให้การเดินทางของเขายิ่งล่าช้าลงไปอีกกว่าเขาจะมาถึงที่นี่ได้ก็มืดค่ำไปซะแล้วอัลฟ่าหนุ่มวิ่งตรงเข้าไปในตึกแต่เพราะผู้พิทักษ์ส่วนมากออกไปข้างนอกกันหมดด้านหน้าสุดของตึกจึงเหลือผู้พิทักษ์ประจำการอยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
“อ้าว.... ซวนหยางหรอ??”
“สวัสดีครับรุ่นพี่”ซวนหยางทักทายผู้พิทักษ์ที่อยู่ประจำศูนย์ เขาชอบตามมาป่วนเยว่ซินที่นี่บ่อยๆทุกคนก็เลยรู้จักเขากันหมด
“มาหาเยว่ซินหรอ”
“ครับ เขาอยู่ข้างในหรือเปล่า”
“เพิ่งกลับบ้านไปเมื่อกี้นี่เอง”ซวนหยางหน้าเครียดลงทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น นี่เขาคลาดกันกับเยว่ซินแล้วอย่างนั้นหรอ
“เพราะเสียเวลากับ..เื่นั้น...แท้ๆเชียว” อัลฟ่าหนุ่มรีบดึงดีการ์ดออกมาแล้วติดต่อหาเยว่ซินทันทีแต่ก็ไม่มีใครตอบรับสัญญาณจากเขาเลยซวนหยางเก็บดีการ์ดเอาไว้ด้วยความกระวนกระวายใจทำไมเยว่ซินถึงได้ชอบทำให้เขาเป็ห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ
“เขากลับไปนานหรือยังครับ”
“เพิ่งจะกลับไปเมื่อกี้นี่เองเพราะมีข่าวฮันเตอร์หัวหน้าก็เลยให้เยว่ซินเอาโดรนกับสมองกลกลับไปซ่อมที่บ้านน่าจะไม่ได้มาทำงานสักระยะหนึ่งล่ะ”
“อะไรนะ?? แล้วจื่อฟงไปไหน!!ทำไมถึงกล้าปล่อยให้เขากลับบ้านคนเดียว!!”เสียงห้วนจัดของซวนหยางทำให้ผู้พิทักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเพราะได้ยินไม่ถนัด
“นาย...ว่าอะไรนะ”
“เอ่อ...ผม...ผมถามว่าคุณจื่อฟงไปไหน”
“อ๋อ...หัวหน้าน่ะหรอถูกเรียกตัวไปศูนย์บัญชาการใหญ่ั้แ่หัวค่ำแล้ว”ซวนหยางกำมือแน่นเมื่อได้ยินแบบนั้นจื่อฟงเป็หัวหน้าหน่วยที่ประจำการในศูนย์ระวังภัยเขตอานทาวน์ถ้าหากเขาถูกเรียกตัวไปด้วยก็แปลว่า….
“ผู้พิทักษ์ต้านพวกฮันเตอร์ไม่ได้แล้ว”พอคิดได้แบบนั้นซวนหยางก็รีบวิ่งกลับไปที่ทางเดิมทันที
“อ้าว...ซวนหยาง นั่นนายจะไปไหนมันมืดแล้วนะรีบกลับบ้านไปได้แล้วมันอันตราย!!”ผู้พิทักษ์หนุ่มร้องตามหลังเขาไปแต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วซวนหยางออกวิ่งด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี เขาต้องรีบหาตัวเยว่ซินให้เจอตอนนี้เลย!!
.
.
.
....ทางไปท่าอากาศยานเพื่อการโดยสาร...
เยว่ซินเดินออกมาจากศูนย์ระวังภัยได้สักพักก็พบว่าท่าอากาศยานเพื่อการโดยสารที่ใกล้ที่สุดถูกปิดให้บริการ เพราะผู้พิทักษ์้าลดช่องทางในการเดินทางของประชากรลงเพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์วุ่นวายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ชายหนุ่มวางกระเป๋านิรภัยขนาดใหญ่ที่ทำมาจากวัสดุสังเคราะห์ชนิดพิเศษลงบนพื้นก่อนจะหยิบดีการ์ดของตัวเองออกมา เพื่อค้นหาท่าอากาศยานเพื่อการโดยสารที่ยังเปิดให้บริการอยู่
“อืม...จุดที่สองอย่างนั้นหรอไกลเหมือนกันนะเนี่ย ไม่มีรถไฟฟ้าผ่านซะด้วยสิ คงต้องเดินแล้วล่ะ”พอได้ข้อมูลที่้าแล้วเยว่ซินก็เลยก้มลงหยิบกระเป๋านิรภัยขึ้นมาจากพื้นและตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างถนนเส้นนี้โดยปรกติแล้วจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนแต่เพราะมีข่าวฮันเตอร์ออกอาละวาดเลยทำให้ประชากรเดินทางน้อยลง ยิ่งเป็่เวลากลางคืนก็ยิ่งเงียบสงัด
กึ่ก!!
“นั่นใคร!!” เยว่ซินรีบมองตรงไปที่ตรอกมืดข้างถนนก่อนจะย่อตัวลงแล้วเอามือกุมข้อเท้าของตัวเองเอาไว้เขาไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนอัลฟ่าการเดินทางคนเดียวนับว่าเป็เื่อันตรายมากดังนั้นเขาจึงจำเป็ต้องประดิษฐ์อาวุธบางอย่างไว้ป้องกันตัว แต่....เขาก็หวังว่าเขาจะไม่ต้องใช้มันกับใคร
“นั่นใคร!!” เยว่ซินถามอีกครั้งก่อนจะพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปในตรอกมืดๆ นั้นด้วยหัวใจเต้นแรงถึงแม้ในตรอกข้างทางเดินจะมืดสนิทแต่เยว่ซินก็ได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้นอย่างชัดเจนเงาสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอยู่ในตรอกและคอยจ้องมองเยว่ซินอยู่อย่างเงียบงัน
เยว่ซินจ้องมองทางเดินแคบๆนั้นด้วยหัวใจเต้นระทึกใต้ถุงเท้าของเขามีปืนยิงเข็มขนาดเล็กบรรจุหัวะุด้วยไซยาไนด์ชนิดเข้มข้นเพียงแค่สารพิษที่รุนแรงนี้ััร่างกายและแผ่กระจายไปตามเส้นเืเท่านั้นเขาก็จะสามารถหยุดลมหายใจของศัตรูลงได้ภายในเวลาไม่มีนาที แต่....เยว่ซินไม่้าพรากชีวิตของใครไปเขาจึงไม่เคยใช้อาวุธนี้กับใครเลยสักคน และเขาก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ต้องใช้มัน
“ฉันถามว่าใคร!!” เยว่ซินร้องถามอีกครั้งเมื่อหูได้ยินเสียงฝีเท้าในตรอกดังกระชันชิดเข้ามาอย่างน่ากลัวเงาสูงใหญ่นั้นพุ่งตรงเข้ามาหาเยว่ซินแต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อััได้ถึงการมาของใครสักคน
“อาเยว่!!”ซวนหยางวิ่งตรงเข้ามาหาเยว่ซินทั้งใบหน้าชุ่มเหงื่อพร้อมกับที่เงาในตรอกเคลื่อนตัวหายไป
“เจอ...เจอตัวแล้ว”ซวนหยางมองใบหน้าหวานละมุนนั้นด้วยความโล่งใจ อัลฟ่าหนุ่มหอบหายใจอย่างรุนแรงดูเหมือนตอนที่วิ่งมาเมื่อกี้เขาจะลืมไปเลยว่าเขาเป็คนไม่ใช่เครื่องจักรปอดของเขารู้สึกแสบร้อนราวกับถูกเปลวไฟเผาไหม้กว่าเขาจะหยุดหอบแล้วหายใจอย่างเป็ปรกติได้ ก็ผ่านไปตั้งหลายนาที
“ซะ...ซวนหยาง นายมาได้ไง??”
“วิ่ง...วิ่ง มา”ซวนหยางตอบทั้งที่ยังหอบหายใจอยู่
“ฉันหมายถึง นายมาทำไมต่างหาก”
“ถามได้ ก็มารับนายยังไงล่ะ”
“หา??”
“นายไม่ได้ดูข่าวฮันเตอร์หรอพวกมันออกอาละวาดหนักขนาดนี้ ฉันจะปล่อยให้นายกลับบ้านคนเดียวได้ยังไง”เยว่ซินรู้สึกผิวแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้นที่ซวนหยางวิ่งหน้าตั้งมาจนถึงที่นี่ ก็เพราะว่าเป็ห่วงเขาอย่างนั้นหรอพอจมูกได้กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นที่คุ้นเคยซวนหยางถึงได้รู้ตัวว่าเขาเพิ่งจะพูดอะไรแปลกๆออกไป และเป็ต้นเหตุทำให้เยว่ซินอายอีกแล้ว
“คือ....ที่จริง ฉัน....ฉันก็มีธุระให้มาแถวนี้พอดี” ซวนหยางว่าแล้วแอบชำเลืองมองใบหน้าแดงเรื่อของเยว่ซินเล็กน้อย
“ธุระแถวที่ทำงานฉันเนี่ยนะ”
“ใช่...มันเป็ทางผ่านน่ะฉันก็เลยแวะมากลับบ้านพร้อมนายเลย”
“อ๋อ...แบบนี้นี่เอง” เยว่ซินพยักหน้าแล้วหลบสายตาของซวนหยางลงพวกเขาต่างยืนกระอักกระอ่วนใจอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้จะทำยังไงดูเหมือนเื่ที่เพิ่งจะได้ยินมาจากศาสตราจารย์เป่ยอ้ายฉิงจะทำให้ทั้งคู่รู้สึกแปลกๆจนมองหน้ากันตรงๆ ไม่ได้เลย
เยว่ซินเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าด้วยความสงสัย เพราะสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าคมเข้มของซวนหยางมีร่องรอยของการต่อสู้อยู่น่าแปลก...เมื่อตอนกลางวันที่เรียนด้วยกัน เขาไม่เห็นว่าหน้าของซวนหยางจะมีแผลเลย
“ซวนหยาง นายได้ไปมีเื่กับใครมาหรือเปล่า”
“หา?? นี่นายเห็นฉันเป็นักเลงหรือไง โอ๊ย!!” ซวนหยางร้องเสียงหลงเมื่อโดนเยว่ซินเอานิ้วจิ้มแผลที่มุมปากแรงๆไปที
“เจ็บนะ อาเยว่”
“นี่นายไปมีเื่กับพวกนักเลงมาอีกแล้วใช่มั้ย”
“ไม่ใช่ซักหน่อย ฉัน....”ซวนหยางมองหน้าเพื่อนด้วยความลำบากใจ จะบอกความจริงก็ไม่ได้ จะโกหกก็รู้สึกผิดอีก
“เมื่อไหร่นายจะโตเป็ผู้ใหญ่ซักที อายุก็ตั้งขนาดนี้แล้วช่วยทำตัวให้มันดีๆหน่อยได้มั้ย”
“ตรงไหนที่ไม่ดี ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”
“ไม่ได้ทำอะไรผิด??แล้วไปมีเื่กับคนอื่นเขาทำไม ฉันบอกนายตั้งกี่ครั้งแล้วว่ามันอันตรายทำไมนายถึงไม่ฟัง” ซวนหยางไม่รู้จะอธิบายยังไง ก็เลยถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ใช่...ฉันไปมีเื่กับพวกนักเลงมาแล้วไง....ฉันก็ไม่ได้เป็อะไรซักหน่อยนายคิดว่านักเลงกระจอกพวกนั้นจะเอาชนะฉันได้อย่างนั้นหรอ”
“ซวนหยาง มันไม่ใช่แค่เื่แพ้หรือชนะแต่มันเป็เื่ของการควบคุมจิตใจ นายมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่าอัลฟ่าคนอื่นถ้านายพลั้งมือฆ่าใครตายขึ้นมาแล้วอนาคตของนายจะเป็ยังไงที่สำคัญ....นายเป็ลูกชายคนเดียวของตระกูล ถ้านายติดคุกแล้วพ่อนายจะทำยังไงเคยคิดบ้างหรือเปล่า”
“นายเลิกบ่นให้ฉันแล้วกลับบ้านซักทีได้มั้ย”
“นี่...นายหาว่าฉันบ่นให้นายอย่างนั้นหรอ”
“แล้วที่นายทำเขาไม่เรียกว่าบ่นหรือไง”
“ถ้าไม่อยากให้บ่นก็ทำตัวดีๆสินายเอาแต่ทำให้ฉันเป็ห่วงแบบนี้แล้วจะไม่ให้ฉันบ่นได้ยังไง”คนตัวเล็กร้องแว๊ดออกมาด้วยความโมโหไอ้บ้านี่....คนเขาอุส่าเป็ห่วงแล้วยังจะมาหาว่าบ่นอีก
ซวนหยางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้วมองใบหน้าโกรธจัดของเยว่ซินด้วยความใเมื่อกี้....เยว่ซินบอกว่าเป็ห่วงเขาอย่างนั้นหรอ พอเห็นหน้าตาซวนหยางเป็แบบนั้นเยว่ซินถึงรู้ตัวว่าเพิ่งจะพูดอะไรแปลกๆออกไป
“เอ่อ...ครั้งหน้า ฉันจะระวังตัวจะ...พยายามไม่มีเื่กับใคร”
“อะ...อืม ดีแล้ว”
“งั้น...เรา...กลับบ้านกันเลยดีมั้ย”
“ก็....ดี...เหมือนกัน”พอเยว่ซินว่าอย่างนั้นซวนหยางก็เลยคว้ากระเป๋านิรภัยใบใหญ่มาถือแล้วออกเดินนำไปก่อนเยว่ซินจึงหันมองไปที่ตรอกข้างถนนอีกครั้ง เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเองมีใครบางคนแอบมองเขาอยู่ในตรอกจริงๆ
ซวนหยางกับเยว่ซินเดินตามถนนปูหินที่ทอดยาวไปสู่ท่าอากาศยานเพื่อการโดยสารคนตัวเล็กสังเกตว่าใบหน้าของซวนหยางดูเคร่งเครียดมากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนประสาทััทั้งห้าตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และคอยสอดส่องสายตามองไปรอบๆทางเดินที่มืดสลัวนั้นด้วยความระมัดระวัง
“ซวนหยาง นาย...เป็อะไรหรือเปล่า??”คนถูกถามขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็...นายดูเครียดผิดปรกติ”
“จะไม่ให้ฉันเครียดได้ไงนายได้ดูข่าวบ้างหรือเปล่า”
“ดู”
“ดูแล้วยังไม่รีบกลับบ้านอีก ฉันส่งข้อความมาบอกว่าห้ามออกมาข้างนอกคนเดียวก็ไม่ฟัง”
“นายวิตกกังวลมากไปหรือเปล่า นี่มันใจกลางเมืองอานทาวน์นะ”ซวนหยางขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ใจกลางเมืองแล้วยังไงอยู่ในเมืองแปลว่าไม่มีอันตรายอย่างนั้นหรอ”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นฉันแค่ไม่อยากให้นายวิตกกังวลจนเกินไปก็เท่านั้นเอง”
“อาเยว่นี่เรากำลังพูดถึงเดนมนุษย์อย่างกลุ่มฮันเตอร์อยู่นะ” เยว่ซินถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์ก็อยู่แถวนี้นายจะกลัวอะไร”
“ก็กลัวว่านายจะหายไปไง”คำตอบนั้นทำให้เยว่ซินเงียบไปทันทีซวนหยางไม่รู้จะอธิบายให้เยว่ซินเข้าใจได้ยังไงว่าเขากลัวมากขนาดไหนฮันเตอร์เป็กลุ่มคนที่ชั่วช้าและอันตรายมาก พวกมันไม่มีหัวใจและไร้สำนึกเขาไม่อยากเสียใครไปเพราะพวกมันอีกแล้ว
เยว่ซินไม่รู้ว่าทำไมซวนหยางถึงได้วิตกกังวลกับข่าวของกลุ่มฮันเตอร์มากขนาดนั้นแต่ครั้งนี้ดูเหมือนซวนหยางจะกลัวมากจริงๆดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและไม่สบายใจ ทำเอาเยว่ซินอดจะสงสารเขาไม่ได้
“รีบกลับบ้านเถอะ”
“ก็ได้”พอเยว่ซินตอบแบบนั้นซวนหยางก็ดูเหมือนจะโล่งใจขึ้นแต่เขายังไม่ได้ทำอะไรต่อด้วยซ้ำสัญชาตญาณของอัลฟ่าก็ััได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างที่ฝั่งตรงข้ามของถนนซะก่อนซวนหยางรีบดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามาใกล้แล้วกวาดสายตามองไปตามทางเดินที่ไร้ผู้คนนั้นอย่างระมัดระวัง
“ซวนหยาง มีอะไรหรอ??”
“ได้ยินหรือเปล่า เสียงนั่น” เยว่ซินมองใบหน้าเคร่งเครียดของซวนหยางด้วยความไม่สบายใจดูเหมือนว่าซวนหยางจะกำลังตั้งใจฟังเสียงอะไรบางอย่างอยู่
“นาย...ได้ยินเสียงอะไร”แต่ซวนหยางยังไม่ได้ตอบคำถามด้วยซ้ำซากหุ่นยนต์ของผู้พิทักษ์ก็พุ่งข้ามฝั่งถนนเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็วอัลฟ่าหนุ่มดึงเยว่ซินเข้ามากอดไว้แล้วล้มตัวลงไปหลบซากหุนยนต์ได้อย่างฉิวเฉียดทั้งคู่ล้มลงไปกระแทกพื้นด้วยกันโดยที่ซวนหยางยังกอดเยว่ซินเอาไว้แน่นคนตัวเล็กกว่ารีบเงยหน้าขึ้นมาจากอกของเขาทันทีก่อนจะลุกนั่งด้วยความใ
“อาเยว่ นายเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ฉัน...ไม่เป็ไร ขอบใจมาก”ซวนหยางมองร่างน้อยในอ้อมแขนด้วยความเป็ห่วงทำเอาผิวแก้มของเยว่ซินแดงเข้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้พอจมูกได้กลิ่นดอกไม้หอมละมุนบางเบา ซวนหยางถึงรีบละสายตาไปจากใบหน้าของเยว่ซิน
“เอ่อ...ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
“ขอบคุณที่ช่วย” ซวนหยางพยักหน้า เยว่ซินจึงรีบลุกออกมาจากอ้อมกอดของเขาคนตัวเล็กหันมองไปรอบๆถนนด้วยความแปลกใจสองข้างถนนเต็มไปด้วยหุ่นยนต์ของผู้พิทักษ์ที่เริ่มสูญเสียการควบคุมพวกมันเดินสะเปะสะปะซวนเซ บ้างก็มีไฟลุกไหม้ท่วมตัว บ้างก็กำลังฉีกทึ้งแขนขาตัวเองเป็ภาพที่ทั้งซวนหยางและเยว่ซินต่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน” ซวนหยางดึงเยว่ซินมาซ่อนไว้ด้านหลังทั้งคู่เห็นโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์ออกลาดตระเวนไปทั่วน่านฟ้าและกำลังยิงรังสีเส้นเล็กร้อนระลุลงมาทำลายหุ่นยนต์ที่สูญเสียการควบคุมจนกลายเป็เศษเหล็กกองระเนระนาดเต็มถนน
เยว่ซินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ โดยปรกติแล้วหุ่นยนต์ของผู้พิทักษ์จะถูกโปรแกรมให้ช่วยเหลือประชากรในเซ็นเตอร์หน้าที่ของพวกมันคือให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร การเดินทางการจองตั๋วโดยสารยานข้ามอณาจักร การสั่งอาหาร การส่งอาหาร นำทางเด็กๆกลับบ้านจัดระเบียบเื่การจราจร ไม่มีการติดตั้งอาวุธไม่มีโปรแกรมหรือการเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ดังนั้น....พวกมันไม่มีทางทำร้ายมนุษย์อย่างแน่นอนต้องมีบางอย่างที่ไม่ปรกติและเขาต้องตรวจดูให้แน่ใจ
“อาเยว่เราต้องรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
“ขอเวลาหน่อย ฉันอยากรู้ว่าทำไมหุ่นยนต์ถึงเสียการควบคุมขนาดนี้”ว่าแล้วเยว่ซินก็รีบเอามือแกะส่วนสมองกลของหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์ออกมาดูทันที
“ไม่มีสมองกลแถมยังพังยับจนรับคำสั่งไม่ได้ แล้ว...มันพุ่งมาหาพวกเราได้ยังไง??”
“มีคนเหวี่ยงมันมา”
“หา?? เหวี่ยงมาเนี่ยนะ จะเป็ไปได้ยังไงกัน”ดวงตาคมกล้าของซวนหยางจ้องมองไปที่ทางเดินมืดสนิทอีกฝั่งของถนนอย่างระมัดระวังทำให้เยว่ซินหน้าเครียดลงทันที
ซวนหยางพูดถูกแล้วหุ่นยนต์ที่พังยับขนาดนี้ไม่มีทางพุ่งเข้ามาหาพวกเขาได้ด้วยตัวเองมันถูกใครบางคนเหวี่ยงมาจากอีกฟากของถนนจริงๆ
“อาเยว่ ไปกันเถอะ”ซวนหยางคว้ากระเป๋าใบใหญ่ของเยว่ซินมาถืออีกครั้งแล้วเอามือจับที่แขนเล็กๆ นั้นไว้
“ดะ...เดี๋ยวสิ ฉันเดินเองได้”ซวนหยางไม่ได้ฟังที่เยว่ซินพูด เขากำแขนคนตัวเล็กกว่าเอาไว้แน่นแล้วดึงให้ออกเดิน
.
.
.
ไม่นานนักหลังจากทั้งคู่เดินออกมาจนถึงหน้าถนนใหญ่ใกล้ท่าอากาศยานเพื่อการโดยสารของจุดที่ยังเปิดให้บริการอยู่ก่อนที่จะผ่านหน้าทางเดินออกไป ซวนหยางก็ััได้ถึงกลิ่นคาวเือย่างรุนแรงรวมถึงกลิ่นกายของคนที่เขารู้จักด้วย
“กลิ่นนั่น??”ซวนหยางกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณ จึงได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งโชกเืพิงกำแพงอยู่อีกด้านเยว่ซินเห็นเขามองตรงไปทางนั้นก็เลยมองตามไปด้วย
“ซวนหยาง มีอะไรหรอ”
“ไม่มี” ซวนหยางตอบสั้นๆแล้วพาเยว่ซินออกเดินต่อ
“เดี๋ยวๆ นั่น...เหลียงชุนนี่!!” เยว่ซินร้องออกมาด้วยความใ เมื่อเห็นเหลียงชุนเพื่อนร่วมชั้นเรียนในโซฮาร์นั่งจมกองเือยู่ตรงนั้น
ซวนหยางขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจก่อนหน้านี้ที่เขากับเยว่ซินถูกซากหุ่นยนต์ลอยลิ่วเข้ามาจู่โจมตรอกทางเดินหลังถนนใหญ่มีเสียงฝีเท้าของใครหลายคนกำลังไล่ล่ากันอยู่แล้วเหลียงชุนก็มานั่งจมกองเือยู่ตรงนี้ มันหมายความว่ายังไงกันหรือว่าเหลียงชุนจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้นด้วย
“ไปกันเถอะ อาเยว่”
“แต่เขาาเ็นะ”
“ไม่ใช่ปัญหาของฉัน”ซวนหยางพูดสั้นๆแล้วออกเดิน เขาไม่ชอบเหลียงชุนเพราะหมอนั่นเป็ต้นแบบของอัลฟ่าที่เขาเกลียดชังเห็นเหลียงชุนแล้วเขารู้สึกนึกถึงใครบางคน ใครบางคน.... ที่เขาเกลียดชังสุดหัวใจ
“ซวนหยาง เราต้องไปช่วยเขา”
“นี่...นายล้อเล่นใช่มั้ย อาเยว่”
“นายก็เห็นว่าเขาาเ็ ถ้าเราไม่ช่วยเขาอาจจะตายก็ได้”
“ก็ช่างหัวมันสิ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราซักหน่อย”
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินร้องออกมาด้วยความโกรธ เขาไม่คิดเลยว่าซวนหยางจะใจร้ายขนาดนี้
“ฉันจะไปช่วยเขา”
“เดี๋ยว อาเยว่ อาเยว่!!”ซวนหยางร้องเรียกเพื่อนด้วยความขัดใจเมื่อเผลอแค่แป๊บเดียวเยว่ซินก็วิ่งไปจนถึงตัวเหลียงชุนซะแล้ว
เยว่ซินมองสภาพาเ็หนักของเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยความใเหลียงชุนมีาแขนาดใหญ่ที่คอ แขนและตามร่างกายเขายกมือกุมลำคอของตัวเองเอาไว้แล้วมองใบหน้าตื่นกลัวของเยว่ซินด้วยดวงตาแข็งกร้าว
“โจว เยว่ซิน”เขาเรียกเยว่ซินอย่างไร้เรี่ยวแรง ดูเหมือนเขาจะเสียเืมากจนใบหน้าซีดเผือดไปหมดไม่รู้ว่าเหลียงชุนมานอนจมกองเือยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว ซวนหยางวิ่งตามมาถึงก็รีบคว้าที่แขนของเยว่ซินเอาไว้ทันที
“อาเยว่ กลับบ้าน!!” เยว่ซินรีบขืนตัวเอาไว้เมื่อโดนซวนหยางลากให้ออกเดิน
“นายไม่เห็นหรอว่าเขาาเ็” ซวนหยางมองร่างโชกเืของเหลียงชุนด้วยใบหน้าเ็าสำหรับเขาแล้วถ้ามันจะตาย ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด
“เพื่อนฝูงมันก็ตั้งเยอะเดี๋ยวก็มีคนมาช่วยมันเองนั่นแหละ เรากลับบ้านกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิ ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้เขาอาจจะตายก็ได้นะเขาเสียเืมากขนาดนี้เขาต้องไปไบโอแลป”
“งั้นก็แจ้งผู้พิทักษ์แล้วกลับบ้าน” เยว่ซินหันไปมองซวนหยาง และเห็นว่าเพื่อนอัลฟ่าของเขากำลังใช้ดีการ์ดติดต่อศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์อยู่
“ฉันแจ้งผู้พิทักษ์ให้แล้วเรากลับบ้านกันเถอะอาเยว่” เยว่ซินประเมินสภาพร่างกายของเหลียงชุนด้วยความหนักใจเขาเสียเืมากและมีแผลขนาดใหญ่ใกล้หลอดเืดำ ใบหน้าก็เริ่มซีดเผือดลงไปทุกทีถ้าหากผู้พิทักษ์มาไม่ทันเหลียงชุนอาจจะเสียเืจนตายก็ได้
ที่สำคัญเขาอยากรู้ว่าทำไมเหลียงชุนถึงได้าเ็หนักมากขนาดนี้แถมวันนี้เขาก็ไม่เห็นเหลียงชุนเข้าเรียนเลยด้วยหรือว่า...เหลียงชุนจะมีส่วนเกี่ยวข้องเหตุการณ์วุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นไม่แน่ว่าเหลียงชุนอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับพวกฮันเตอร์ก็ได้
“อาเยว่ นายจะทำอะไร”ซวนหยางถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเยว่ซินกำลังย่อตัวนั่งลงตรงหน้าเหลียงชุน
“ฉันจะห้ามเืให้เขา”
“ทำไมนายต้องไปช่วยมันด้วยมันทำร้ายนายนะ!!” เยว่ซินหันกลับมามองเพื่อนด้วยความไม่พอใจ
“นายจะให้ฉันเดินจากไปเฉยๆแล้วปล่อยให้เขาตายหรอ”
“ฉันก็แจ้งผู้พิทักษ์ให้มันแล้วไง”
“ถ้าผู้พิทักษ์มาไม่ทันแล้วเขาตายล่ะ!!”
“ใครจะตายมันก็ไม่เกี่ยวกับนายซักหน่อย!!”
“เวิน ซวนหยาง!!” เสียงตะคอกของเยว่ซินทำให้ซวนหยางยืนนิ่งไปทันที
“ฉันไม่คิดเลยว่านายจะเืเย็นขนาดนี้นายกล้าทิ้งคนๆหนึ่งให้ตายไปต่อหน้าต่อตาได้ยังไง!!”
“ก็มันทำร้ายนายไง แล้วนายก็ยังจะไปช่วยมันอีก!!”
“นายผูกใจเจ็บกับเื่แค่นั้นเนี่ยนะ นายใจดำขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน!!”
“ใจดำงั้นหรอ ถ้าฉันใจดำป่านนี้ฉันกระทืบมันซ้ำไปแล้ว!!”
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินยกมือผลักอกเพื่อนด้วยความโกรธ
“นายทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังที่สุด!!”คำพูดนั้นทำให้ร่างกายของซวนหยางเหมือนจะขยับไม่ได้เพราะเหลียงชุนเยว่ซินถึงกับทำร้ายเขาด้วยคำพูดแบบนี้เลยหรอ อัลฟ่าหนุ่มขบกรามแน่นเมื่อได้ยินแบบนั้นเขาหลบสายตาเยว่ซินลงเมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเสียใจ
“ยืนอยู่ตรงนั้นอย่าเข้ามาใกล้ฉัน” เยว่ซินบอกเขาแล้วหันกลับมาดูเหลียงชุนต่อ ซวนหยางยืนนิ่งอยู่นั้นและพยายามระงับอารมณ์โกรธของตัวเองเขาไม่รู้ว่าเขาโกรธเื่อะไรกันแน่เขารู้แค่ว่า...เขาไม่้าให้เยว่ซินดูแลใครทั้งนั้น
“โจว....เยว่...ซิน ไป...ให้พ้นไม่ต้อง...มาเวทนาฉัน” เหลียงชุนเค้นเสียงพูดอย่างอ่อนแรง และมองเยว่ซินด้วยดวงตาแข็งกร้าวที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ
“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรนายหรอกฉันแค่จะดูแผลให้”
“ไสหัวไป” เยว่ซินถอนหายใจออกมาด้วยความอดทน
“นายอยากตายนักหรือไง”
“ระ...เื่ของฉัน”
“นี่ฟังนะ กว่าผู้พิทักษ์จะมาถึงนายทนพิษาแไม่ไหวหรอกเอามือออก”
“ไม่...ฉันไม่ ไว้ใจใครทั้งนั้น”
“เอามือออก” เยว่ซินพูดอีกครั้ง
“ไป ซะ...อย่า...มาเวทนาฉัน”
“หุบปาก แล้วเอามือออก!!” เยว่ซินพูดเสียงดังด้วยความโมโหเขาเพิ่งจะทะเลาะกับซวนหยางมาเพราะฉะนั้น อย่ามาทำให้เขาอารมณ์เสีย!!
ดูเหมือนเหลียงชุนจะกำลังช็อกอยู่ที่โดนเยว่ซินขู่ด้วยเสียงแบบนั้นเขาค่อยๆลดมือลงแล้วกัดฟันข่มกลั้นความเจ็บเอาไว้ เยว่ซินถอนหายใจออกมาแรงๆแล้วพยายามเพ่งสมาธิไปที่แผลของเหลียงชุน เขาไม่อยากคิดถึงคนใจดำอย่างซวนหยางอีก ไม่อย่างนั้นเขาคงหยุดโมโหไม่ได้
“นาย...จะ.... ทำอะไร”เหลียงชุนพยายามลืมตาขึ้นมามองเยว่ซิน ั์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยดุดันของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เยว่ซินรู้ว่าเหลียงชุนกำลังคิดอะไรอยู่ในเวลานี้...เหลียงชุนคงจะเจ็บและกลัวมาก
“นาย...จะฉวยโอกาส เอาคืน ฉันใช่มั้ย”
“เจ็บขนาดนี้ยังจะคิดเื่แบบนี้ได้อีก”
“ก็....ซวนหยาง มัน พูด”
“ฉันไม่ใช่ซวนหยาง ชื่อของฉัน คือโจว เยว่ซิน”คำตอบที่แสนเ็านั้นทำให้ซวนหยางขบกรามแน่นด้วยความไม่พอใจ
“อย่า....” เหลียงชุนปัดมือเยว่ซินออกเมื่อเห็นว่าเขากำลังเอื้อมมือเข้ามาใกล้ตัวเอง
“ไม่ต้องกลัว ฉันจะห้ามเืให้นายจะปลอดภัยเดี๋ยวผู้พิทักษ์ก็มาแล้ว”
“นี่...นาย” คำปลอบโยนสั้นๆนั้นทำให้เหลียงชุนหยุดชะงักไป
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ฉวยโอกาสกับคนาเ็หรอก”
“ทำไม ถึงไม่ทำ”
“ทำแบบนั้นแล้วจะได้อะไรขึ้นมาล่ะ”
“ก็ ได้...เอาชนะ ฉันไง” คนตัวเล็กถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ฉันไม่ได้อยากเอาชนะนายหรือใครทั้งนั้นอ้อ....ไม่นับรวมตอนสอบนะ เพราะถ้าเป็เื่เรียนล่ะก็ ฉันสู้ตาย”พอเห็นเยว่ซินทำหน้าตาจริงจังขนาดนั้นมุมปากหยักรั้งของเหลียงชุนก็เลยยกขึ้นเล็กน้อย
“จะเอามือออก ได้หรือยัง”
“อือ....” เหลียงชุนยอมลดมือลงแต่โดยดีเขาเพ่งมองใบหน้าหวานละมุนของเยว่ซินแล้วนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรอีกเยว่ซินดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วกดห้ามเืที่คอให้เขาแต่เพราะผ้าเช็ดหน้าบางเกินไปเลยไม่สามารถทำให้เืหยุดไหลได้
“เืไหลเยอะเกินไปแบบนี้ไม่ดีแน่” เยว่ซินพูดด้วยความหนักใจ เขาไม่มีอุปกรณ์ทำแผลและคงหาไม่ทันด้วยชายหนุ่มนั่งขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่รู้จะทำยังไงแต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยเหลียงชุนอาจจะตายก็ได้
“เอาวะ” เยว่ซินตัดสินใจปลดกระดุมเสื้อของเหลียงชุนออกปลายนิ้วเล็กๆที่แตะไปบนร่างกายของเขาอย่างอ่อนโยน ทำให้เหลียงชุนรับรู้ได้ถึงความใจดีของเยว่ซินพอถอดเสื้อของเขาออกแล้วเยว่ซินถึงได้รู้ว่าเหลียงชุนมีแผลใหญ่อีกแผลบนหน้าอกด้วย
“ให้ตายเถอะ นี่...นายไปโดนอะไรมาเนี่ย”ซวนหยางชำเลืองมองแผลของเหลียงชุนแล้วขมวดคิ้วมุ่นนั่นมัน...รอยะุจากปืนรังสีนี่ดีที่เป็เพียงสะเก็ดของรังสีเท่านั้นเพราะถ้าหากโดนตรงๆละก็เหลียงชุนคงไม่รอดมานั่งอยู่ตรงนี้
“กดเอาไว้”เยว่ซินคว้ามือของเหลียงชุนมากดแผลที่อกให้ตัวเองก่อนจะเอามือฉีกเสื้อเขาออกแล้วแบ่งไปกดห้ามเืที่คอของเขาด้วยเยว่ซินไม่ใช่หมอแต่ก็พยายามปฐมพยาบาลเหลียงชุนอย่างสุดกำลังเขาห้ามเืให้เหลียงชุนอยู่นานแผลที่คอของเขาก็เริ่มสมานตัว
“สุดยอดลืมไปเลยว่านายก็เป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์”
“ทำไม อิจฉาหรอ”
“อิจฉาทำไม แผลฉันก็หายเร็วเหมือนกัน”เยว่ซินโกหกอย่างไม่ยอมแพ้ จากนั้นก็ออกแรงกดแผลให้เหลียงชุนต่อจนเวลาผ่านไปสักพัก
“เืนายหยุดไหลแล้วเป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์นี่ดีชะมัด” เยว่ซินยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจโชคดีที่เหลียงชุนเป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์และมีร่างกายที่แข็งแรงไม่แพ้ซวนหยางแผลของเขาก็เลยสมานตัวได้เร็วขนาดนี้
แต่ถึงจะไม่มีเืไหลแล้วแผลบนอกและรอยแผลอื่นๆก็ยังสร้างความเ็ปและความอ่อนแรงให้เขาอยู่ดีเหลียงชุนมองรอยยิ้มบนใบหน้าหวานละมุนนั้นด้วยความแปลกใจรอยช้ำที่เขาทำร้ายเยว่ซินไปเมื่อวานยังปรากฎอยู่บนมุมปากบางสวยนั้นอยู่เลย ทั้งๆที่เขาทำร้ายเยว่ซินไปขนาดนั้นแล้วทำไมเขาถึงยังได้รับความช่วยเหลือจากเยว่ซินอย่างสุดกำลังแบบนี้....เขาไม่เคยเห็นใครโง่...แต่ใจดีเท่าเยว่ซินมาก่อนเลย
“โจว เยว่ซิน”
“อะไร??”
“เยว่ซิน”
“อะไรล่ะ??” เยว่ซินมองเขาด้วยความสงสัยทำไมเหลียงชุนถึงได้เอาแต่เรียกเขาแล้วไม่พูดอะไรเลยแบบนี้
“นายมันโง่”
“หา??” เยว่ซินกดมือลงไปกับแผลของเหลียงชุนด้วยความโมโหหมอนี่สมเป็อัลฟ่านิสัยเสียจริงๆ คนเขาอุส่าช่วยแล้วยังจะมาหาเื่ถูกชกอีก
เหลียงชุนมองใบหน้าหวานละมุนนั้นแล้วหัวเราะออกมาเบาๆจากนั้นก็นั่งหลับตานิ่งๆ ให้เยว่ซินกดแผลที่คอให้ซวนหยางััได้ถึงจิตสังหารที่เบาบางลงของเหลียงชุนดวงตาที่เคยมองเยว่ซินด้วยความแข็งกร้าวนั้นอ่อนแสงลงจนน่าใ
“หรือว่า หมอนั่น....”พอสังเกตเห็นอาการแบบนั้น ซวนหยางก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เยว่ซินกลับไม่รู้ตัวเลยพอดีนั้นเองยานสีขาวสะอาดติดสัญลักษณ์คล้ายคทาดูซัสของไบโอแลปก็ลงจอดที่หน้าถนนใหญ่ตามด้วยหน่วยกู้ภัยพร้อมกับผู้พิทักษ์กำลังวิ่งกรูกันเข้ามาเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ
เยว่ซินลุกยืนและบอกอาการาเ็ของเหลียงชุนบางส่วนให้ทีมกู้ภัยได้รับรู้และไม่กี่นาทีต่อมาเหลียงชุนก็ถูกหน่วยกู้ภัยของไบโอแลปพาตัวขึ้นยานไป
“หวังว่าจะปลอดภัยนะ” เยว่ซินพูดพลางเช็ดเืกับขากางเกงแล้วเก็บกระเป๋าขึ้นมาสะพายเขาเห็นซวนหยางยังยืนอยู่ที่เดิมตามที่เขาบอก และกำลังมองเขาด้วยความไม่พอใจดูเหมือนซวนหยางจะทั้งโกรธทั้งน้อยใจใบหน้าของเขาก็เลยยุ่งเหยิงไปหมดเยว่ซินไม่ได้สนใจสายตานั้นเพราะเขาก็โกรธที่ซวนหยางใจดำกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เหมือนกัน
“เอากระเป๋าฉันมา”ซวนหยางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ซวนหยาง เอากระเป๋าฉันมา”
“ไม่” เขาตอบสั้นๆ แล้วออกเดินนำไปก่อนเยว่ซินก็เลยรีบวิ่งตามไปด้วย
“เป็บ้าอะไรอีกล่ะ”
“ใครบ้า นายนั่นแหละที่บ้านายไปช่วยไอ้เลวนั่นทำไม เพิ่งจะถูกมันชกไปเมื่อวานแล้วยังไม่จำอีก”
“แค่ชกกันแล้วมันต้องโกรธแค้นจนถึงกับปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าได้เลยหรือไง”ซวนหยางไม่ตอบคำถามนั้นแต่กำลังก้าวขายาวๆ เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งด้วยความโมโห
“ซวนหยางมาพูดกันให้รู้เื่เลยนะ”อัลฟ่าหนุ่มมองใบหน้าบึ้งตึงของเยว่ซินด้วยความโกรธปนน้อยใจทำไมเยว่ซินต้องไปใจดีกับคนอื่นเหมือนที่ใจดีกับเขาด้วย....เขาไม่ชอบ!!
“ถ้านายสงสารมันมาก ทำไมไม่เดินตามมันไปไบโอแลปซะเลยล่ะมาเดินตามฉันทำไม!!”
“นายเป็บ้าอะไรของนายกันแน่ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดเดียว!!”
“ฉันเกลียดมันนายเข้าใจมั้ย!!”
“ซวนหยาง!!”ทั้งคู่ทะเลาะกันไปจนสุดทางเดินโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีเงาดำสูงใหญ่คอยมองตามการเคลื่อนไหวของพวกเขาไปจนลับสายตา
.
.
.
...บังเกอร์ ของเยว่ซิน....
ซวนหยางโยนกระเป๋านิรภัยใบยักของเยว่ซินลงบนโต๊ะโครมใหญ่ก่อนจะเดินลิ่วเข้าไปในห้องอีกด้านแล้วปิดประตูเสียงดังลั่นคนตัวเล็กกว่าถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วมองประตูห้องนอนที่ปิดสนิทของซวนหยางด้วยความเหนื่อยใจเมื่อก่อนบ้านของเขามีห้องนอนเพียงแค่ห้องเดียวแต่พอซวนหยางมานอนที่นี่บ่อยเข้าเยว่ซินก็เลยคิดว่าควรจะมีห้องนอนของซวนหยางด้วยเพราะหลังจากอายุ 18 ปี เยว่ซินก็มีความรู้สึกว่าเขาไม่ควรนอนเตียงเดียวกันกับซวนหยางอีกที่สำคัญห้องนอนของเขาเป็ทางลับลงไปสู่บังเกอร์เขาไม่อยากให้ซวนหยางรู้ว่าเขาซ่อนอะไรไว้ในนั้น
เยว่ซินหยิบกระเป๋าไปวางที่โต๊ะอีกฝั่งก่อนจะถอดเสื้อคลุมออกแล้วเดินกลับมาที่ห้องครัว เขาหุงข้าวและทำอาหารง่ายๆสองสามอย่างเขารู้ว่าซวนหยางเป็ห่วงเขาและไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับคนอันตรายอย่างเหลียงชุนแต่เขาก็ทำใจปล่อยให้เหลียงชุนตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้จริงๆจนเวลาผ่านไปสักพักเยว่ซินก็ทำอาหารเสร็จเขาวางจานอาหารลงบนโต๊ะแล้วเดินไปเคาะประตูห้องฝั่งตรงข้ามเบาๆ
“ซวนหยาง กินข้าว”ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากคนในห้อง
“ซวนหยาง ออกมากินข้าว”
“ไม่หิว”
“จะไม่หิวได้ยังไงนายยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“ฉันไม่กิน”
“แต่ฉันทำกับข้าวเสร็จแล้ว”
“ฉันไม่กิน” ซวนหยางตอบอีกครั้งอย่างหนักแน่นทำให้เยว่ซินถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อไหร่ซวนหยางจะโตเป็ผู้ใหญ่สักทีนี่เขาต้องมาคอยดูแลคนเอาแต่ใจแบบหมอนี่ไปอีกกี่ปีกี่ชาติกัน
“ออกมากินข้าวเถอะ จะได้กินยาด้วยนายมีแผลเหมือนกันไม่ใช่หรอ”
“คงไม่ต้องลำบากให้นายมาช่วยห้ามเืให้หรอก”
“เฮ้อ....” คนตัวเล็กถอนหายใจออกมาอีกรอบเหนื่อยจะพูดกับเด็กเอาแต่ใจอย่างซวนหยางแล้ว
“นี่นายจะกินข้าวมั้ย??”
“ไม่”
“ถ้านายไม่กินฉันจะเอาอาหารไปเททิ้งให้หมดแล้วก็จะคิดค่าเนื้อสิบเท่ารวมดอกเบี้ยด้วย แล้วฉันก็จะไม่ทำกับข้าวอีกตลอดชีวิตเชิญนายไปกินข้าวกับเชฟอัตโนมัติได้เลย!!”ซวนหยางกระชากประตูเปิดออกแล้วยืนขมวดคิ้วมุ่นอยู่ตรงนั้นเพราะความโกรธ
“ทำไม....แค่ทำกับข้าวให้ฉันกินมันลำบากมากเลยหรือไง ทีไปช่วยปฐมพยาบาลให้คนอื่นมืดๆ ค่ำๆยังทำได้เลย” ซวนหยางพูดด้วยความโมโห หน้าตาของเขาพันกันยุ่งเหยิงซะจนเยว่ซินอดจะขำไม่ได้หมอนี่นิสัยเหมือนเด็กจริงๆ พอไม่พอใจก็ประท้วงไม่กินข้าวบ้างล่ะ กระแทกกระทั้นข้าวของบ้างล่ะสิบปีผ่านไปแล้วยังไม่เลิกทำนิสัยแบบนี้อีก
“หน้าตาแบบนั้นหมายความว่าไง”
“หมายความว่ารีบไปกินข้าว แล้วก็รีบไสหัวกลับบ้านไปซะทีเถอะ”ว่าแล้วเยว่ซินก็เดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าว ซวนหยางก็เลยรีบเดินตามไปด้วย
“นายคิดว่าฉันนิสัยเหมือนเด็กใช่มั้ย”
“แล้วมันไม่ใช่หรือไง”
“ฉันอายุ 25 แล้วนะ”
“อ๋อ...งั้นก็ขอโทษทีละกันฉันคงจะนับผิดไป”
“นายจะนับอายุฉันผิดได้ยังไงเราอายุเท่ากันนะ”
“อืม...ฉันจะจำไว้ละกันว่านายอายุเท่าฉัน”ซวนหยางกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้ด้วยความโมโหเยว่ซินก็เลยนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วยิ้มออกมารอยยิ้มของเขายิ่งทำให้ซวนหยางงอนหนักกว่าเดิมซะอีก
“เลิกทำเหมือนฉันเป็เด็กซักทีเถอะ”อัลฟ่าหนุ่มพูดฉุนๆ แล้วจ้วงเนื้อขึ้นมาเคี้ยวจนแก้มอูม ที่จริงแล้วเขาหิวข้าวมากเลยแต่เขาไม่อยากสั่งอาหารจากเชฟอัตโนมัติมากินเขาชอบอาหารที่เยว่ซินเป็คนทำมากกว่าถึงแม้ว่าราคาจะแพงกว่าอาหารปรกติหลายเท่าเพราะดอกเบี้ยแบบคนกันเองก็เถอะเขาคุ้นเคยกับรสชาติอาหารของเยว่ซินและชินที่ได้นั่งกินข้าวด้วยกันแบบนี้
แต่....ถึงกับข้าวจะอร่อยเขาก็ยังรู้สึกอารมณ์เสียอยู่ดีเยว่ซินชอบทำเหมือนเขาเป็เด็กอยู่ตลอด แถมยังใจดีกับคนอื่นไปเรื่อยเปื่อยไม่รู้จักระวังตัวซะบ้างเลย น่าโมโหจริงๆ
“ซวนหยาง กินดีๆ”เยว่ซินว่าแล้วมองเ้าอัลฟ่ายักที่กำลังจ้วงข้าวคำโตขึ้นมาเคี้ยวจนแก้มป่องหมอนี่นิสัยเสียจริงๆ ไม่พอใจอะไรก็ชอบกระฟัดกระเฟียดทำลายข้าวของเหมือนเด็กไม่มีผิด
“ถ้าข้าวติดคอนายฉันจะกระทืบซ้ำให้ดู”
“อุ่ก!!!” พูดยังไม่ทันขาดคำซวนหยางก็ต้องยกมือทุบอกเพราะสำลักข้าวเยว่ซินรีบลุกยืนแล้ววิ่งไปทุบหลังให้เขาทันที พร้อมกับเอาน้ำให้เขาดื่มไปด้วย
“ซวนหยาง นายเป็ยังบ้าง”คนตัวเล็กกว่าย่อตัวลงไปมองเขาด้วยความเป็ห่วงซวนหยางก็เลยเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้เขาอย่างอารมณ์ดีเห็นแบบนั้นเยว่ซินก็เลยรู้ทันทีว่าถูกหลอก
“ซวนหยาง!!”เยว่ซินกำมือทุบลงที่หลังเขาด้วยความโมโห หมอนี่นิสัยแย่เกินเยียวยาจริงๆซวนหยางหัวเราะร่วนเมื่อเห็นว่าเยว่ซินโมโหจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด
“ไหนนายบอกว่าจะกระทืบซ้ำไงไม่แน่จริงนี่” เยว่ซินมองรอยยิ้มของซวนหยางทั้งใบหน้าแดงเข้มหมอนี่กำลังดีใจที่หลอกให้เขาเป็ห่วงได้อย่างนั้นหรอ ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน
“คราวหน้าฉันจะไม่ช่วยนายอีกแล้วฉันสาบานเลย” เยว่ซินพูดด้วยความโมโหแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมซวนหยางได้ยินเยว่ซินพูดแบบนี้มาสิบปีแล้ว เขาก็เลยปล่อยให้คำขู่นี้ผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปอย่างไม่ใส่ใจเพราะเขามีเื่อื่นที่สำคัญกว่าอยากบอกให้เยว่ซินรับรู้ไว้
“อาเยว่เื่เหลียงชุนฉันไม่อยากให้นายเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับคนอันตรายอย่างหมอนั่น”
“ฉันไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเขาซักหน่อย”
“แล้วนายไปช่วยมันทำไม”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ฉันไม่ได้ใจร้ายเหมือนนายนี่” ซวนหยางถอนหายใจออกมาแรงๆ
“นายรู้ตัวหรือเปล่าว่านายทำอะไรลงไป”
“ปฐมพยาบาลไง”
“ไม่ใช่ สิ่งที่นายทำอันตรายมากกว่านั้น”
“ฉันทำอะไร??” ซวนหยางมองเพื่อนอัลฟ่าของตัวเองด้วยความสงสัยเยว่ซินไม่รู้จักวิธีหยุดจิตสังหารด้วย...การผูกชะตาหรอ
เดี๋ยวสิ...ตอนนั้นที่เขาเจอกับเยว่ซินครั้งแรกที่ตรอกท้ายเมืองเยว่ซินก็ไม่รู้เื่จิตสังหารเหมือนกัน น่าแปลก...เยว่ซินเป็อัลฟ่าแล้วทำไมถึงไม่รู้เื่พวกนี้ความเงียบบนโต๊ะอาหารทำให้เยว่ซินรู้สึกได้ถึงบรรยากาศรอบตัวซวนหยางที่เปลี่ยนไปถ้าเดาไม่ผิด....ซวนหยางต้องมีคำถามอะไรบางอย่างมาถามเขาแน่เลย
“อาเยว่นายเคยรู้เื่จิตสังหารของอัลฟ่าบ้างหรือเปล่า”
“กะแล้วเชียว” คนตัวเล็กนึกในใจเขาคิดอยู่แล้วว่าซวนหยางจะต้องถามอะไรบางอย่างกับเขาแน่ๆ
“ก็...เคยได้ยินมาบ้าง”
“งั้นหรอ แล้วนายคิดว่ายังไง”
“เอ่อ....ก็ ไม่ยังไงฉันว่ามันก็เป็แค่เื่ธรรมดาทั่วไป”
“ไม่ใช่เื่ธรรมดาทั่วไปนะถึงจะเป็อัลฟ่าเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าอัลฟ่าทุกคนจะมีจิตสังหาร”
“ใช่...เื่นี้ฉันก็รู้อยู่แล้ว”ซวนหยางหรี่ตาลงแล้วมองเยว่ซินด้วยความสงสัย
“อัลฟ่าที่เป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจะพยายามแสดงภาวะผู้นำหรือความ้าเป็จ่าฝูงออกมามันเป็กลไกทางธรรมชาติ ที่ฝังตัวอยู่ในยีนของอัลฟ่ามาั้แ่เกิด จิตสังหารเองก็เป็หนึ่งในกลไกนั้นที่สำคัญจิตสังหารมีค่ากับอัลฟ่าไม่แพ้ตราประจำตระกูลเลยล่ะ”เยว่ซินหยุดตะเกียบในมือของตัวเองลง ถ้าซวนหยางพูดแบบนี้แปลว่าต้องมีข้อมูลบางอย่างของอัลฟ่าที่เขามองข้ามไปแน่เลย
“หรือว่า เื่พวกนี้นายก็รู้อยู่แล้ว”
“ใช่...”
“งั้นช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้มั้ย”
“เอ๋?? อธิบายเพิ่มหรอ”
“ก็ใช่ไงฉันไม่ใช่อัลฟ่าที่เกิดในเซ็นเตอร์เหมือนนายฉันไม่รู้หรอกว่าอัลฟ่าที่เกิดในเซ็นเตอร์กับอัลฟ่าที่เกิดในพาราไดซ์แตกต่างกันยังไง” พอโดนถามแบบนั้นเยว่ซินก็หน้าซีดไปทันที ถึงเขาจะศึกษาเื่ราวเกี่ยวกับอัลฟ่ามาเยอะแต่เขาก็ไม่ใช่อัลฟ่าจริงๆเพราะฉะนั้นอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่มีแต่เผ่าพันธุ์ของอัลฟ่าเท่านั้นที่รู้ก็เป็ได้
“ว่าไงล่ะ”
“เอ่อ...” คนถูกคาดคั้นพยายามระงับความตื่นกลัวเอาไว้ในใจแล้วปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็ปรกติ
“ช่างมันเถอะ ฉันไม่เห็นว่าเื่ต่อจากนั้นมันจะสำคัญตรงไหนแล้วฉันก็ไม่ได้ใส่ใจด้วย” ซวนหยางไหวไหล่เล็กน้อยสมแล้วที่เป็ว่าที่วิศวกรระดับหัวกะทิของโซฮาร์ถึงแม้ว่าจะไม่รู้แต่ก็ตอบคำถามกว้างๆได้อย่างชาญฉลาดทำเอาคนถามถึงกับเชื่อสนิทใจว่าเขารู้เื่พวกนั้นแล้วจริงๆ
“อืม...ถ้านายคิดแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ”ซวนหยางบอกแล้วตั้งใจกินข้าวต่อ ทำเอาเยว่ซินแทบจะเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้
“มีอะไรหรอ”
“ก็....เื่ยีนของอัลฟ่ากับเื่จิตสังหารไงนาย...ไม่คุยต่อหรอ”
“คุยทำไม ก็นายรู้เื่พวกนี้อยู่แล้วนี่จะให้ฉันเล่าซ้ำก็เท่ากับสอนจระเข้ว่ายน้ำ น่าเบื่อออกจริงมั้ย”
“อ๋อ....ใช่ๆ นายพูดถูก น่าเบื่อสุดๆไปเลยล่ะ”เยว่ซินว่าจากนั้นก็รีบคีบอาหารขึ้นมากิน พอเห็นดวงตาของเยว่ซินเต็มไปด้วยความอยากรู้ขนาดนั้นซวนหยางก็เลยแอบยิ้มออกมาด้วยความพอใจดูเหมือนปีนี้เพื่อนอัลฟ่าแคระของเขาจะเผยความลับออกมามากมายโดยไม่รู้ตัวซะแล้วล่ะ
...เวลาผ่านไปสักพัก...
หลังจากที่กินข้าวเสร็จซวนหยางก็กลับเข้าไปในห้องเพื่ออาบน้ำส่วนเยว่ซินกำลังตั้งใจดูความเสียหายจากแผงพลังงานในสมองกลของหุ่นยนต์อยู่เพราะจื่อฟงไม่้าให้เขาเดินทางไปทำงานใน่ที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยก็เลยให้เขาเอาโดรนกับสมองกลที่ยังพอซ่อมแซมได้กลับมาดูที่บ้านแทน
เยว่ซินยกมือกางภาพแสกนร่องรอยอาวุธด้วยดีการ์ดโดยมีโฮโลแกรมของอาเล่อกับอาเล่ยในชุดนอนลายยกทรงนั่งอยู่รอบโต๊ะทำงานคนละฝั่ง
“เป็ไงบ้างพวกนายพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยพวกนี้บ้างมั้ย” สองแฝดส่ายหน้าด้วยความหนักใจ
“ฉันไม่เคยเห็นร่องรอยอาวุธแบบนี้มาก่อนเลยนะอาเยว่”
“จริงด้วยจะว่าเหมือนปืนรังสีก็ไม่ใช่ซะทีเดียว”
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าเป็ปืนรังสีเหมือนกันแต่โดรนลาดตระเวนของผู้พิทักษ์ถูกสร้างมาจากวัสดุชั้นดีแถมยังหุ้มเกราะกันรังสีแบบพิเศษอีกด้วย ฉันก็เลยคิดว่าแค่รังสีธรรมดาไม่น่าจะทำลายโดรนลาดตระเวนของผู้พิทักษ์ได้”
“แล้วหัวหน้าหน่วยของศูนย์ระวังภัยไม่รู้หรอ”
“ไม่...รุ่นพี่เองก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเหมือนกันตอนนี้ก็เดินทางไปที่ศูนย์ใหญ่ที่แคปปิตอลแล้วด้วย” สองแฝดหันไปมองหน้ากันจากนั้นก็หันมาหาเยว่ซิน
“พอสังเกตรอยแตกดีๆแล้วฉันว่ามันเหมือนถูกสารอะไรบางอย่างที่อาณุภาพกัดกร่อนที่รุนแรงเล่นงานมาเลยนะ”
“เอ๋?? สารงั้นหรอ”
“ใช่...เหมือนพวกสารละลายโลหะอะไรแบบนี้”
“แล้วพวกนายรู้มั้ยว่าเป็สารอะไร”สองแฝดส่ายหน้าเบาๆ ทำให้เยว่ซินขมวดคิ้วมุ่นเพราะความเครียดสองแฝดนับว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธประดิษฐ์เพราะพวกเขาทั้งคู่อยากเป็ผู้พิทักษ์ ถ้าอาเล่อกับอาเล่ยที่ศึกษาเื่พวกนี้โดยตรงยังไม่รู้แล้วเขาจะไปหาข้อมูลอาวุธพวกนี้ได้จากที่ไหนกัน
“ไม่ต้องห่วงนะอาเยว่พวกเราขอเวลาหน่อย สารพวกนี้อาจจะถูกผสมขึ้นมาจากสารตั้งต้นพื้น ๆ ก็ได้”
“จริงด้วยนายมาขอความช่วยเหลือขนาดนี้ พวกเราจะต้องหาคำตอบให้นายได้อย่างแน่นอน”
“ตอบแทนที่หลอกให้ฉันทำการบ้านส่งให้เป็ประจำงั้นสิ”
“ใช่เลย”ทั้งคู่ตอบแล้วหัวเราะร่วน ทำให้เยว่ซินพลอยหัวเราะไปด้วย
“ขอบใจมากนะอาเล่ออาเล่ยไว้พรุ่งนี้ฉันเอาของจริงไปให้ดู”
“ได้เลยเพื่อนงั้นพวกเราขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนละกัน”
“หนังสืออะไร??”
“นี่ไง!!”คู่แฝดเล่อเลยกางโฮโลแกรมคัมภีร์เบิกเนตรขึ้นมาให้เยว่ซินดูทำเอาเพื่อนปิดระบบสื่อสารแทบไม่ทัน พอเยว่ซินตัดการเชื่อมต่อภาพฉายเสมือนจริงของสองแฝดก็หายวับไปทันที
“เ้าพวกบ้า!!” คนตัวเล็กร้องออกมาด้วยความโมโห ก่อนจะหันมาตั้งใจซ่อมโดรนต่อ
เยว่ซินกางแผงพลังงานบนโต๊ะแล้วใช้เครื่องมือของผู้พิทักษ์ค่อยๆ ซ่อมแซมชิ้นส่วนที่เสียหายนั้นทีละชิ้นเขาไม่เคยเห็นโดรนของผู้พิทักษ์ถูกทำลายอย่างหนักขนาดนี้มาก่อนเลยบางทีการปรากฎตัวของกลุ่มฮั่นเตอร์ในครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การออกอาละวาดธรรมดาๆก็ได้
“คงจะง่ายกว่านี้ถ้าให้เลโอช่วย”เยว่ซินคิดในใจพลางนึกถึงระบบปฏิบัติการคู่ใจของเขาในบังเกอร์ใต้ดินแต่จะทำแบบนั้นก็ไม่ได้ซะด้วยสิ เพราะซวนหยางยังไม่กลับบ้านเลย
“หรือว่าเขาจะ...นอนที่นี่”เยว่ซินคิดทั้งใบหน้าแดงเรื่อ แต่ก็เอาเถอะยังไงซวนหยางก็มานอนที่นี่บ่อยๆจนมีห้องนอนเป็ของตัวเองไปแล้วอีกอย่างหนึ่งเขาก็ยังพอมีเวลาให้ซ่อมโดรนกับสมองกลของหุ่นยนต์อยู่เอาไว้เริ่มพรุ่งนี้ก็ได้ เยว่ซินวางอุปกรณ์ซ่อมแซมแผงพลังงานลงบนโต๊ะก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเองเพื่ออาบน้ำ
ซวนหยางเดินออกมาจากห้องพลางมองหาเยว่ซินเขาเห็นชิ้นส่วนแผงพลังงานของโดรนผู้พิทักษ์กับสมองกลหุ่นยนต์วางเกลื่อนโต๊ะเต็มไปหมดอัลฟ่าหนุ่มมองไปรอบๆ ตัวอย่างระมัดระวังพอไม่เห็นเยว่ซินอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นเขาก็เลยหยิบแผงพลังงานที่เสียหายขึ้นมาดู
“นี่มัน...สารละลายโลหะชนิดพิเศษนี่”ซวนหยางเพ่งมองรอยไหม้สีดำนั้นด้วยความแปลกใจสารละลายโลหะชนิดพิเศษต้องสกัดจากแร่มีค่าในพาราไดซ์ส่วนมากแล้วพวกค้าอาวุธเถื่อนแถวชายแดนจะซื้อสารพวกนี้ไปเพื่อผลิตเป็อาวุธ
แต่.....น่าแปลก ทำไมถึงได้มีอาวุธแบบนี้หลุดเข้ามาในเซ็นเตอร์ได้พวกมันผ่านผู้พิทักษ์ที่รักษาความปลอดภัยในรอยต่อของเขตชายแดนที่หนาแน่นขนาดนั้นมาได้ยังไงกัน
“หรือว่าจะมีสายของพวกมันแฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้พิทักษ์คงต้องตรวจสอบเื่พวกนี้ดูหน่อยแล้ว” ซวนหยางวางแผงพลังงานลงบนโต๊ะเหมือนเดิมต่อให้เยว่ซินมีเครื่องมือที่ทันสมัยของผู้พิทักษ์ก็ไม่สามารถซ่อมแซมชิ้นส่วนที่เสียหายนี้ได้เพราะว่าสารละลายโลหะชนิดพิเศษถูกสกัดขึ้นเพื่อทำลายระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์บางอย่างโดยเฉพาะมันไม่ได้ละลายโลหะเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกัดกร่อนแผงวงจรไฟฟ้าและแผงพลังงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันได้ด้วย
มหานครเซ็นเตอร์ไม่อนุญาตให้ประชากรอาวุธที่มีภัยต่อระบบปฏิบัติการของทหารไม่ว่าจะเป็ผู้ผลิต ผู้จำหน่วย หรือผู้ใช้ก็ล้วนแต่มีความผิดตามกฎหมายของอณาจักรทั้งนั้น ดังนั้น...สารที่ถูกนำมาประดิษฐ์เป็อาวุธร้ายแรงขนาดนี้จะต้องมาจาก...พาราไดซ์แน่นอน
“จะบอกตรงๆ ก็ไม่ได้ซะด้วยสิคงต้องปล่อยให้พยายามซ่อมของพวกนี้ไปสักพัก”ซวนหยางรู้ว่าเยว่ซินมองเขาเป็เพียงแค่เด็กที่เอาแต่ใจทำอะไรก็ไม่เป็แถมยังไม่ตั้งใจเรียนอีกต่างหากดังนั้นการพูดอะไรที่ขัดกับสิ่งที่แสดงออกไป จะทำให้เยว่ซินสงสัยเอาซะเปล่าเขาชอบที่จะทำตัวเรื่อยเปื่อยเหลวไหลแล้วให้เยว่ซินมาคอยตามบ่นตามดูแลซะมากกว่าแต่ซวนหยางยังไม่ได้คิดอะไรต่อด้วยซ้ำก็ได้ยินเสียงร้องดังลั่นขึ้นในห้องของเยว่ซินซะก่อน
ปัง!!
“อาเยว่!!”เขารีบวิ่งตรงไปที่ห้องของเยว่ซินด้วยความใก่อนจะเคาะประตูแล้วร้องถามคนข้างในด้วยความเป็ห่วง
“อาเยว่ เกิดอะไรขึ้น!!”พอไม่มีเสียงตอบรับจากเยว่ซินซวนหยางก็ยกเท้าถีบประตูจนพังแล้วรีบวิ่งเข้าไปข้างในทันที
“อาเยว่” ซวนหยางยืนช็อกอยู่ตรงนั้นเพราะเขาดันพังประตูเข้ามาตอนที่เยว่ซินกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดีเขาเห็นคนตัวเล็กกว่าพันผ้าขนหนูผืนบางเอาไว้รอบเอวและเผย่บนเปลือยเปล่าต่อสายตาของเขาอย่างเปิดเผยซวนหยางไม่สามารถห้ามสายตาตัวเองให้หยุดมองเยว่ซินได้ เหมือนนานมากแล้วจริงๆที่เขาไม่ได้เห็นเยว่ซินถอดเสื้อผ้าต่อหน้าแบบนี้
อัลฟ่าหนุ่มกลืนน้ำลายลงไปในคออย่างฝืดทน เขารู้ว่าเยว่ซินตัวบางแต่ก็ไม่คิดว่าจะบอบบางจนทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัวเรือนร่างของผู้ชายมีเสน่ห์มากขนาดนี้เลยหรอ นี่มันความรู้สึกอะไรกันทำไมหัวใจถึงได้เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงขนาดนี้
ราวกับไม่สามารถสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวหรือสั่งสายตาให้หันไปทางอื่นได้ซวนหยางไล่สายตามองเยว่ซินั้แ่เรือนผมสีดำขลับเส้นเล็กที่เปียกน้ำหมาดๆ ใบหน้าหวาดละมุนที่กำลังแดงเข้มเพราะความอายลำคอขาวบางและ่ไหล่สมส่วนพอดีตัวดูไม่เล็กหรือกว้างจนเกินไป มองไล่ลงมาจนถึงแผงอกขาวละเอียดที่พรมไปด้วยหยดน้ำและมองต่ำลงไปจนถึงเอวบางกับสะโพกผายคล้ายหญิงสาวนั้นด้วย
“ซะ...ซวนหยางนายเข้ามาได้ยังไง!!!” เยว่ซินคว้าหมอนขึ้นมาแล้วปาใส่หัวเขาด้วยความโมโหแต่ซวนหยางดูเหมือนจะยังไม่ได้สติ เขายืนนิ่งแล้วมองเยว่ซินอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้นหินที่ถูกสาป
“ออกไป!!”พอเห็นเขายืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวคนตัวเล็กกว่าก็เลยก้าวขาเดินไปไล่เขาทั้งใบหน้าแดงเข้มแต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนด้วยซ้ำเยว่ซินก็ลื่นพื้นที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำจนล้มหัวคะมำ
“อาเยว่!!” ซวนหยางรีบวิ่งเข้ามารับคนตัวเล็กกว่าเอาไว้เลยทำให้เยว่ซินล้มลงไปบนตัวของเขาแทนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วจนเยว่ซินตั้งตัวไม่ทันนี่มันสถานการณ์บ้าบออะไรกัน การถอดเสื้อผ้าต่อหน้าซวนหยางก็แย่พออยู่แล้วตอนนี้ผ้าขนหนูของเขาหลุดหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้!!
ซวนหยางนอนนิ่งอยู่บนพื้นเมื่อััได้ว่าร่างกายของเยว่ซินไม่ได้ใส่อะไรเลยสักชิ้นเดียวเขาไม่กล้าขยับมือที่กอดอยู่บนเอวของเยว่ซินแล้วก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวร่างกายเยว่ซินเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเหมือนกันเพราะถ้าหากเขาเคลื่อนไหวเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ทุกส่วนบนร่างกายของซวนหยางจะต้องมาเบียดัักับร่างกายเปลือยเปล่าของเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
เยว่ซินอายมากจนแทบจะร้องไห้ออกมาทำไมเหตุการณ์ที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งหลายปีต้องมาเกิดขึ้นตอนที่เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแบบนี้ด้วย
“อา...อาเยว่ฉะ....ฉัน...เอ่อ...ฉันขอโทษก่อนหน้านี้ฉันได้ยินเสียงนายร้อง...ก็....ก็เลยวิ่งเข้ามา”เยว่ซินอายมากจนพูดอะไรไม่ออก จะขยับตัวก็ไม่ได้จะมองหน้าซวนหยางก็ไม่กล้าแล้วถ้าเขาลุกยืนซวนหยางก็จะต้องเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่อะไรเลยสักชิ้นเดียวเขาจะทำยังไงดี
“อาเยว่”ซวนหยางรู้สึกได้ถึงกลิ่นดอกไม้ที่หอมกรุ่นอย่างชัดเจนจากร่างกายของเยว่ซินเขามองใบหน้าแดงเข้มของคนในอ้อมแขนด้วยหัวใจเต้นแรงฟีโรโมนของเยว่ซินกำลังจู่โจมระบบประสาทของเขาโดยตรงและเพราะเหตุนั้นร่างกายของซวนหยางก็เลยตื่นตัวขึ้นมาจนเยว่ซินรู้สึกได้
“ซวน...ซวนหยาง นี่นาย??”ราวกับควบคุมประสาทััของตัวเองไม่ได้มือของซวนหยางเริ่มเคลื่อนไหวและลูบสำรวจไปตามร่างกายเปลือยเปล่านั้นช้าๆซวนหยางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าผิวของเยว่ซินจะนุ่มละมุนน่าััขนาดนี้แผ่นหลังของเขาเล็กมากแถมยังมีผิวกายที่นุ่มละเอียดแตกต่างจากผู้ชายทั่วไปเอวของเยว่ซินคอดบางคล้ายหญิงสาวเวลาที่โอบกอดไว้จะรู้สึกได้ว่าพอดีกับมือทั้งสองข้างของเขาเลยผิวกายนุ่มลื่นและเย็นชุ่มของเยว่ซินทำให้สติของซวนหยางเริ่มเลือนหายลงไปทุกทีอัลฟ่าหนุ่มเลื่อนฝ่ามืออุ่นร้อนลูบต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึง.........
“ซวนหยาง!!” เยว่ซินกำหมัดชกเข้าที่หน้าของซวนหยางเต็มแรงทำเอาสติของเขาวิ่งกลับมาทันที
“โอ๊ย!! นาย...ชกฉันทำไม!!”
“แล้ว...นายทำบ้าอะไรล่ะ!!”ซวนหยางรู้สึกได้ว่ามือของเขาเลื่อนต่ำลงไปจนเกือบจะจับโดนบั้นท้ายเปลือยเปล่าของเยว่ซินซะแล้วอัลฟ่าหนุ่มช็อกไปทันทีเมื่อมีสติรู้ตัว....นี่เขา...นี่เขาทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย!!!
“อาเยว่ ฉันขอโทษ!!”ซวนหยางรีบลุกขึ้นนั่งแต่เขาดันลืมไปว่าเยว่ซินยังไม่ได้ใส่อะไรเลยสักชิ้นเดียว
“ห้ามมองนะ!!”คนตัวเล็กกว่ารีบยกมือปิดตาเขาไว้ทันที ซวนหยางจึงนั่งนิ่งๆอยู่บนพื้นทั้งหัวใจเต้นแรง ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าร่างกายเปลือยเปล่าของเยว่ซินกำลังนั่งอยู่บนตักของเขาแถมยังเป็ตักที่เริ่มแข็งแล้วด้วย
ซวนหยางพยายามสั่งสมองของตัวเองให้หยุดจินตนาการแต่มันก็ยากจริงๆเขาไม่น่าพรวดพราดเข้ามาในห้องของเยว่ซินแบบนี้เลย เขาจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วพระเ้าได้โปรดหยุดลงโทษเขาเถอะ
“อาเยว่ ฉันขอโทษ”เยว่ซินไม่พูดอะไร แต่กำลังตั้งใจปิดตาของซวนหยางเอาไว้แน่นซวนหยางรู้ว่าเยว่ซินกำลังอายมากเพราะเขาได้กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นจากร่างกายของเยว่ซินอย่างชัดเจนต้องหาทางทำอะไรสักอย่างถ้าหากเยว่ซินยังไม่หยุดปล่อยฟีโรโมนออกมาแบบนี้เขาอาจจะ....ทนไม่ได้
“อาเยว่”
“อย่า...อย่ามองฉันนะ”เยว่ซินรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ ร่างกายของเขาไม่เหมือนผู้ชายทั่วไปถ้าหากซวนหยางรู้ว่าเขาเป็ใคร เขากับซวนหยางคงไม่มีวันเป็เพื่อนกันได้อีกเขากลัวว่าซวนหยางจะรังเกียจเขาและไม่อยากเป็เพื่อนกับตัวประหลาดอย่างเขา
“อาเยว่ ฉันขอโทษ”ซวนหยางรู้สึกผิดมากจริงๆ เขาไม่น่าทำให้เยว่ซินอายมากขนาดนี้เลยอัลฟ่าหนุ่มยกมือจับที่คอเสือของตัวเองแล้วดึงออกทำให้เยว่ซินรีบกระชับมือปิดตาเขาไว้ทันที
“อาเยว่ ฉันจะหลับตาไว้นายไม่ต้องกลัว”ซวนหยางจับมือของเยว่ซินเอาไว้แล้วเลื่อนออกไปจากดวงตาของเขา จากนั้นก็ถอดเสื้อยืดคอกลมของตัวเองออกมาพร้อมกับหลับตาเอาไว้แน่น
ซวนหยางยกมือคลำๆ ที่ผมของเยว่ซิน จากนั้นก็สวมเสื้อยืดของตัวเองให้กับเขาเพราะซวนหยางมีร่างกายสูงใหญ่ว่าเยว่ซินอยู่มาก เสื้อของเขาจึงยาวลงไปจนคลุมต้นขาของเยว่ซินได้เลยคนตัวเล็กกว่ามองดวงตาที่ปิดสนิทของซวนหยางทั้งหัวใจเต้นแรงเป็สุภาพบุรุษกว่าที่คิดอีกนะนี่เยว่ซินดึงชายเสื้อของซวนหยางลงมาคลุมร่างกายของตัวเองเอาไว้ก่อนจะรีบลุกออกไปจากตักของเขา
“เดี๋ยว....”ซวนหยางใช้มือคว้าเอวบางของเยว่ซินเอาไว้ทั้งที่ยังหลับตาอยู่ทำเอาคนตัวเล็กกว่าถึงกับต้องรีบยกมือดันที่อกกว้างเปลือยเปล่านั้นเอาไว้ด้วยความใ
“ซวนหยาง นาย...จะทำอะไร”
“นายยังไปไหนไม่ได้”
“หมายความว่าไง”
“นายต้องตอบคำถามก่อน”เยว่ซินมองดวงตาที่ยังคงปิดสนิทนั้นด้วยหัวใจเต้นแรง ซวนหยางจะให้เขาตอบคำถามอะไรกัน
“อาเยว่เื่ที่ศาสตราจารย์เป่ยพูดวันนี้ เป็เื่จริงหรือเปล่า”คำถามนั้นทำให้หัวใจของเยว่ซินหล่นวูบไปทันที ยิ่งหัวใจของเขาเต้นอย่างผิดปรกติร่างกายก็ยิ่งปล่อยฟีโรโมนกลิ่นหอมนั้นออกมาจนซวนหยางเริ่มรู้สึกทรมานใจ
“คำตอบล่ะ” เยว่ซินยังคงเงียบ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ศาสตราจารย์เป่ยพูดในห้องเรียนกายวิภาคเป็เื่จริงหรือเปล่าแต่เขากับซวนหยางเป็เพื่อนกัน ความพึงพอใจที่ศาสตราจารย์เป่ยพูดหมายถึงความพึงพอใจแบบไหนเขายังไม่รู้เลย แล้วเขาจะตอบคำถามซวนหยางได้ยังไง
“อาเยว่ ตกลงนายจะไม่บอกใช่มั้ยว่าทำไมถึงมีแต่ฉันที่ได้กลิ่นนายอยู่คนเดียว”
“ก็บอกไปแล้วไงว่าเป็เพราะ....”
“ความไว้ใจ” ซวนหยางพูดขึ้นเลยทำให้เยว่ซินเงียบไปอีกครั้ง
“นายจะให้ฉันเชื่อว่ามันเป็เพราะความไว้ใจจริงๆหรอ”
“ใช่...”
“แล้วบนโลกนี้นายไว้ใจฉันแค่คนเดียวหรือไง”
“ก็...ใช่” ซวนหยางหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้นจะจับโกหกคนปากแข็งอย่างเยว่ซิน คงไม่ใช่เื่ง่ายเลยสินะ
“ปล่อยฉันซักทีได้มั้ย”
“ปล่อยได้ไง ฉันยังไม่เข้าใจเลย”
“แล้วมันเข้าใจยากตรงไหนฉันอธิบายเื่นี้กับนายไปตั้งหลายครั้งแล้ว” ได้ยินแบบนั้นซวนหยางก็เลยลืมตาขึ้นมาพอถูกดวงตาคมกล้านั้นจ้องมองคนตัวเล็กกว่าก็ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“ฉันไม่ได้เรียนเก่งเหมือนนายนี่ที่ฟังศาสตราจารย์บรรยายครั้งเดียวแล้วจะเข้าใจ”
“งั้น....ทีหลัง ก็ตั้งใจเรียนสิ”
“เื่ฟีโรโมนยากจะตายไปฉันไม่เข้าใจหรอกนายเรียนเก่งไม่ใช่หรอ ทำไม....นายถึงไม่สอนฉันล่ะ”
“หา??”
“ติวเข้มเื่ฟีโรโมนไง”ซวนหยางจ้องมองใบหน้าแดงเรื่อนั้นแล้วยิ้มออกมา คำถามของเขาทำให้เด็กทุนระดับหัวกะทิของโซฮาร์ถึงกับพูดอะไรไม่ออกจะให้อธิบายเื่ฟีโรโมนให้ซวนหยางฟังเนี่ยนะ ถ้าพูดไปก็เท่ากับว่าเข้าตัวน่ะสิ
“ฉันไม่ติว นายโตขนาดนี้แล้วหัดตั้งใจเรียนด้วยตัวเองซะบ้าง” เยว่ซินว่าพลางแกะมือของซวนหยางออกจากเอวคนตัวสูงกว่าก็เลยใช้วงแขนแข็งแรงกดรัดเอวบางของเขาไว้แน่นกว่าเดิมซะอีก
“ซ....ซวนหยาง ปล่อยซักที”
“นายจะตอบคำถามหรือเปล่าล่ะ”
“คำถามอะไรอีก”
“ก็เื่กลิ่นไง”
“ฉันบอกนายไปเป็รอบที่ล้านแล้ว”
“สรุปว่าจะไม่บอก??”
“เอ่อ...บอกก็ได้”พอเยว่ซินว่าแบบนั้น ซวนหยางก็เลยปล่อยเขาให้เป็อิสระ เยว่ซินรีบลุกยืนทันทีแล้วถอยออกมายืนห่างๆจากร่างสูงของซวนหยางทั้งใบหน้าแดงเข้ม
“ว่ามาทำไมถึงมีแต่ฉันที่ได้กลิ่นนายอยู่คนเดียว”
“เพราะความไว้ใจ”
“อีกแล้วหรอ”
“ใช่...ใครก็ตามที่ฉันไว้ใจจะได้กลิ่นแบบนี้กันทุกคนเลย”เยว่ซินตัดสินใจแล้วว่าจะยืนยันคำตอบนี้ไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยไม่คนถามก็คนตอบเอาให้ตายกันไปข้างเลยคอยดู
“นายไม่เคยได้ยินหรอว่าอัลฟ่าเืผสมในเซ็นเตอร์ บางครั้งร่างกายก็ผลิตฟีโรโมนออกมาเพราะความไว้ใจด้วย”
“ไม่...”
“นายลองคิดดูดีๆก่อนอาจจะมีศาสตราจารย์สักคนพูดถึงเื่นี้แต่นายนอนหลับอยู่ไง”
“หา??” คนตัวสูงกว่าไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบกำปั้นทุบดินแบบนี้
“ฉันอาจจะเป็อัลฟ่าสายพันธุ์ที่กำลังพัฒนาไปสู่การกลายพันธุ์ก็ได้ฟีโรโมนมีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ทุกคน เพียงแต่เผ่าพันธุ์อัลฟ่าไปอินกับเื่จิตสังหารมากกว่าเลยไม่ค่อยใส่ใจเื่ฟีโรโมนไง ส่วนฉัน....อินกับเื่กลิ่นมากกว่ามันก็เลยสวนทางกันกับอัลฟ่าอย่างพวกนาย เื่มันก็เป็แบบนี้ล่ะ” ซวนหยางอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้นเขามองหน้าตาจริงจังกับเหตุผลสุดพิลึกของเยว่ซินแล้วก็ต้องอึ้งไปอีกรอบ
“แต่ฉันว่า...”
“ไม่ต้องสงสัยเยอะนายเชื่อฉันเถอะฉันนี่แหละอัลฟ่าสายพันธุ์ใหม่”
“คนเรามันกลายพันธุ์ได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรอ”
“ก็ใช่ไง” ซวนหยางยืนคิดหัวแทบแตกในขณะที่คนตัวเล็กกว่ากำลังเอาเหรียญทองทั้งหมดที่มีไปติดสินบนพระเ้าอยู่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากสถานการณ์สุดเลวร้ายนี้ทีเถอะเขาจะไม่หน้าเืเก็บดอกเบี้ยเกิดอัตราที่ที่กฎหมายกำหนดอีกแล้วจนเวลาผ่านไปสักพัก
“อืม...ก็คงจะเป็แบบนั้น”ซวนหยางตอบสั้นๆ จากนั้นก็หันไปมองเยว่ซินด้วยรอยยิ้ม
“งั้น ฉันไปนอนก่อนนะอาเยว่”
“อ้าว??” เยว่ซินมองตามร่างสูงของซวนหยางที่กำลังเดินออกไปจากห้องด้วยความแปลกใจอะไรกัน...อยู่ดีๆก็ไปเฉยๆเนี่ยนะ หมอนี่เป็บ้าอะไรกันแน่
....ห้องนอน ของซวนหยาง....
ซวนหยางเดินเข้ามาในห้องนอนของตัวเองแล้วปิดประตูเอาไว้แน่นอัลฟ่าหนุ่มยกมือของตัวเองขึ้นมาดู แล้วจินตนาการถึงผิวกายเปลือยเปล่าของเยว่ซินทั้งใบหน้าแดงเข้ม
“นี่มัน เื่บ้าอะไรกัน”เพียงแค่จินตนาการว่าได้ััเท่านั้น ทั่วทั้งร่างกายก็ร้อนวูบวาบไปหมดร่างสูงสูดลมหายใจเข้าไปในปอดเสียงดังเพื่อระงับความ้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาในใจความรู้สึกนั้นพุ่งพล่านอยู่ในร่างกายของเขา จนทำให้เืหนุ่มร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟ
“ไอ้เวรเอ๊ย รู้สึกแบบนี้กับเพื่อนตัวเองเนี่ยนะ”ซวนหยางทั้งรู้สึกผิดและละอายใจเมื่อในของเขาเอาแต่จิตตนาการว่าได้ััเยว่ซินไม่ยอมหยุดความรู้สึกแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน ถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่างวันนึงเขาคงพลั้งมือััเยว่ซินจริงๆแน่ ถึงตอนนั้น....ก็คงกลับมาเป็เพื่อนกันไม่ได้อีกแล้ว