“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าคิดอะไรอยู่”หมิงเป่าจูหมุนตัวกลับมามองหลี่ไหวฺอวี้ ก่อนเอ่ยถาม
“พวกเรามีใจสื่อถึงกัน”หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้ว ตอบอย่างยียวน
แท้จริงแล้วเป็นเพราะนางซ่อนงำความในใจไม่มิดต่างหากหลังจากวางผ้าฝ้ายเสร็จเดินออกมาจากห้อง เห็นนางพิงอยู่ข้างบ่อพลางบ่นพึมพำ
เมื่อเข้าไปใกล้ก็เลยได้ยินนางพร่ำพรรณนาถึงสิ่งที่คิดในใจออกมา
หมิงเป่าจูบอกเขาด้วยสายตาว่า‘ใครเชื่อเขาก็บ้าแล้ว’ แต่ในใจกลับยอมรับความคิดเห็นของเขาโดยสิ้นเชิง
ตกเย็นหมิงเป่าจูจึงเอ่ยปากบอกเล่าความคิดของตนเองบนโต๊ะอาหาร
นอกจากจะเชิญลุงกู้กับป้าจงมาช่วยงานแล้วนางยังคิดจะจ้างคนเพิ่มอีกหนึ่งคน นั่นคือหลิวเถี่ยหนิวที่เคยมาขอร้องนางให้ช่วยรักษาโรคมีบุตรยากของภรรยาและต่อมาภายหลังเขาก็เคยช่วยเหลือนางด้วย
“ข้าไปไหนไม่ได้อยู่แล้วโรงหมอจะขาดหมอไม่ได้ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้พวกเจ้าสองคนกลับไปที่หมู่บ้านชิงหยางก็แล้วกัน”หมิงเป่าจูกลืนมะเขือม่วงลงคอแล้วถึงเอ่ยปาก
“ข้าต้องกลับไปด้วยหรือ”
หมิงเป่าอวี้ได้ยินคำกล่าวก็อึ้งงันสายตาเลื่อนไปมองหลี่ไหวฺอวี้อย่างลังเล
แกรก! เสียงตะเกียบกระทบชามดังขึ้นหมิงเป่าอวี้ได้สติ หันไปมองพี่สาว
“มองเขาทำไมเขาก็ช่วยเจ้าไม่ได้ พวกเจ้าสองคนไปกันทั้งคู่นั่นแหละ” แม้แต่คนเดียวก็หนีไม่พ้น
หมิงเป่าจูสนใจแต่กินข้าวของตนเองไม่นำพาแววตาตัดพ้อของน้องชาย
หลี่ไหวฺอวี้สบตากับเขาแวบหนึ่งหลังจากนั้นก็เบือนหน้าหนี สื่อความหมายเป็นนัยว่า ‘เรื่องที่พี่สาวเจ้าตัดสินใจไปแล้วข้าก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน’
เช้าวันรุ่งขึ้นหมิงเป่าอวี้ต้องตื่นเช้ากว่าเดิม หลังจากลอบฝึกยุทธ์อยู่พักหนึ่ง ก็กลับมาที่บ้าน
หมิงเฉ่าถังยังไม่เปิดร้านแต่หมิงเป่าจูเรียกรถม้าเตรียมไว้ให้ทั้งสองใช้ไปรับคนเรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องคิดเลยว่าตอนกลับมาต้องมีสัมภาระเพียบอย่างแน่นอนเบียดกันหน่อยก็น่าจะพอนั่งได้
หลังจากที่ทั้งสองคนขึ้นรถม้าออกไปหมิงเป่าจูก็เดินกลับไปที่ห้องโถงด้านหน้าหมิงเฉ่าถังเพื่อเปิดร้าน และเริ่มตรวจคนไข้
ทุกครั้งที่ตรวจคนไข้เสร็จนางจะลุกไปดูที่ลานบ้านครั้งหนึ่ง ว่าคนกลับมาหรือยัง ไม่ก็มองออกไปที่ถนนหน้าร้านคิดว่าหากพวกเขากลับมาจะต้องผ่านทางนี้
แม้ภายนอกหมิงเป่าจูจะดูใจเย็นแต่ภายในใจก็อดกังวลไม่ได้ กลัวว่าพวกเขาจะไม่มา
ครอบครัวของป้าจงมีที่นาส่วนพี่เถี่ยหนิวเป็นนายพราน พวกเขาต่างมีอาชีพของตัวเอง อีกทั้งที่บ้านยังมีคนชราอายุมากแล้วที่ต้องดูแล
หากพวกเขาไม่มา นางก็ต้องใคร่ครวญถึงปัญหาการจ้างคนงานใหม่อีกครั้ง
เช้านี้เวลาเดินช้าเป็นพิเศษแต่ละวินาทีผ่านไปเนิ่นนานเหมือนแรมปี รอมาจนถึงตอนเที่ยง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงดังระลอกหนึ่งมาจากเรือนด้านหลังหมิงเป่าจูจึงลุกขึ้นวิ่งออกไป
หลี่ไหวฺอวี้เพิ่งผลักประตูเข้ามาในลานบ้านก็เห็นหมิงเป่าจูวิ่งมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลนัก แต่ไม่เข้ามาใกล้
เขายิ้มบางๆ แล้วขยับตัวหลบทางให้คนที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามา
พอเห็นคนแรก หมิงเป่าจูก็รีบวิ่งเข้าไปรับห่อผ้าในมือของอีกฝ่ายพลางร้องเรียก “ท่านป้า!”
“อุ๊ยตาย รีบมาดูกันเร็วนี่เป่าจูของพวกเราหรือนี่ ไม่เจอกันแค่เดือนเดียว กลายเป็นสาวเต็มตัวไปแล้ว”
ป้าจงจับมือหมิงเป่าจูไว้แน่นมองพิจารณาขึ้นลง พลางยิ้มไม่หุบ
สิ่งที่นางพูดไม่เกินจริงเลยเดือนนี้นางหมิงเป่าจูเปลี่ยนไปมาก ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่มีเรื่องอะไรต้องกลัดกลุ้มใบหน้าจึงดูมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้างแล้ว
แก้มที่เมื่อก่อนเคยแห้งตอบดูอิ่มเอิบขึ้นรูปร่างที่เคยผอมแห้งแรงน้อย เดี๋ยวนี้ก็ดูแข็งแรงขึ้น ผิวพรรณก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้น
แท้จริงแล้วหมิงเป่าจูเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่หาเงินก้อนใหญ่ได้ครั้งแรกเพียงแต่ที่ผ่านมาเห็นกันทุกวันจึงไม่รู้สึก พอแยกจากกันระยะหนึ่งจึงเห็นได้อย่างชัดเจน
“ท่านลุงกู้พี่เถี่ยหนิว” หมิงเป่าจูหันไปมองคนข้างหลัง
“อื้อ” ลุงกู้ขานรับอย่างรวดเร็ว
เขายังคงเหมือนเดิมพูดน้อย เป็นคนซื่อ ขี้อาย พอเห็นหมิงเป่าจู ดูออกว่าดีใจมาก แต่แสดงความรู้สึกไม่เก่งจึงเพียงแค่พยักหน้าให้นาง
“น้องเป่าจู!”
หลิวเถี่ยหนิวทั้งตื่นเต้นและซาบซึ้งใจยิ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าหมิงเป่าจูเข้าเมืองมาเป็นหมอแล้ว ก็ยังนึกถึงตนเอง จึงตั้งปณิธานในใจว่าจะต้องทำงานให้ดีให้สมกับความเชื่อมั่นที่น้องเป่าจูมีต่อเขา
“เร็วเข้าเชิญทุกท่านเข้ามานั่งก่อน เที่ยงนี้พวกเราจะกินข้าวด้วยกันดีๆ สักมื้อ!” หมิงเป่าจูกอดแขนป้าจงอย่างสนิทสนมราวมารดากับบุตรสาว
ชาติก่อนพ่อแม่เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันชาตินี้กลับแย่ยิ่งกว่า นางจึงเคารพรักป้าจงผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่เมตตาปรานีต่อนางเป็นพิเศษ
“พี่เถี่ยหนิววางสัมภาระลงก่อน รีบมาพักผ่อน!”
หลิวเถี่ยหนิวถือห่อสัมภาระส่วนใหญ่ของทั้งสามคนเขาคือคนที่ถูกจ้างมา นับว่าได้เปรียบมากแล้ว
ไม่อาจปล่อยให้หลี่ไหวฺอวี้กับหมิงเป่าอวี้เป็นคนถืออีกสองคนก็เป็นผู้ใหญ่ จึงอาสาถือของส่วนใหญ่มาเอง
หมิงเป่าจูยุ่งวุ่นวายไปหมดทั้งจูงมือให้ทุกคนนั่งลง ทั้งชงชา พอจัดการเสร็จก็จะออกไปซื้อกับข้าว แต่ถูกป้าจงดึงตัวไว้ก่อน
“เป่าจู โรงหมอไม่เปิดร้านแล้วหรือ”
ป้าจงเห็นนางดีใจก็พลอยยินดีไปด้วย แต่พอยินนางพูดแต่เรื่องจะทำอาหารเลี้ยง จึงรั้งนางไว้แล้วเอ่ยถามสิ่งที่กังขาในใจออกมา
“พวกท่านมากันได้ข้ามีความสุขยิ่ง เที่ยงนี้ขอปิดโรงหมอชั่วคราว ข้าจะต้องเลี้ยงต้อนรับทุกคนอย่างดี”น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเบิกบานอย่างที่ไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้
“เด็กโง่ ไม่ต้องวุ่นวายแล้วกลับไปทำงานเถอะ ป้ามาถึงแล้ว เรื่องซื้อกับข้าวทำครัวไม่จำเป็นต้องถึงมือเจ้า ต่อไปแค่ตั้งใจเป็นหมอที่ดีก็พอแล้ว”ป้าจงจับมือหมิงเป่าจูพลางตบเบาๆ
“ใช่แล้ว ป้าของเจ้าพูดถูกต้อง”ท่านลุงกู้ถูกภรรยาใช้ศอกสะกิด จึงรีบพูดสนับสนุน
“น้องเป่าจูเจ้าอยากกินอะไรก็บอกมาได้เลย ก่อนมาข้ากินข้าวมาเรียบร้อยแล้ว ไม่หิว เรื่องซื้อกับข้าวข้าจัดการเองป้าจงก็ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย รออยู่ที่บ้านก็พอ” หลิวเถี่ยหนิวเพิ่งวางสัมภาระลง เมื่อได้ยินบทสนทนาของทุกคนก็ขันอาสารับหน้าที่เองอย่างอื่นเขาไม่มี แต่เรื่องกำลังวังชากลับมีเหลือเฟือ
ทุกคนดูสนิทสนมกลมเกลียวกันขอบตาของหมิงเป่าจูเริ่มแดงเล็กน้อย
ท้ายที่สุดก็เลื่อนเวลากินข้าวมาเป็นตอนเย็นถึงแม้ระยะทางจะไม่ไกล แต่ใช้เวลาเดินทางไม่น้อย ทุกคนควรได้พักผ่อนก่อน
หลิวเถี่ยหนิวเป็นคนอยู่เฉยไม่ได้หมิงเป่าจูจึงให้เงินหมิงเป่าอวี้พาเขาไปซื้อกับข้าว
ส่วนตัวนางก็ออกไปที่ห้องโถงด้านหน้า
รอจนกว่าจะจัดการเรื่องราวทุกอย่างเสร็จสิ้นอาหารเลิศรสก็ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะอย่างเพียบพร้อม นางไม่ต้องลงมือทำเองเลยแม้แต่น้อย
“ท่านลุง ท่านป้าพี่เถี่ยหนิว ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าพวกท่านจะยอมมาช่วยข้า ข้าขอคารวะทุกท่านหนึ่งจอก!”หมิงเป่าจูลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ ยกจอกสุราขึ้น ทว่าดื่มได้แค่จอกนี้เพียงจอกเดียว นอกนั้นก็เปลี่ยนเป็นน้ำชาเพราะหลี่ไหวฺอวี้ยืนกรานไม่ยอมให้นางดื่มโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ
ทุกคนบนโต๊ะต่างยกจอกขึ้นดื่มจนหมดป้าจงมองหลี่ไหวฺอวี้เติมน้ำชาใส่จอกให้หมิงเป่าจูด้วยรอยยิ้ม หมิงเป่าจูนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน
“คนเฒ่าคนแก่อย่างเราสองคนจัดการได้ไม่ยากที่นาให้ชิงเอ๋อร์กับสามีช่วยดูแล นางเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ให้พวกเรามาช่วยงานเจ้า วางใจได้เลย”ป้าจงกล่าว
กู้ชิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวที่แต่งออกไปจึงไม่อาจอยู่รับใช้เคียงข้างพ่อแม่ได้ นางรู้สึกผิดมาก
เมื่อได้ยินว่าหมิงเป่าจูมาเปิดโรงหมอในเมืองและจ้างบิดามารดาของนางไปช่วยงาน ย่อมรู้สึกดีใจมาก
นางดูออกว่าหมิงเป่าจูดีต่อผู้เฒ่าทั้งสองอย่างไรสามารถทำให้บิดามารดาเบิกบานใจ ย่อมดีกว่าต้องมาคอยกลัดกลุ้มเป็นกังวลกับเรื่องนางจนสุขภาพร่างกายทรุดโทรม