เรือไอน้ำลำเล็กที่ผ่านการดัดแปลงพิเศษกำลังแล่นออกสู่ท้องทะเล มุ่งไปในทิศทางใดมีเพียงไม่กี่คนที่รู้
เื้ัคือผืนแผ่นดินที่เลือนหาย ทิ้งไว้เพียงแนวแสงสุดท้ายของโลกที่รู้จัก และเบื้องหน้าคือความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ของมหาสมุทรอันไร้ชื่อ ปราศจากแผนที่ ปราศจากสัญญาณ และที่น่ากลัวกว่านั้น ปราศจากเสียง
พวกเขาออกห่างฝั่งมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่กลับไม่มีคลื่นลมใดเลย แม้แต่ลมทะเลก็เงียบราวกับกลั้นหายใจ
ธีร์ยืนพิงเสากระโดงอยู่เงียบ ๆ สายตาไม่ได้จับอยู่ที่เส้นขอบฟ้า หากแต่ทอดลงเบื้องล่างของผืนน้ำสีหม่น
ไม่ใช่มอง แต่ ‘ฟัง’
และสิ่งที่เขาได้ยิน… คือความผิดปกติ
เสียงเครื่องยนต์ไอน้ำที่ควรจะคำรามกลับกลายเป็เสียงหอบแ่เบา ราวกับมันกลัวจะปลุกบางสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ
ฟ้ามืดสนิท ไม่มีจันทร์ ไม่มีดาว หมอกทะเลลอยต่ำในระดับที่ผิดปกติ เสมือนคลุมผิวน้ำด้วยผ้าคลุมผืนหนา
‘ลมไม่มี คลื่นไม่มี หมอกก็ไม่เคลื่อนไหว…’
ธีร์เงียบ แต่ภายในสมองเขากำลังทำงานเร็วอย่างน่ากลัว
‘สิ่งที่เรากำลังแล่นผ่าน… มันคงไม่ใช่แค่มหาสมุทรแน่ๆ’
เขาไม่แน่ใจว่าความคิดนี้มาจากตรรกะเหตุผลที่เขาปะติดปะต่อเื่ราวหรือว่ามาจากสัญชาตญาณ แต่ความรู้สึกลึกลงไปในอก ความหนาวเย็นเริ่มซึมลึกขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่มา
“เราน่าจะเห็นดาวสิ” ลูกเรือคนหนึ่งพึมพำ “อย่างน้อยก็น่าจะมีดาวซักดวง…”
ไม่มีใครตอบเขา
ในขณะนั้นเอง
เรือสั่นเล็กน้อย เหมือนมีอะไรบางอย่าง ‘ลูบ’ ท้องเรือจากด้านล่าง
ไม่แรง แต่มันทำให้ทุกคนบนเรือตื่นตระหนก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทุกคนบนเรือชะงัก
ชายแปลกหน้าเดินไปควบคุมเส้นทางเดินเรือ ขณะที่จันทร์หอมเงยหน้ามองฟ้าอย่างกังวล โดยไม่รู้จะระวังทิศทางไหน
ธีร์ยืนอยู่ท้ายเรือ ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ใบหน้าเรียบเย็น สายตาหยั่งลึกลงไปในน้ำทะเลเบื้องล่าง
เขาค่อย ๆ ก้มลง เอื้อมไปหยิบกล่องเหล็กทรงกลมเล็ก ๆ จากกระเป๋าเสื้อ
มันคือสิ่งที่เขาทำเอง กลไกหมุนแ่ที่ปล่อยแรงสั่นความถี่ต่ำ… จำลอง “หัวใจ” ของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ
เขาปล่อยมันลงน้ำ
กล่องนั้นจมช้า ๆ และหายไปในความมืดของทะเล
สิบวินาทีแรก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยี่สิบวินาที…
เสียง ครืด… ดังเบา ๆ จากใต้เรือ
เหมือนบางอย่างกำลังลากผ่านไม้กระดาน
ชายเรือสบถในลำคอ มือขยับไปที่อาวุธประหลาดข้างเอว
แต่ธีร์พูดเสียงเบา
“อย่า…”
“ถ้าเราขยับ… มันจะรู้ว่าเรา กลัว”
เสียงบางอย่างกระทบตัวเรือเบา ๆ เป็จังหวะ ปึ้ง… ปึ้ง… ปึ้ง…
ทุกครั้งที่กระทบเหมือนมันกำลังทดสอบน้ำหนัก ความแข็ง ความหนา… หรืออาจจะทดสอบ ‘ใจ’ ของสิ่งที่อยู่บนนั้น
หนึ่งในคนเรือเผลอกลืนน้ำลายดังไปนิดเดียว
…เสียงนั้นก็หยุด
เงียบสนิท ราวกับทุกอย่างกลายเป็สุญญากาศ
หมอกหยุดเคลื่อน
ลมหยุดไหว
คลื่นหยุดกระเพื่อม
ทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ
ธีร์ลงไปด้านล่างของเรืออย่างเงียบเชียบและนั่งยองเอามือแตะแผ่นไม้ใต้เท้าเบา ๆ มันอุ่นกว่าปกติ
‘เรือร้อนจากด้านล่าง… มันน่าจะอยู่ใกล้มากๆ’
เขาหยิบถุงใบเล็กจากเสื้อใน ล้วงออกมาเป็เส้นโลหะบาง ๆ ที่พันขดไว้ แล้วสอดเข้าไปในกล่องไฟฟ้าสำรองใต้ท้องเรือ
สายโลหะจะปล่อยสนามแม่เหล็กแปรปรวนอ่อน ๆ คล้ายคลื่นรบกวนของสัตว์ใต้ทะเลบางชนิดที่เขาเคยอ่านจากบันทึกเก่า
ไม่แน่ใจจะได้ผล แต่… เขารู้ดีว่าทำดีกว่าไม่ทำ
และในชั่วขณะที่มันเริ่มปล่อยคลื่นแรก…
น้ำทะเลข้างเรือก็ แตกตัว เล็กน้อย คล้ายอะไรบางอย่าง ‘ขยับออกไป’
ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครพูด
แต่ทุกคนรู้
ว่าเรือ… เพิ่งรอดจากบางสิ่งที่ไม่ควรเจอ
“มันไปแล้ว…” คนเรือพูดเสียงเครือ
ชายแปลกหน้ามองธีร์อีกครั้ง ราวกับเพิ่งเห็นเขาเป็ ‘บางสิ่ง’ ที่คนอื่นไม่มี
ธีร์ยังไม่พูดอะไร
เขามองทะเลเบื้องหน้า
เงาของหมอกบางแยกตัวเล็กน้อยที่เส้นขอบทะเล เหมือนมีบางสิ่งรออยู่ตรงนั้น กำลังเรียกหาเขาอยู่
เขาหลับตา สูดลมหายใจช้า ๆ แล้วเอ่ยเบา ๆ
“วันนี้เหนื่อยจริงๆเลยนะ…”
เขาเดินไปหาแม่ จับมือแม่เอาไว้ ทั้งสองต่างจ้องมองกันด้วยสายตาที่อบอุ่น ทั้งสองต่างก็รู้กันดี กับเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ว่ามันคืออะไร แต่กลับไม่แม้แต่จะพูดออกมา