“เอาละ อยากจะไปไหนก่อนเหรอ เชษฐ์”
“แล้วแต่บัวเถอะ ฉันไม่เคยรู้อะไรหรอกนะ”
“เหรอ ? ถ้างั้นจะพาไปดูพวกตึกของพวกสายวิทย์แล้วกันนะ”
่หลังเลิกเรียนบัวพาผมออกจากห้องเรียนเพื่อจะพาผมทัวร์โรงเรียนตามที่บอกจริง ๆแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่า จะไปไหนแล้วปล่อยเป็หน้าที่ของบัวนำทางแทน
แน่นอนว่าบัวก็เดินแนะนำไปยิ้มไปตลอดทางดูร่าเริงไม่ใช่น้อยถึงจะเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนชนิดฟ้ากับเหว แต่เธอก็ยังคงเป็เพื่อนสนิทที่ร่าเริงและใจดีเสมอ
“มีอะไรเหรอเชษฐ์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนั้นน่ะ”
“เปล่าหรอก แค่รู้สึกแปลก ๆ”
“แปลก ?”
“ก็ประมาณว่า เมื่อก่อนบัวจะแต่งตัวเป็ผู้ชายใส่หมวกแก๊บพูดห้าว ๆ กับฉันใช่ม้า แต่ตอนนี้ใส่ชุดนักเรียนหญิง ผมยาว แถมสวยอีกเลยรู้สึกแปลก ๆ นิด ๆ น่ะสิ”
“ไหนบอกว่า เชษฐ์รับเราแบบนี้ได้ไง”
“ก็ได้ไง แต่รู้สึกดีใจน่ะนะ”
“ทำไมถึงดีใจละ”
“ดีใจที่เพื่อนตัวเองเกิดมาสวยแบบนี้ไงละ”
บัวเอามือม้วนไปม้วนมาตรงเส้นผมแล้วเดินตรงมาใช้มือชกเข้าที่ไหล่ของผมเต็มแรงจนเซทีเดียว
“เจ็บนะเนี่ยต่อยฉันทำไม”
“เพราะ เชษฐ์พูดอะไรแบบนั้นไง เ้าบ้า”
บัวเอียงหน้าเล็กน้อยแล้วทำหน้าแดงก่อนจะหันหลังควับเดินต่อไป
“โอเคงั้นต่อไปไปตึกสังคมกันที่นั่นมีห้องสมุดใหญ่ ๆ ด้วยนะเชษฐ์น่าจะชอบ”
บัวก้าวเท้านำผมไปก่อนอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวสิบัว รอด้วยสิ”
ผมรีบก้าวเท้าตามเธอไปจนกระทั่งมาที่หน้าห้องสมุดซึ่งสร้างมาจากหอประชุมเก่าของโรงเรียน และกลายเป็ห้องสมุดใหญ่ประจำอำเภอซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตามาใช้บริการอย่างมากมาย ทั้งเด็กโรงเรียนอื่นผู้ใหญ่ วัยรุ่น เนื่องจากที่นี่มีหนังสือแทบทุกชนิดที่ออกวางจำหน่ายในประเทศนี้รวมทั้งหนังสือต่างประเทศด้วย
หลังจากเดินเข้ามาดูบรรยากาศของห้องสมุดที่มีผู้คนเดินกันเต็มไปหมดนั้นอยู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบัวจึงหยิบมือถือขึ้นมารับแล้วคุยกับสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะหันมาบอกกับผมด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ว่า
“เชษฐ์เดี๋ยวผมต้องไปก่อนนะ”
“อ้าว มีอะไรเหรอ ?”
“ที่ชมรมเรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับการแข่งขันวันเสาร์นี้น่ะผมเลยต้องรีบไปก่อน เชษฐ์จะกลับเลยไหม”
ผมส่ายหน้า
“ไม่ละ ฉันว่าจะยืมหนังสือสักเล่มค่อยกลับ”
“เหรอ ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”
“อื้อ”
บัวโบกมืออย่างเสียดายแล้วเดินแยกตัวจากผมไปทิ้งให้ผมเดินอยู่ในห้องสมุดนี้เพียงลำพังซึ่งผมก็ยักไหล่แล้วเดินไปเดินมาดูหนังสือตามชั้นต่าง ๆ ด้วยความสนอกสนใจ
อย่างที่บอกไปผมไม่ใช่เด็กซนที่ชอบวิ่งเล่นเท่าไหร่นักหรอก ผมมักจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้คนเดียวจนกระทั่งบัวเข้ามาลากผมออกไป
การได้อยู่ในห้องสมุดจึงเป็ความรู้สึกที่ดีไม่ใช่น้อยเลยละ
ทั้งตัวอักษรกลิ่นหนังสือและกระดาษลอยอบอวลไปทั่วตัวห้องมันมีเื่ราวและชีวิตที่บันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ ผมหยิบหนังสือขึ้นมาดูสลับไปมามองหาหนังสือที่อยากอ่านที่สุดไปตามตู้ต่างๆ โดยไม่ทันได้รู้ว่า ผู้คนรอบ ๆ ตัวค่อย ๆ ทยอยหายไปทีละคนสองคน
จนกระทั่งห้องสมุดก็เหลือแค่ผมเพียงคนเดียว
“นี่หนูใกล้จะปิดห้องสมุดแล้วนะ”
บรรณารักษ์สาวสวมแว่นหนาเตอะบอกผมให้รู้ว่าใกล้จะปิดแล้ว ผมเงยหน้ามองไปที่นาฬิกาแขวนแล้วพบว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว และห้องสมุดนี้ก็จะปิดให้บริการในวันนี้แล้ว
ผมจึงมองหาหนังสือสักเล่มอย่างรีบเร่งแล้วคิดว่าจะเอาอะไรไปอ่านในใจอย่างว้าวุ่น
กระทั่งตัวผมััได้ถึงบางอย่าง
บางอย่างที่กำลังมองมาที่ผมในตอนนี้
บางอย่างที่ทำให้ผมต้องละสายตาจากหนังสือไปที่ตรงนั้น
“???”
ผมหายใจไม่ทั่วห้อง อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาไม่สิ เพราะ ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะได้เห็นสิ่งที่เอ็มบอกเมื่อ่กลางวันนี้ด้วยตาตัวเอง
เส้นผมสีดำยาวจนถึงแผ่นหลังผิวขาวซีดจนแสงแดดสีอ่อนสะท้อนขึ้นมาอย่างงดงาม ที่สำคัญกว่านั้นคือดวงตาของเธอข้างหนึ่งมีที่ปิดตาปิดบังเอาไว้ขณะที่ตาอีกข้างมีสีแดงสดใสเหมือนกับทับทิมเลอค่า
ที่สำคัญกว่านั้นคือเธอสวมชุดกะลาสีสีดำที่เข้ากับเส้นผมของเธออย่างลงตัว
เธอมองมาที่ผมทำเอาขาสองข้างของผมทรุดลงกับพื้น
เธอค่อยๆ ก้าวเท้าตรงมาทางผมแล้วแสยะยิ้ม
กระทั่ง
“นี่เธอ”
เสียงบรรณารักษ์ดังมาจากด้านหลังทำเอาผมสะดุ้งโหยง
“คะ ครับ ?”
“เป็อะไรไปเหรอ ห้องสมุดปิดแล้วนะ”
“เออ...คือว่า เด็กผู้หญิง ?”
“เด็กผู้หญิงที่ไหนห้องสมุดนี้มีแต่เธอคนเดียวนะ”
ผมหันมองไปด้านหน้าอีกครั้งตรงบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่อีกแล้ว แม้จะเดินไปทั่ว ๆก็ไม่เจอราวกับไม่มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำไป
ยกเว้นเพียงหนังสือเล่มหนึ่งที่วางตรงนั้น
ผมหยิบมันขึ้นมาดูพบว่าเป็หนังสือวรรณกรรมคลาสสิคของญี่ปุ่นเล่มหนึ่งผมหยิบมันขึ้นมาแล้วอ่านชื่อเื่ออกมา
“ราโชมอน ?”
ด้วยเหตุนี้ผมจึงยืมหนังสือเล่มนี้ออกมาแล้วเดินออกมาจากห้องสมุดในตอนที่ปิดทำการพอดีผมจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าออกจากโรงเรียนมาตอนที่ฟ้ายังมีแสงอาทิตย์ยามเย็นอยู่วันนี้น้าพินมีประชุมตามเดิม ผมจึงต้องกลับบ้านคนเดียวด้วยรถสองแถวสีแดงใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่งมาถึงที่บ้านก็ตะวันหลับฟ้าไปแล้ว
ผมทักทายผีบ้านผีเรือนแล้วเดินเข้าไปในห้องแล้วล้มตัวลงนอนกับพื้น
ผมหลับตาลงแล้วผ่อนลมหายใจพลางนึกถึงภาพของเด็กสาวในชุดดำคนนั้น
ทั้งเส้นผมสีดำยาวทั้งดวงตาสีแดงที่ชวนหลงใหลผิวขาวและท่าทางที่เหมือนไม่อาจจะลบไปจากความทรงจำได้ยังติดตรึงไม่คลาย
เหมือนกับเด็กคนนั้น
เด็กสาวที่ถือร่มคนนั้นที่ผมเจอเมื่อวานนี้
ทั้งสองคนคล้ายกันตรงที่ผมไม่อาจจะแยกแยะได้เลยว่าพวกเธอเป็มนุษย์ หรือ ิญญากันแน่
มันดูคลุมเครือไปหมด
ที่แน่ๆ ก็คือ ผมไม่อาจจะสลัดพวกเธอออกจากหัวได้ แม้ว่าจะทำอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ การหยิบหนังสือนิยายที่ยืมมาจากห้องสมุดที่ชื่อ ราโชมอนออกมาอ่าน
ผมคิดว่ามันจะต้องทำให้ผมลืมเธอคนนั้นได้ แต่พอเปิดเล่มออกมาก็มีบางอย่างหล่นลงมาจากในนั้น
มันคือเศษกระดาษ
กระดาษสมุดที่ถูกเขียนขึ้นด้วยตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่ผมอ่านไม่ออกแต่ลายมือที่เขียนนั้นทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจยังไงไม่รู้ และเพราะไม่เข้าใจความหมายของมัน ผมจึงเก็บเอาไว้ในหนังสือแล้วไม่เปิดมันออกมาอีก
ส่วนน้าพินกลับมาเปลี่ยนชุดตอนเช้าแล้วออกไปสอนต่อเธอบอกว่า ่นี้ใกล้จะสอบกลางภาคแล้วเลยต้องประชุมเื่ข้อสอบกันดึกดื่นผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็แบบนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ผมยังใช้ชีวิตไปโรงเรียนเหมือนปกติ
ใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ เหมือนเช่นทุกวัน
ผมค่อยๆ ลืมเื่ข้อความในเศษกระดาษนั้นทีละน้อยจนไม่อยู่ในความทรงจำโดยไม่ได้คาดคิดว่า สิ่งที่อยู่กระดาษนั้นจะมีความหมายอื่นใด
ระหว่างที่ผมกำลังรอรถเตรียมกลับบ้านใน่เย็นนั้นอยู่ ๆก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งพรวดออกไปก่อนจะถูกรถชนเข้าอย่างจังจนกระเด็นลอยไปหลายสิบเมตร
ร่างของเธอกระแทกลงกับพื้นเสียงของคอหักดังไปทั่วบริเวณ มันเป็เสียงที่คล้ายกับขนมเวเฟอร์ที่หักออกจากถุงอันแสนง่ายดายซึ่งพอมาอยู่ตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนอ้าปากค้างพูดไม่ออก
จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ตามมาด้วยความหวาดกลัว
ทุกอย่างโกลาหลทันทีตรงหน้าป้ายรถเมล์เป็แดนมิคสัญญีไปชั่วขณะทั้งรถยนต์ต่างเบรกกันกะทันหันจนชนกันเป็แถวยาวเหล่านักเรียนก้มหน้าก้มตาปิดหน้ากับภาพตรงหน้า ผู้คนพากันใกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้อย่างมากไม่นานนักก็มีเสียงคนะโว่า คนถูกรถชน จากนั้นก็มีคนะโให้เรียกรถพยาบาลบ้างให้พาเด็กผู้หญิงออกไปก็มี
ส่วนผมได้แต่ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกราวกับทำอะไรไม่ถูก
ผมยืนนิ่งแล้วใคร่ครวญว่าควรจะทำเช่นไรดี
เหตุผลก็คือดวงตาของผมดันมองเห็นบางอย่างเข้า
บางอย่างก่อนที่เธอจะถูกรถชน
บางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไรและ ้าอะไร
รู้แค่เพียงว่าบางอย่างที่ว่านั้นรู้ว่า ผมเห็นมัน
มันจึงแสยะยิ้มแล้วหัวเราะใส่ราวกับว่าผมทำอะไรไม่ได้ ไม่สิ ต้องสำหรับมันแล้วผมอาจจะเป็เพียงรายต่อไปของมันก็เป็ได้
“หึหึหึหึ หึหึ”
เหมือนได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากที่ไหนสักแห่งผมหันควับไปยังทิศทางที่เสียงหัวเราะดังออกมา ผมมองเห็นหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายที่ว่านั้น
มันคือภาพซ้อนของสิ่งที่ผมเห็นในห้องสมุดเมื่อวันวานก่อน
เส้นผมสีดำ ดวงตาสีแดง ผิวที่ขาวจนซีดราวกับปุยหิมะและ ชุดนักเรียนกะลาสีสีดำที่ดูแตกต่างจากเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม
เธอยืนอยู่ตรงนั้น
เธอแสยะยิ้มแล้วหัวเราะ
มันเป็รอยยิ้มที่ราวกับนางมารร้ายหรือ ปีศาจ แต่กลับเย้ายวนชวนให้ผมหลงใหลไม่ลืมเลือน แม้เพียงเสี้ยวพริบตาเธอจะเดินหายไปแล้วก็ตาม