บทที่ 10 รัชทายาทยั่วโมโหอ๋องรุ่ย
ตำหนักองค์รัชทายาท
เมื่อองค์รัชทายาทชิวหลินเหม่าฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา ดวงตาคมราวกับหงส์หรี่ลงโดยไม่รู้ตัว เผยให้เห็นประกายเ็า ‘สตรีที่หน้าตาเหมือนกับพระชายารุ่ยที่สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว ทั้งยังมีลูกติดมาด้วย? น่าสนใจจริง ๆ’
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาทันที แต่กลับใช้เวลาครุ่นคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร สายลับของเขารายงานว่า สตรีผู้นั้นเพิ่งปรากฏตัวในเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตระกูลลู่ของเสนาบดีกรมขุนนางและอ๋องรุ่ย
ชิวหลินเหม่าไม่ได้สนใจที่มาของสตรีผู้นั้น หากแต่สงสัยว่าเื่นี้จะเป็กลอุบายของชิวหลินรุ่ยน้องชายของเขาหรือไม่? เมื่อลองคิดดูดี ๆ ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็ไปได้ เหตุใดน้องชายของเขาจะต้องขุดคุ้ยเื่เก่าออกมาด้วย?
ชิวหลินรุ่ยเ้าคนเ็านั่น ชอบทำตัวผิดแผกจากบุรุษทั่วไป ฮึ! เหล่าบุรุษเพศในโลกนี้มีผู้ใดบ้างเล่าที่จะไม่หลงใหลในสตรี แต่น้องชายของเขากลับเสแสร้งสร้างภาพ พระชายาก็ตายไปตั้งหลายปีแล้วก็ไม่คิดจะแต่งงานใหม่ อีกทั้งยังไม่มีแม้แต่มีสนม ทุกครั้งที่เอ่ยถึงลู่จือฉิงผู้นั้น น้องชายของเขาก็ถึงกับโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
จุ๊ ๆๆ ในที่สุด์ก็ประทานโอกาสทองมาให้ถึงขนาดนี้เลยหรือนี่
คนสนิทของเขาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงกล่าวเสริมขึ้นว่า “องค์รัชทายาท ข้าได้ยินมาว่าสตรีผู้นั้นก็มีนามว่าลู่จือฉิงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ…”
ชิวหลินเหม่าถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ เสียงหัวเราะนั้นทั้งสะใจและยืดยาว จู่ ๆ เขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ แล้วสั่งว่า “เอาจดหมายนี้ไปให้เ้าสาม”
เหล่าคนสนิทของเขามองด้วยความหวาดหวั่นที่ จู่ ๆ องค์รัชทายาทก็อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่ง การที่ได้อยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทมักให้ความรู้สึกเหมือนเอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้าย มีเพียงคนใกล้ชิดที่ได้ัักับเขาเท่านั้นที่รู้ว่าอารมณ์ขององค์รัชทายาทนั้นมีนิสัยโหดร้ายและเอาแน่เอานอนไม่ได้เพียงใด
ชิวหลินเหม่าเขียนจดหมายเสร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อหมึกแห้งเล็กน้อย ก็เอาขี้ผึ้งมาปิดผนึกจดหมายด้วยตัวเอง และส่งให้แก่บริวารคนสนิท
เมื่ออยู่ในห้องเพียงลำพัง เขายังคงยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ พลางคิดในใจว่าไปนั่งเล่นที่ ‘ร้านจุ้ยชุนป๋อ’ สักคืนหนึ่งดีกว่า พรุ่งนี้เขาก็จะได้รับข่าวว่าน้องสามของเขานั้นโกรธจนแทบคลั่ง ฮ่า ๆๆๆ
……
จวนอ๋องรุ่ย
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ซึ่งถูกมัดมือมัดเท้า และโยนเข้าไปในรถม้าเพื่อนำตัวกลับจวนท่านอ๋อง ในที่สุดก็ได้กลับมาเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ทว่าเยว่
เชียนหานที่ยืนถือกระบี่อยู่ข้าง ๆ กลับเอ่ยบทกวีขึ้นมาอย่างไม่เข้ากับสถานการณ์ว่า “เมฆหมอกแห่งความเศร้าโศกปกคลุมไปทั่วทุกทิศ…”
ลู่จือฉิงจ้องเขาเขม็งด้วยความโกรธ ‘เ้าหลอกข้า ฮึ! ถ้าจะบอกว่าข้าโง่เองก็ยังพอทน แต่เ้าก็ยังมาเยาะเย้ยข้าอีก ทนไม่ได้!’
เซี่ยมู่ลังเลเหมือนก้าวขาไม่ออก แต่ดวงตาอันเฉียบแหลมได้สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาได้เห็นจวนแต่ละที่มาไม่น้อย แต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่กับที่จวนของอ๋องรุ่ย กลับเป็สถานที่ที่น่าเกรงขามที่สุด เพียงก้าวเท้าเข้ามา ร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะต่อต้านโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าจะถูกพาไปที่ไหนเมื่อเดินเข้าไปในเขตจวนที่เงียบสงบ มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อมาถึงตรงหน้า นางเหลือบมองลู่จือฉิงด้วยแววตาประหลาดใจ แต่ไม่นานนักความสนใจของนางก็ถูก
เซี่ยมู่ดึงดูดไปแทน
เด็กสาววัยสิบห้าสิบหกปี รอยยิ้มมีเสน่ห์กะพริบตาปริบ ๆ ขณะพูดดวงตาก็ไม่อาจละไปจากเด็กน้อยตรงหน้าไปได้ “ท่านพี่ เด็กคนนี้เป็ลูกใครกันเ้าคะ? น่ารักจังเลย”
เซี่ยมู่รู้ว่าตัวเองน่ารัก จึงแกล้งไปหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของลู่จือฉิงโดยเผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่ง ท่านแม่เคยบอกเขาว่า ‘เมื่อมีคนสนใจเ้า ให้เ้าทำเหมือนกำลังดีดฉินพร้อมกับปิดบังใบหน้า เมื่อคนอื่นเห็นความน่ารักของเ้าแล้ว ครั้งต่อไปพวกเขาจะมองอะไร มองความโง่ของเ้าหรือ?’
เยว่เชียนหานรู้สึกน้อยใจมาก เพราะไม่ได้พบหน้ากับน้องสาวเยว่ชู
หลิงมานานแล้ว แต่นางกลับไม่มองมาที่เขาเลย
เยว่ชูหลิงไม่ได้รอคำตอบ ก็มีสีหน้าไม่พอใจแล้วกล่าวว่า “โหดร้าย! เหตุใดต้องมัดเช่นนี้ด้วย!”
เยว่ชูหลิงกำลังจะเอื้อมมือไปแก้มัด แต่ก็ชะงักและรีบลุกขึ้นยืนวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของเยว่เชียนหาน ท่าทางนี้ดูไม่ต่างจากเซี่ยมู่เลย
ชิวหลินรุ่ยมาจริง ๆ ด้วย
ชิวหลินรุ่ยมองลู่จือฉิงด้วยสายตาที่เ็า และพูดเสียงต่ำจนน่ากลัว
“อยากไปดูคุกของวังหน่อยหรือไม่ ว่าคืนนี้จะอยู่ได้หรือเปล่า?”
ลู่จือฉิงกลอกตาไปมาทำท่าทางไม่สนใจ เซี่ยมู่ซบนางอย่างแแ่ ใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าเล็กน้อย เขารู้ว่าท่านแม่ของเขามีความลับซ่อนไว้แน่ ไม่เช่นนั้นคนอื่น ๆ จะพูดกันได้อย่างไรว่านางเหมือนกับหญิงสาวที่ตายไปแล้ว นอกจากนี้ตัวเขาเองก็ไม่มีพ่อั้แ่เด็ก ซึ่งแปลกประหลาดไม่น้อย
แม้ว่าตอนนี้จะตกอยู่ในอันตราย แต่เขาก็รู้สึกว่านี่เป็โอกาสที่จะค้นหาคำตอบ ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะรู้ความจริง คนพวกนี้ก็คงจะไม่ทำอะไรเขาและท่านแม่หรอก
“ข้าให้โอกาสเ้าเป็ครั้งสุดท้าย!”
เยว่ชูหลิงกอดแขนของเยว่เชียนหานอย่างร้อนใจตลอดเวลา นาง้าให้เขาช่วยพูดอะไรสักสองสามคำ เยว่เชียนหานเองก็ภาวนาอยู่ในใจ ถ้ารู้ว่าชิวหลินรุ่ยใส่ใจเื่นี้มากเพียงนี้ คงจะไม่ไปพนันกับเขาั้แ่แรก และหลังจากที่ชนะพนันแล้วก็คงไม่ต้องพาลู่จือฉิงกับลูกชายไปที่เรือนสวนไผ่…
ในความเงียบสงัด ลู่จือฉิงสงสัยว่าเหตุใดอากาศยังคงหนาวเย็นทั้งที่ฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นได้มาถึงแล้ว
ดวงตาของชิวหลินรุ่ยคมกริบขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆ อย่างโเี้ เขาค่อย ๆ คลี่จดหมายออก แต่ก็ไม่ได้ให้ใครดู สายลมพัดชายเสื้อของเขา เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็าและทรงอำนาจราวกับเป็สัญชาตญาณว่า “นายของเ้าได้เขียนจดหมายอธิบายทุกอย่างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ข้ายังอยากฟังคำอธิบายของเ้า”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปที่ห้องขังแล้ว สวบสวนที่นี่แหละ”
ลู่จือฉิงมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย ไม่รู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมายืนรอรับคำสั่งั้แ่เมื่อไหร่ นางคิดว่าเขาคงทำเพราะ้าจะขู่แน่ ๆ
ชิวหลินรุ่ยออกคำสั่งเสียงเข้ม ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม “เอาเครื่องทรมานมา!”
ให้ตายสิ! แม้จะรู้ดีว่าจดหมายของชิวหลินเหม่าเกือบทั้งหมดเป็ของปลอม แต่เขาก็ยังอดที่จะโกรธไม่ได้ กล้าดีอย่างไรถึงเอาเื่ของพระชายาผู้ล่วงลับมาหลอกเขา?
ดี! เช่นนั้นก็ลงหลุมไปซะ!