ถนนหนทางเงียบสงบ หลายวันที่ผ่านมานี้เรียกได้ว่าผู้คนต่างก็ผ่านด่านความกดดันทางใจมากันบ้างแล้ว จึงไม่ค่อยหวาดหวั่นขวัญผวากันเท่าไหร่เสียงร้องไห้ของผู้หญิงและเด็กก็ลดน้อยลง
ฉู่เฟิงเดินไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินสู่บ้านของตัวเองที่นี่ตั้งอยู่สุดทิศตะวันออกของเมืองนี้ ติดๆ กันคือป่าผลไม้ที่เงียบสงัดอย่างยิ่ง
หวงหนิวจะก่อเื่หรือเปล่านะ? เขาออกจะเป็กังวล ไอ้หมอนี่ไม่ใช่พวกทำตัวเรียบร้อยเสียด้วยถึงจะกำชับนักกำชับหนาว่าถ้ามีคนมาให้รีบซ่อนตัวเสีย
แต่ก็ใช่ว่าไอ้หมอนี่จะเชื่อฟัง
ความที่มันสะดุดตาเกินไปสีทองอร่ามไปทั้งตัว อีกทั้งเขาทั้งสองข้างก็อย่างกับหล่อด้วยทองคำ ใครดูก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
ในสวนเงียบสงบ ไม่มีทั้งเสียงคนและเสียงวัว ฉู่เฟิงระบายลมหายใจเบาๆ
พอเดินผ่านประตูสวนเข้าไปเขากลับไม่เห็นผู้ใด อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น มีคนมาตามหาเขาไม่ใช่หรือ อย่างนั้นก็ไม่ควรจะรีบด่วนจากไปสิ
ฉู่เฟิงประหลาดใจอย่างยิ่ง เป็ใครกันแน่ที่วิ่งมาหาเขาที่นี่ภายใต้สถานการณ์ที่ถนนระหว่างเมืองถูกตัดขาด เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกแห่งหนทั้งยังเต็มไปด้วยอันตรายนานัปการ
ครั้งนี้ เขาไม่อยากพลาดเขาต้องรู้ให้ได้
ทันใดนั้น ที่ระเบียงห้องหนังสือบนชั้นสองก็ปรากฏเงาคนเป็เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนจางยืนมองเขาอย่างประเมิน
ฉู่เฟิงชักรู้สึกไม่ชอบใจ เขาไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อนคนแปลกหน้าบุกรุกเข้าไปในห้องหนังสือของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่สนใจความรู้สึกของเ้าของบ้านเสียมารยาทอย่างมาก
โดยเฉพาะ คนผู้นี้สงบอย่างยิ่ง ยืนเงียบอยู่ตรงนั้นโดยไม่เอ่ยปากแต่อย่างใดเอาแต่มองเขาอย่างเฉยเมย อย่างกับเป็เ้าของบ้านเสียเอง
“คุณเป็ใคร?”ฉู่เฟิงถาม นี่คือหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ลุงหลิวพูดถึงอย่างนั้นหรือ? แต่เขากลับไม่รู้จักคนผู้นี้
“จั่วจวิ้น” เด็กหนุ่มตอบ จากนั้นะโลงมาจากระเบียงชั้นสองท่วงท่าปราดเปรียว งดงาม
เขามีรูปร่างสูงปานกลางผิวสีน้ำตาลเข้ม ผมตัดสั้น ดวงตาเป็ประกาย ไม่ถึงกับหล่อเหลา หากก็มีมาดให้ความรู้สึกดุดัน
เด็กหนุ่มผู้มีนามว่าจั่วจวิ้นนี้แลดูไม่ธรรมดาเลย อย่างกับเป็คนของกองทัพที่รอนแรมอยู่ในป่าลึกอย่างนั้นแหละ
แต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น ไม่น่าจะใช่ทหารจริงบนตัวเขามีความฮึกเหิมเป็ความหยิ่งในตัวเอง เพียงดูก็รู้ว่าไม่ใช่พวกที่ยินยอมรับฟังคำสั่งจากใคร
“ผมไม่รู้จักคุณ” ฉู่เฟิงจ้องเขา
“ตอนนี้ก็รู้จักแล้วไม่ใช่เหรอ?” จั่วจวิ้นตอบ เขานิ่ง ดวงตากวาดมองฉู่เฟิงอย่างประเมิน
ฉู่เฟิงไม่พอใจอย่างยิ่งนี่เป็บ้านของเขา แต่คนคนนี้กลับวางท่าเป็เ้าของบ้าน ไม่ไว้หน้าเขาสักนิด ทั้งยังคุกคามเขาอีก
“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไร เชิญออกไปได้ผมไม่เคยรู้จักคุณ!” ฉู่เฟิงออกปากไล่แขก
“นายคิดว่าฉันอยากมาที่โทรมๆอย่างนี้เหรอ ก็แค่รับคำไหว้วานให้มาดูว่านายเป็ยังไงบ้างก็เท่านั้น”จั่วจวิ้นตอบ
“รับคำไหว้วาน?”
จั่วจวิ้นไม่ตอบเดินวนเวียนรอบตัวฉู่เฟิง ประเมินเขาอย่างไม่ไว้หน้า ั้แ่แรกเจอหน้าก็สำรวจตรวจตราตอนนี้ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่
“ก็ดูฉลาดอยู่หน่อยๆ นอกจากนี้ ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร”จั่วจวิ้นลงความเห็น
“คิดเองเออเอง” ฉู่เฟิงไม่พอใจอย่างมากเพิ่งเจอกัน ยังไม่ทันได้รู้จักมักจี่อะไร คนคนนี้กลับมาตัดสินเขาอย่างนี้
“ทนฟังหน่อย ฉันพูดความจริง ที่บอกว่านายไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนี่ก็ถือว่าไว้หน้านายแล้วนะ” จั่วจวิ้นพูดอย่างไม่เกรงใจ แววตาคมกริบกดดันฉู่เฟิง “คนอย่างนายน่ะเรียกได้แค่ว่าธรรมดา โลกเปลี่ยนไปแล้ว ฉันว่า ต่อไปถ้าไม่มีเหตุพลิกผันอะไรนายก็เป็ได้แค่ระดับล่างสุดเท่านั้นแหละ”
“นายเป็บ้าหรือเปล่า?” ฉู่เฟิงไม่พอใจถึงขีดสุด คนผู้นี้ใช้น้ำเสียงสั่งสอนคนอย่างกับว่าตัวเองช่างสูงส่ง บงการชีวิตเขาได้อย่างนั้น
“รีบออกไปซะ!” ฉู่เฟิงชี้ไปทางประตูสวน
“ออกไป?”จั่วจวิ้นตาส่องประกายคมปลาบ เหมือนกับจะมีเข็มพุ่งออกมา ประกอบกับผิวสีน้ำตาลเข้มผมที่ตัดสั้นเกรียน เพียงมองก็รู้สึกว่าเป็คนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งคนหนึ่ง
“อย่างนายน่ะ กล้าใช้คำพูดพวกนี้กับฉันเรอะ?” เขาส่ายหัว อย่างกับรู้สึกขันเสียเต็มประดา
“นายรู้สึกว่าตัวเองวิเศษนักหรือ ถือดียังไงวิ่งมาอวดเก่งถึงในบ้านฉัน?” ฉู่เฟิงบังคับตัวเองอย่างสุดความสามารถ เขาไม่้าลงมือกับคนคนนี้แค่้าให้เขารีบไปให้พ้น
“นายคิดว่าฉันว่างนักหรือไง เทือกเขาไท่หังซานกว้างใหญ่ไพศาลเป็ถึงหนึ่งในูเาเลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน อีกทั้งตอนนี้ทุกแห่งหนล้วนแล้วแต่เป็ทรัพยากรล้ำค่าเวลาของชั้นก็มีค่า หากไม่เพราะคนผู้นั้นยิ่งใหญ่มากพอ พวกเราก็ไม่รับปากแวะที่นี่กลางทางเพื่อมาดูแลนายหรอก”จั่วจวิ้นแค่นเสียงเ็า
“นายไปได้แล้ว ไม่จำเป็ต้องมาดูแลฉัน”ฉู่เฟิงขมวดคิ้ว จ้องจั่วจวิ้นเขม็ง คนดูแลพรรค์นี้ใครจะอยากได้รังแต่จะเหม็นขี้หน้า
ฉู่เฟิงไม่สนใจเขาอีกต่อไป เดินขึ้นชั้นบนตรงไปยังห้องหนังสือในนั้นมีแผ่นกระดาษที่เขาสอนหนังสือหวงหนิวอยู่ด้วย ซึ่งก่อนหน้าจั่วจวิ้นก็ได้เข้ามายังห้องนี้แล้ว
จั่วจวิ้นแสยะยิ้ม พูดว่า “จนกระทั่งตอนนี้นายก็ยังไม่รู้ว่านี่มันยุคอะไรแล้วก็จริงนะ สำหรับคนระดับล่างสุดอย่างนาย ยังไงก็ไม่มีทางเผยอขึ้นมาข้างบนหรอกก็ได้แต่รู้เื่ทีหลัง ไม่มีทางรู้หรอกว่าระยะระหว่างนายกับฉันมันห่างไกลกันขนาดไหน”
เขาทำตามอำเภอใจถือวิสาสะเดินตามฉู่เฟิงเข้ามาในห้องหนังสืออีกครั้ง
“ไปให้พ้น!” ฉู่เฟิงตวาดไล่เขาทนมาเกินพอแล้ว
“งี่เง่า!” สีหน้าจั่วจวิ้นเปลี่ยนเป็เ็าพูดว่า “นายนี่ไม่รู้อะไรซะเลย”
จากนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็ดูแคลน“ที่ผ่านมานายมันก็แค่โชคดีที่ไปรู้จักคนผู้นั้นเข้าเท่านั้นแหละ มาตอนนี้เ้าตัวดันมานึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนเข้าแต่ต่อไปก็ไม่จำเป็แล้ว ระยะห่างระหว่างเทพเ้ากับยาจกมันห่างกันแค่ไหนรู้ไหม? ก็แค่ผ่านมาพบเจอกันชั่วคราวใน่เวลาที่สับสนก็เท่านั้นระยะห่างจากนี้ไปสิ ถึงจะเรียกว่าห่างไกลสุดประมาณ ให้ยังไงก็ข้ามผ่านไปไม่ได้”
ฉู่เฟิงมองหน้าเขาอย่างสงบ พูดว่า“พ่นจบแล้วใช่ไหม? ไสหัวไป!”
“ไม่ต้องมาะโใส่ฉัน ตอนนี้นายยังไม่รู้อะไรระยะห่างระหว่างพวกฉันกับคนธรรมดา ให้ตายนายก็ไม่มีสิทธิ์มาล่วงเกิน” จั่วจวิ้นตอบกลับเสียงเ็า
จากนั้น เขามองฉู่เฟิงแล้วพูดว่า“ไปเก็บของ แล้วไปตัวอำเภอกับฉัน”
ฉู่เฟิงข่มโทสะที่พุ่งขึ้นมาให้บรรเทาลงแล้วถาม“ทำไมต้องไปที่นั่น?” เขาควบคุมตัวเองเพราะ้ารู้สถานการณ์
“พื้นทีู่เาไท่หังซานอุดมสมบูรณ์ฉันกับพรรคพวกมาที่เทือกเขาไท่หังซาน รับผิดชอบพื้นที่แถบนี้ แล้วตอนนี้ก็พักอยู่ในตัวอำเภอจะได้คุ้มครองนายไง รับคำไหว้วานเขามาแล้ว ก็ต้องทุ่มเทหน่อย” จั่วจวิ้นตอบเรียบๆ
มีกลุ่มคนจากภายนอกเข้าใกลู้เาไท่หังซานงั้นหรือ? ประกายตาฉู่เฟิงหดวูบ
“ฉันอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ไปที่ตัวเมืองหรอก”ฉู่เฟิงปฏิเสธ ทั้งยังถามกลับ “พวกนายเป็ใครกันแน่?”
ถึงเขาจะพอเดาออก แต่ก็อยากได้คำยืนยัน
“คนธรรมดาอย่างนายไม่จำเป็ต้องรู้เยอะหรอก โลกของพวกเราไม่ใช่ที่ที่พวกนายจะเอื้อมไปถึงว่านอนสอนง่ายหน่อยดีกว่า ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาของนายไปเถอะประเดี๋ยวตามฉันไปก็แล้วกัน” จั่วจวิ้นเหยียด ความอดทนของเขาหมดลงแล้ว
“นายไปตอนนี้ได้เลย ฉันไม่ไปกับนาย”ฉู่เฟิงเดินออกจากห้องหนังสือ
“นายนี่มันไม่รู้จักฐานะของตัวเองไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย หรือว่าอยากให้คนอื่นๆ มาต้อนรับงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น ก็ได้แต่บอกว่านายมันโง่สิ้นดี!”จั่วจวิ้นเอ่ย
“เอ๊ะ?”
พอเดินผ่านห้องนอนของฉู่เฟิง จั่วจวิ้นเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจก็เห็นกระบี่สั้นสีดำเข้า เขาชะงักทันควัน จากนั้นก้าวยาวๆ เข้าไปหามัน
“อย่ามายุ่ง!” ฉู่เฟิงตอบสนองว่องไว ก้าวตามไปคว้ามือไว้ทันที
“ตัวกระบี่นี่ดูเก่าแก่ท่าทางไม่ธรรมดาเลย นายไปเก็บมาจากที่ไหนล่ะสิ? เอามาฉันจะดู!” จั่วจวิ้นพูดเสียงต่ำ วางท่าเต็มที่ แทบจะออกคำสั่ง
กระบี่สั้นสีดำ ยาวประมาณหนึ่งฟุตกว่าเป็เล่มที่ฉู่เฟิงได้มาจากศพโบราณที่ถูกห้อยแขวนลงมาอย่างลึกลับจากเถาวัลย์ั์บนรถไฟ
ในตอนนั้น ดาวเทียมดวงหนึ่งก็ถูกเถาวัลย์เกี่ยวพันลากตกลงมาตอนนั้นเขาตื่นตระหนกอย่างมาก
“ของของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย” ฉู่เฟิงปฏิเสธ
“ตัวกระบี่ไม่เลวเลย ท่าทางเป็ของเก่า ไม่ใช่ของธรรมดาพื้นๆด้วย อย่างนี้ก็แล้วกัน นายให้ฉันเป็ของขวัญแรกรู้จักกันก็แล้วกัน ต่อไปฉันก็จะใส่ใจนายขึ้นอีกหน่อยทิ้งของอย่างนี้ให้อยู่ในมือคนพื้นๆ อย่างนายนี่มันน่าเสียดาย เหมือนตาบอดได้แว่น”
จั่วจวิ้นพูดจาไม่มีเกรงอกเกรงใจ นั่นเป็เพราะเขาไม่เคยมีความรู้สึกห่วงกังวลทั้งยังเต็มไปด้วยอัตตา คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกระคายหูอย่างยิ่ง
ฉู่เฟิงมองเขาด้วยสายตาเ็าไม่ปริปากพูดอะไร
จั่วจวิ้นคนนี้บอกว่าได้รับคำไหว้วานให้มาดูแลเขางั้นรึ? มันน่ารังเกียจจริงๆ มาถึงก็จะมาแย่งกระบี่สั้นสีดำของเขา
“ส่งมา!” จั่วจวิ้นยื่นมือมา ทั้งยังออกคำสั่ง
ฉู่เฟิงไม่มองเขา สีหน้าเ็า
จั่วจวิ้นพลันยื่นมือออกมาคว้าไปเอง ั้แ่เห็นกระบี่เล่มนี้เขาก็รู้ทันที นี่ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา จะให้ตกอยู่ในมือของคนธรรมดาได้อย่างไร?
ตึง!
วินาทีนั้น ฉู่เฟิงหมดความอดกลั้นและไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป ในระยะประชิดเช่นนี้ หนึ่งหมัดทะลวงเข้าโจมตีที่ท้องน้อยของจั่วจวิ้นร่างของเขาตัวงอเหมือนกุ้ง พุ่งลอยออกไป เสียงสั่นะเืเลื่อนลั่น
ใบหน้าของจั่วจวิ้นขาวซีด ฉายแววเ็ปเขาใอย่างมากและไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตัวเขาถูกคนธรรมดาที่ถูกลดชั้นเป็พวกชั้นล่างทำร้ายาเ็
พละกำลังของฉู่เฟิงนั้นมากกว่าคนทั่วไปถึงสิบสองเท่าบัดนี้กายเนื้อโปร่งแสงเรืองรอง กลิ่นหอมอ่อนๆ กรุ่นกำจายไปทั่ว หากเป็ในยุคโบราณสิ่งนี้เรียกว่า กายเนื้อเป็กายทิพย์
พลังจากหมัดนี้ทรงพลังรุนแรงอย่างยิ่ง!