ตอน 1 จุดเกิดเหตุ
ฤดูร้อน ปี 2018 ณ ปักกิ่ง ประเทศจีน
ฮั่วหลินอี เด็กสาวแสบซนอารมณ์ดี ที่มีความฝัน หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ยึดอาชีพนักเขียนเป็หลัก เธอไม่เคยคาดหวังอะไรกับชีวิตมากไปกว่าการได้พบกับนักเขียนคนโปรดที่เธอยกขึ้นหิ้งให้เป็นายเหนือหัวปรมาจารย์ชั้นครู
ในวันที่ลมโชยพัดเย็น อากาศโดยรอบโปร่งสบาย ใบไม้พลิ้วไหวไปตามจังหวะ เธอร้องฮำเพลงมาตามทางอย่างสบายใจ แต่หลินอีต้องหยุดชะงักเกือบหัวคะมำ เมื่อเห็นป้ายประกาศแผ่นใหญ่ติดอยู่ตรงหน้า
~เพื่อชักชวนเปิดโอกาสให้นักเขียนหน้าใหม่กล้าเผยแพร่ผลงานกับสำนักพิมพ์~
"น่าสนใจแฮะ..." ฮั่วหลินอีที่กำลังหิ้วของพะรุงพะรังต้องสะดุดตาอ่าน เมื่อบนป้ายประกาศนั่นมีสำนักพิมพ์และนักเขียนคนโปรดของเธออยู่ด้วย อีกทั้งงานสัปดาห์หนังสือจัดขึ้นที่โรงแรมหรูห่างบ้านพักของเธอไม่ไกลนัก ครั้งนี้หลินอีคงจะพลาดไม่ได้
และในคืนนั้นเอง ราวกับว่าเชื้อไฟในตัวของเธอถูกจุดให้ลุกโชน หลินอีเร่งรังสรรค์ผลงานเขียนชิ้นโบว์แดงเพื่อส่งมอบให้สำนักพิมพ์ และหวังได้รับคำวิจารณ์จากนักเขียนที่เธอนับถือ
ณ งานสัปดาห์หนังสือ
1 เดือนต่อมา
" ช่วยรับผลงานชิ้นนี้ของฉันไว้พิจารณาได้ไหมคะ " หลินอีเข้าหานักเขียนคนนั้นเป็อย่างแรก
"โทษนะ ฉันไม่ใช่สำนักพิมพ์ ถ้าเป็นักเขียนหน้าใหม่ล่ะก็ เชิญทางโน้น" คำตอบจากปากของคุณนักเขียน และท่าทางถือตัวของเขามันกลับไม่เป็อย่างที่หลินอีคิด
"แต่... ฉันเป็แฟนคลับของคุณเลยนะคะ ฉันชอบงานเขียนของคุณมาก และงานชิ้นนี้คุณคือแรงบันดาลใจ ยังไงช่วยรับมันไว้และให้คำแนะนำหน่อยเถอะค่ะ"เพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่ เธอบากหน้าขวางทางเธอไว้
คุณนักเขียนท่านนั้นรู้สึกไม่พอใจท่าทางของเธอั้แ่แรก เขารับผลงานของเธอแบบส่งๆ เปิดอ่านได้เพียงสองบรรทัด ระดับปรมาจารย์กลับรู้สึกว่างานเขียนชิ้นนี้ใช้ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
"เดี๋ยวก่อน !! อย่าเพิ่งไป"
หลินอีดีใจมาก ตามประสาคนไม่มีประสบการณ์ เธอคาดเดาเอาเองว่านั่นคงเป็ผลตอบรับที่ดีจากนักเขียนคนโปรดโดยไม่ได้เตรียมใจพร้อมรับแรงกระแทกแม้แต่นิดเดียว
"ค่ะ... ฉันอยู่นี่ค่ะ" หลินอีเดินกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม
"เธอกล้าเอางานแบบนี้มาให้ฉันอ่านได้ยังไง เอามันกลับไปเถอะ ฉันไม่ได้มีเวลามากพอที่จะต้องมานั่งเสพงานของพวกเด็กฝึกหัดหรอกนะ "
"แค่เริ่มอ่านได้สองบรรทัด ฉันก็เคืองตาจะแย่ ขืนทนอ่านจนจบเล่ม ฉันคงต้องไปพบแพทย์วัดสายตาซะใหม่ สำนวนก็เหมือนเด็กเล่น วรรคตอนยังวางไม่ถูกตำแหน่ง... เอากลับไปๆๆๆ"
คำพูดและคำวิจารณ์ของคุณนักเขียนท่านนั้นดูเหมือนเป็เพียงคำบ่นของป้าแก่ๆ แต่มันกลับมีผลต่อจิตใจของเด็กวัยรุ่นไฟแรงอย่างหลินอีมาก
ความตั้งใจและความหวังของเด็กหนึ่งคนพังทลายลงง่ายๆเพราะคำพูดสิ้นคิดของใครบางคน
"บ้าเอ้ย!! ฉันไม่น่าไปร่วมงานนี้เลย ฉันไม่น่าหวังล้มๆแล้งๆ "หลินอีรับงานของเธอกลับคืนสู่อ้อมกอด หันหลังกลับเพื่อไม่ให้ใครเห็นหยดน้ำตาของนักสู้ เธอวิ่งออกจากที่นั่นโดยไม่รีรอ มือเล็กๆอีกข้างยกขึ้นปาดน้ำตา
"ฮั่วหลินอี นี่เธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่!!" หลินอีร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับบ้าน ด่าทอและโทษตัวเองตลอดทาง เธอรู้สึกขาดความมั่นใจ และไม่กล้าที่จะเป็นักเขียนอีกต่อไป
"ความฝันนั้นมันคงไกลเกินไปสำหรับฉัน!!" หลินอีตัดสินใจขยี้งานเขียนชิ้นนั้นจนยับเยิน มิหนำซ้ำเธอยังฉีกมันทิ้งเป็เศษเล็กๆปล่อยให้ปลิวว่อนกระจายไปทั่วห้อง
ทว่าระหว่างที่หลินอีกำลังจมอยู่กับหัวใจที่ห่อเหี่ยวนั้น เธอเหลือบตามองไปข้างนอกหน้าต่าง เพ่งไปที่ท้องฟ้าที่มีแสงเหลืองนวล ทันใดนั้นกลุ่มดาวเล็กๆเคลื่อนตัวเร็วขึ้น หรือจะเรียกปรากฏนี้ว่าฝนดาวตก
หลินอีเดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง ยั้งมือเกาะขอบไม้รับแสงดาว สูดกลิ่นเย็นๆของลมที่พัดผ่านแ่เบา
...เธอรีบยกมือขึ้นอธิษฐานขอพร "หากความอัศจรรย์ของจักรวาลมีจริง พระเ้าโปรดฟังคำขอของฉัน ฮั่วหลินอีขอมีชีวิตใหม่ที่มีแต่ความสุข หลุดพ้นจากความรู้สึกบ้าๆนี่ " หลังจากที่ได้อธิษฐาน...ใจที่ห่อเหี่ยวค่อยๆพองโตขึ้นมา
ใบหน้าที่เคล้าคลอไปด้วยน้ำตาค่อยๆจางหายไป หลินอีหันกลับเข้ามาในห้อง จู่ๆกลับรู้สึกว่าโลกใบนี้กำลังหมุนวน พื้นห้องสั่นคลอนราวกับกำลังเกิดแผ่นดินไหว หลินอีเวียนหัว สายตาพร่ามัว
"นี่มันเกิดเื่บ้าอะ.... ไร... ขึ้น... " หลินอีหมดสติล้มลงหัวกระแทกขอบเตียงอย่างแรง เธอหัวแตกแหวะ...เืสดๆไหลเกลื่อนนองพื้น เธอนอนจมกองเืที่มีเศษกระดาษงานเขียนชิ้นโบว์แดงปนอยู่ด้วย... น้ำเืพวกนั้นค่อยๆถูกกระดาษแผ่นหนาดูดซับปนเข้ากับน้ำหมึก
"นี่!! ฮัลโหล มีใครอยู่ไหม?" หลินอีถูกดูดเข้ามาในห้วงมิติ ซึ่งเป็สถานที่สุดแปลกตา รอบตัวของเธอเป็บ่อน้ำขนาดใหญ่ เหนือหัวเป็ดาวนับล้านดวง ยิ่งไปกว่านั้นเธอรับรู้ได้ถึงความหนาวเย็น เมื่อสังเกตดูให้ดี จะเห็นว่าร่างกายของเธอค่อยๆโปร่งใสและจางหายไปเป็อันหนึ่งอันเดียวกับอากาศ
"อะฮ่า แม่หนู ใจเย็นก่อน " เสียงปริศนาของชายแก่แว่วมากระทบหลังหู
"ใครน่ะ เสียงใคร..." หลินอีรีบะโหาใครสักคน
"ใครก็ได้บอกฉันที ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" หลินอีเริ่มจะร้องไห้ ในใจแฝงไปด้วยความหวาดกลัวและกังวลสุดขีด
"เด็กเอ๋ยเด็กน้อย เป็เ้าแท้ๆที่ร้องขอ มาถึงขั้นนี้แล้วจะกลับคำงั้นเหรอ " เสียงปริศนานั่นก็ยังคงโต้ตอบกับเธอเป็จังหวะ
"แน่จริงก็ออกมาสิ หรือว่าคุณคือผี... นี่ฉันตายแล้วเหรอ" หลินอีท้าทายอำนาจของสิ่งที่มองไม่เห็น
"อะฮ่า ข้าเป็ทูตผู้เฝ้าห้วงมิติ ปกครองดวงดาวหลายแห่ง เสียงกระซิบของมนุษย์เช่นเ้ามันขัดหูข้าเหลือเกิน มีหรือที่ทูตผู้ใจเมตตาทุกสรรพสิ่งเช่นข้าจะมองข้าม" เพียงประโยคนั้นสิ้นสุดลง ชายแก่ร่างสูงหนวดยาวก็ปรากฏตัวต่อหน้าร่างที่โปร่งแสงของหลินอี
"ฮรือ... ทำไงดี แต่ฉันกำลังจะสลายไปแล้วนะ ท่านทูตท่านช่วยอะไรฉันกันแน่ นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าช่วย ช่วยให้ฉันตายไวขึ้นเหรอ" หลินอีกระทืบเท้าหลายที งอแงเหมือนเด็ก จบที่นั่งกอดเข่าร้องไห้แง
"โถ่เอ้ย เ้าพวกมนุษย์ น่ารำคาญจริงๆ ร่างของเ้าไม่ได้สลายไปไหนหรอก เป็ดวงจิตของเ้าต่างหากที่กำลังจะสลายไปยังอีกห้วงมิติ "
"แล้วทำไมข้าต้องไปที่นั่น..." หลินอีแหงนหน้าขึ้นมองพร้อมปาดน้ำตา
"ข้าจะมอบชีวิตที่ดีให้เ้าสมหวังดั่งคำขอ เป็นักเขียนชื่อดัง เสพสุขในโลกของเ้าอย่างไร้เื่ทุกข์ร้อน แต่คำขอของเ้าจะเป็จริงได้ก็ต่อเมื่อ เ้ายอมไปอีกมิติ...ไขอดีตของข้าให้กระจ่าง ดวงจิตของข้าก็จะถูกปลดปล่อยจากการจองจำ นั่นเป็สิ่งที่เ้าต้องแลก" ทูตผู้เฝ้าประตูมิติที่ถูกสาปมาเนิ่นนานกระทั่งลืมเลือนวันเวลา ยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับหลินอี