ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 132 สงครามมังกรเริงระบำ

 

         


          สถานที่ลับแห่งหนึ่งบริเวณใกล้เนินเขานาสุจังหวัดโทชิกิ


          เซนซาเอม่อน ชูหินรูนขึ้นมันส่องแสงสว่างไปรอบ ๆ เท้าของเขา ก้าวขาเดินลงไปยังส่วนลึกที่สุดของถ้ำแห่งหนึ่งมันอยู่กลางหุบเขาที่ไม่ได้แสดงบนแผนที่


          ในอดีตเคยเกิดดันเจี้ยนลิมิตเบรคขึ้นทำให้เกิดการทับซ้อนของมิติจนพื้นที่เดิมถูกแทนที่ราวกับวาดทับลงใหม่หรือที่เรียกว่าดันเจี้ยนประเภท ‘ฟิลด์’ คือดันเจี้ยนที่เกิดจากดันเจี้ยนลิมิตเบรคเพราะเกตถูกละเลยหรือไม่สามารถเคลียร์ได้ตามเงี่อนไขและมอนสเตอร์ได้ยึดที่แห่งนั้นจนกลายเป็นรังขนาดใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นบางครั้งก็ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ที่ปรากฏแต่เป็นเพราะลักษณะพิเศษของภูมิประเทศ เช่น ประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวางมากทำให้เมื่อเกทเปิดขึ้นกว่าสมาพันธ์จะตรวจพบหรือฮันเตอร์จะเข้าถึงพื้นที่ก็ไม่ทันการณ์และปล่อยปละละเลยไปในที่สุด


          และด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันประเทศญี่ปุ่นที่มีภูเขาสูงชันจำนวนมาก ทำให้ดันเจี้ยนแบบฟิลด์เกิดขึ้นบ่อยครั้งบางหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่รกร้างจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะในภูมิภาคฮอกไกโด


        ดันเจี้ยนที่เซนซาเอม่อนกำลังเดินอยู่นี้เองเป็นดันเจี้ยนฟิลด์เขาวงกตใต้ดินอันซับซ้อนแต่หลังจากคนกลุ่มหนึ่งจัดการกับราชาและมอนสเตอร์ทั้งหมดของดันเจี้ยนลงได้พวกเขาจึงบูรณะมัน เปลี่ยนสถานที่นี้ให้กลายเป็นฐานลับสำหรับหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก


          ทางลาดชันเริ่มชันน้อยลงอากาศที่อยู่รอบๆ เริ่มชื้นขึ้นมาเขาได้ยินเสียงสายน้ำใต้ดินกำลังกระทบกับหินดังแว่วขึ้นมาคล้ายเสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นไม่หยุด เมื่อเดินมาถึงสุดทางลาดแสงสว่างพลันมืดสลัวลงทันทีไม่ได้เป็นเพราะว่าหินรูนเวทมนตร์เปล่งแสงน้อยลงแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะพื้นที่รอบตัวเขาขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวแสงสว่างไม่สามารถส่องถึงกำแพงหินทั้งสองด้านได้ เสียงน้ำที่ไหลอยู่ใต้พื้นดังขึ้นมาอย่างชัดเจนราวกับว่ามีสายน้ำกำลังไหลผ่านอยู่ใต้เท้า


          ท่ามกลางถ้ำที่มืดมิดมีแสงสีเหลืองกำลังส่องสว่างอยู่อีกฝากหนึ่งนั่นคือองครักษ์ที่เจ้าของสถานที่แห่งนี้ส่งมารับเซนซาเอม่อน


          ชายแก่เดินออกจากปากถ้ำ ค่อย ๆก้าวอย่างมั่นคงไปยังใจกลางของถ้ำหิน รอบข้างเป็นเหวลึกมองไม่เห็นก้นซ้ายขวาหน้าหลังล้วนแต่ถูกความมืดปกคลุม หินรูนทำได้เพียงส่องให้เห็นพื้นที่ด้านล่างเท้าแค่ระยะห้าเมตรกว่าๆ เท่านั้น หากไม่เป็นเพราะแสงสีเหลืองที่คอยนำทางอยู่ด้านหน้าเซนซาเอนม่อนคงคิดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเดินลงไปยังยมโลกอยู่เป็นแน่ส่วนเสียงสายน้ำที่ร้องคำรามอยู่ใต้เท้าก็คือเสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจและวิญญาณ


          รอบตัวเขาเริ่มมีหมอกบาง ๆปรากฏขึ้นมาขอบเขตของแสงที่ส่องออกมาเริ่มหดสั้นลงเนื่องจากไอน้ำในอากาศที่มีมากเกินไป ในที่สุดเขาก็เดินฝ่าอากาศชื้นมาถึงตรงหน้าองครักษ์หญิงผู้นำทางเธอใส่หน้ากากรูปจิ้งจอกปิดบังใบหน้า สวมทับด้วยชุดมิโกะ


          “ยินดีต้อนรับค่ะท่านเซนซาเอม่อนนายหญิงกำลังรออยู่”


          หญิงสาวกล่าวพร้อมทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่าเชิญ


          ชายแก่พยักหน้าให้ผู้นำทางเธอหันหลังให้ ก่อนชูลูกแก้วที่อยู่ในมือขึ้นเหนือหัวแสงสว่างเจิดจ้าจนพร่ามัวตกกระทบไปทุกที ม่านลวงตาเริ่มคลายออกทำให้ภาพความมืดที่อยู่โดยรอบ แปรเปลี่ยนไปจากเดิม ตัวเขายังคงอยู่บนโถงหินที่อยู่ใต้ดินแต่สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเป็นพระราชวังขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน มีน้ำตกขนาดใหญ่พาดผ่านอยู่ด้านหลังของพระราชวังราวกับภาพมายา โครงสร้างสถาปัตยกรรมแต่ละส่วนบ่งบอกถึงความหรูหราและความซับซ้อนของวัฒนธรรมที่สร้างพระราชวังนี้ขึ้นมา บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ความยิ่งใหญ่ และการรอคอยบางสิ่งที่ไม่รู้จักในเงามืด สร้างความรู้สึกถึงความลึกลับและเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ภายในกำแพงสูงตระหง่านนี้


          หากบรรยายลักษณะเปรียบเทียบให้ได้ใกล้เคียงที่สุดคงต้องเปรียบได้กับพระราชวังริวงูในตำนานของเหล่าเงือกก็มิปาน




 

 

          เมื่อเดินเข้ามายังภายในจนถึงด้านในห้องโถงโอ่อ่าขนาดใหญ่ใจกลางพระราชวังทุกบริเวณสามารถมองเห็นผู้ที่ใส่ชุดเหมือนกับหญิงสาวตรงหน้าเดินผ่านไปผ่านมาบ้างก็ปัดกวาดทำความสะอาด บ้างก็กำลังยกสำรับอาหารราวกับกำลังมีงานเลี้ยงรื่นเริงด้วยความเร่งรีบ

 

 

          ที่ทางขึ้นบันไดใหญ่กลางโถงมีจิ้งจอกขาวขนาดใหญ่สองตัวนอนหมอบอยู่ทั้งสองด้านของบริเวณตีนบันได มันผงกหัวขึ้นมองผู้มาเยือนสายตาเยือกเย็นจับจ้อง พวกมันตรวจสอบโดยทำเสียงขึ้นจมูกดมฟุดฟิดเพียงสองสามครั้งก่อนจะหมอบตัวนอนลงท่าเดิม ไม่สนใจชายแก่ที่เดินผ่านไปอีก


          หญิงสาวในชุดมิโกะพาเซนซาเอม่อนผ่านเส้นทางในปราสาทอันสลับซับซ้อนจนขึ้นมาถึงชั้นบนสุดหน้าห้องรับรองแห่งหนึ่งจากนั้นเธอจึงก้มหัวให้เขาแล้วเดินหายลับสายตาไป เซนซาเอม่อนก้าวเข้าไปภายในห้องอย่างสุภาพภายในห้องจุดเทียนไว้บรรยายกาศดูสลัว


          “ไม่ได้เจอกันนานนะเจ้าทำตัวตามสบายเถอะ”


          เสียงใสก้องกังวานของเด็กสาวผู้หนึ่งเล็ดลอดออกจากหลังม่านปิดทึบที่เห็นเพียงแค่เงาเธอเอ่ยทักทายขึ้นทันทีที่เขาย่างก้าวลงนั่งบนเบาะรับรอง


          เซนซาเอม่อนค้อมหัวลงด้วยความเคารพ


          “เรื่องเมื่อครั้งก่อนที่ได้ท่านช่วยเหลือไว้ต้องขอบคุณมากนะครับ”


          “เรื่องเล็กน้อยน่ะเจ้าอย่าใส่ใจไปเลย”


          น้ำเสียงของเด็กสาวหลังม่านเต็มไปด้วยความเนิบนาบเรียบเรื่อย แต่ก็ดังกังวานชัดถ้อยชัดคำ


          “มิได้ครับ”


          “คักคักคัก~ ว่าแต่สถานการณ์ด้านบนเป็นอย่างไรบ้างเล่า ได้ข่าวว่าเมื่อเดือนก่อนเจอมาหนักเหมือนกันนี่เจ้าหนู”


          เปลวเทียนไหววูบไปมาเด็กสาวส่งเสียงหัวเราะด้วยสำเนียงแปลก ๆ


          “เรียนท่านตามตรงนี่เป็นศึกหนักที่ทางเราสูญเสียฮันเตอร์มือดีไปเป็นจำนวนมากพอสมควร”


          “ล้วนมิแปลกพวกเจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไปเผ่าพันธุ์ยักษ์ชั้นสูงนั้นไม่ใช่อะไรที่พวกเจ้าจักประมาทได้”


          “ในเวลานั้นมันช่วยไม่ได้นี่ครับหากปล่อยไว้ ชีวิตของพลเรือนคงสูญเสียไปมากกว่านี้”


          เซนซาเอม่อนได้แต่ถอนหายใจหนึ่งเฮือกอย่างจำนน


          “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าสักวันหนึ่งความเมตตาของเจ้าจักนำภัยมาสู่ตัวในสักวัน”


          เซนซาเอม่อนทำได้เพียงยิ้มรับให้กับคำพูดของอีกฝ่ายโดยไม่ตอบโต้


          “แล้วเป็นผู้ใดกันที่สังหารราชาลงได้ล่ะ อยากบอกนะว่าเป็นเจ้าเด็กแห่งฟ้าร้องอะไรนั่น”


          “ไม่ครับเป็นเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่ง เขามีความสามารถที่น่าสนใจมาก”


          “โฮ่—น่าสนใจงั้นรึ เจ้ากล้าเอ่ยปากเองเช่นนี้ ตัวตนของเขาเป็นใครจากที่ใดกันเล่า”


          เซนซาเอม่อนลูบคางก่อนเอ่ยผ่านด้วยรอยยิ้มละไม


          “ตรวจสอบแล้วเป็นนักศึกษาทั่วไปไม่มีสังกัดกิลด์ตื่นรู้ครั้งแรกในเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาดเมื่อแปดปีก่อน แต่ด้วยสาเหตุบางอย่างทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะจำศีล

          เด็กหนุ่มนั่นเพิ่งฟื้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเท่านั้นพัฒนาการของเขาเร็วมาก เพียงแค่ยังขาดเทคนิคประสบการณ์ หากได้รับการชี้แนะที่ดี เขาจะต้องเป็นกำลังที่แข็งแกร่งในอานาคตให้กับประเทศได้แน่”


          “เห~ ดูท่าเจ้าอยากได้เขามาร่วมงานมากจริงๆ ด้วย คักคักคัก~”


          เซนซ่าเอม่อนยิ้มอย่างถอดถอนหายใจเมื่อถูกอีกฝ่ายกกระเซ้าหยอกเย้า


          “ตัวกระผมก็แก่มากแล้วไพ่ในมือนับวันก็ยิ่งน้อยลง แต่อำนาจเหล่ากิลด์ชั้นนำกลับมีมากขึ้นแถมในเวลานี้เจ้าพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้นยังหวังเลื่อยขาเก้าอี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกระผมจะอยากได้คนรุ่นใหม่มาช่วยงานมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่ครับ”


          “คักคักคัก~ เรื่องน่าสนใจเช่นนั้นเอาไว้หลังจากนี้แล้วกัน... ที่ข้าเรียกเจ้ามา นอกจากเรื่องที่เจ้าไหว้วานให้ข้าสืบแล้ว ข้ายังคิดว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าสมควรรับรู้”


          เด็กสาวเปลี่ยนอิริยาบถกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นหลายส่วน


          “เจ้ายังจำเรื่องไข่ของราชินีมังกรเทียโอแมทที่ถูกขโมยไปเมื่อสองปีก่อนได้รึไม่”


          “ไข่ที่หลงเหลือจากสงครามมังกรที่อยู่ในความดูแลของมิธริลงั้นหรือครับ”


          เซนซาเอ่ม่อนลูบคางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเมื่อได้ยิน


          เมื่อเจ็ดปีก่อน ‘สงครามมังกรเริงระบำ’เริ่มต้นขึ้นจากการเกิดดันเจี้ยนลิมิตเบรคที่ไม่สามารถระบุระดับของมันได้ ภายหลังถูกขนานนามว่า‘ดันเจี้ยนคาเมล็อต’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ Beachy Head ในประเทศอังกฤษมันได้กลายเป็นดันเจี้ยนประเภทฟิลด์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


        ก่อนจะเริ่มมีมังกรหลุดไปพื้นที่ต่างๆ แถบยุโรป นอร์เวย์และสวีเดนเป็นพื้นที่แรกที่ถูกกองทัพมังกรโจมตีจนเสียหายอย่างหนักอังกฤษยอมเสียพื้นที่ทางตอนใต้โดยรวบรวมกองกำลังทั้งประเทศเพื่อยันกองทัพมังกรไว้ที่กรุงลอนดอน โดยครั้งนั้นคาดการว่าหากปล่อยไว้ประเทศในแถบยุโรปอาจถึงคราวล่มสลายด้วยการแพร่พันธุ์ของเหล่ามังกร


        ในครึ่งปีให้หลังจึงเกิดการผนึกกำลังกันของกองกำลังสัมพันธมิตรชั่วคราวในสหภาพยุโรปเพื่อกำจัดภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยรวบรวมเหล่าผู้ตื่นรู้จำนวนมาก กองกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์ทั้งทางบก น้ำและอากาศจำนวนกว่าสามแสนนายเปิดทางให้เหล่าผู้ตื่นรู้อาสาสมัครระดับหัวกะทิกว่าหนึ่งร้อยคนบุกเข้าไปยังจุดศูนย์กลางเพื่อสังหารราชินีมังกรนามว่า‘เทียโอแมท’ เกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย เป็นการรบที่กินเวลนานเกือบสัปดาห์ในช่วงเวลาสุดท้ายนั้น ราชินีมังกรถูกสังหารลงได้โดยมีผู้ตื่นรู้ระดับหัวกะทิที่รอดชีวิตเพียงสิบสามคนภายหลังพวกเขาถูกขนานนามว่า Knight of TheRound Table หรือเหล่าอัศวินโต๊ะกลม


          หลังประสบความสำเร็จในการจัดการดันเจี้ยนที่นับว่าเป็นภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นให้สหภาพยุโรป ได้จับมือกันก่อตั้งองค์กรมิธริลขึ้นเพื่อฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพให้กับประเทศสมาชิกและประเทศที่ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือ


          พวกเขายังแต่งตั้งKnight of The Round Table เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และให้อำนาจสิทธิ์ออกปฏิบัติการช่วยเหลือได้อย่างอิสระไม่ขึ้นตรงกับประเทศใดประเทศหนึ่ง


          ส่วนมรดกต่างๆ ที่เทียโอแมทเหลือทิ้งไว้ รวมถึงไข่จำนวนหลายหมื่นฟองที่ยังไม่ฝักตัวพวกเขานำเอากลับมาอยู่ในความดูแลของมิธริลอย่างเข้มงวด


          “บรรดาสรรพสัตว์ของข้ารายงานว่ามีคนพบเห็นพวกโจรสลัดนำไข่และชิ้นส่วนของเทียโอแมทที่สูญหาย ไปปรากฏเป็นหนึ่งในสินค้าประมูลที่ไซปรัสตอนนี้ทางฝั่ง USAA เริ่มส่งหน่วยแซทเทิลไลท์แทรกซึมเข้าไปที่นั่นแล้วเช่นกัน”


          สาธารณรัฐไซปรัสนั้นในอดีตนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคริสต์มาสสีชาดแต่ภายหลังเศรษฐกิจกลับฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วที่นี่ถูกใช้เป็นแหล่งซ่องสุมสิ่งผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุด ทั้งการประมูลตลาดมืด ค้าประเวณีสิ่งเสพติด ถูกใช้เป็นจุดพักสิ้นค้าผิดกฎหมายของเหล่าผู้มีอำนาจโดยมีรัฐบาลให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างเต็มที่มันจึงเปรียบดั่งสรวงสวรรค์ของเหล่าอาชญากรดึงดูดเหล่าคนสำคัญจากโลกใต้ดินทั่วทุกมุมโลกการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งหวังส่งกองกำลังเข้าไปอย่างโจ่งแจ้งนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก


          “ถ้าพวกนั้นสนใจอยู่ก็ไม่น่าจะเป็นไปในแนวทางกำจัดสินะครับ หมายถึง USAAคิดจะตรวจสอบ...ไม่สิ ยึดครองไข่พวกนั้นผ่านเส้นสายของ ‘แซทเทิลไลท์’ งั้นหรือครับ”


        แซทเทิลไลท์หรือ SCF (SatelliteCommand Special Force) องค์กรฝ่าย USAA เป็นทั้งหน่วยงานวิจัยและกำลังทหาร ผนวกเทคโนโลยีบนโลกให้เข้ากับวัติถุดิบ ไอเทมต่าง ๆที่ได้รับจากดันเจี้ยนงานของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจค้นหาและทำลายเพื่อกำจัดเป้าหมายที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพเรือสหรัฐและช่วยรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ตั้งแต่การแทรกซึมไปจนถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษ


        โดยมีบริษัท IT ชั้นนำในประเทศอย่างเทอร่า X ให้การสนับสนุน พร้อมทั้งมีวิศกรชั้นยอดเป็นผู้คิดค้นเผยแพร่แบบแปลนสำหรับสร้างอุปกรณ์ในการจำกัดพลังของเหล่าผู้ตื่นรู้เป็นเจ้าแรกที่สำคัญคือพวกเขาเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ไซเบอติค(การติดชิ้นส่วนอวัยวะจักรกลลงไปในร่างกาย) และยังค้นพบวิธีการแปรรูปคริสตัลเลี่ยมเป็นแหล่งพลังงานชนิดใหม่ของโลกเมื่อหลายปีก่อนเป็นองค์กรหัวสมัยใหม่ที่ครอบครองวิทยาการล้ำสมัยที่สุดในโลก ถือเป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับจอมขมังเวทย์ของโลกเก่าอย่างแท้จริง


          “คักคักคัก~ อยากจะชมว่ามองได้ทะลุเช่นเคย แต่เรายังไม่รู้จุดมุ่งหมายของพวกเขาแต่ก็น่าจะเป็นอย่างที่เจ้าว่ามาก็ได้กระมัง เวลานี้ประเทศอื่น ๆ ที่ก้าวช้ากว่าต่างเริ่มส่งกองกำลังของตัวเองเคลื่อนไหวแทรกซึมในพื้นที่”


          “แล้วกำหนดการวันประมูลล่ะครับ”


          “อีกห้าวันข้างหน้า”


          เซนซาเอม่อนฟังถึงตรงนี้พลันย่นคิ้ว


          เขาคิดว่าเรื่องชักจะยุ่งยากขึ้นแล้วสิในช่วงวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเวทมนตร์และวิชายุทธ์ในยุคปัจจุบันองค์กรวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์เวทมนตร์ของ USAA ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ยุทโธปกรณ์ทางทหารตอนนี้ถือว่าล้ำยุคแซงหน้าประเทศอื่นเป็นอย่างมากมีทั้งเส้นสายและทรัพยากรมหาศาลการได้ชิ้นส่วนอันล้ำค่าของเทียโอแมทมาไว้ในครอบครองจึงไม่ใช่เรื่องยากนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าขั้วอำนาจอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด


          “ที่ข้าต้องการเตือนเจ้าก็คือสายของข้าพบเห็นโดมังเคลื่อนไหวอยู่ที่ไซปรัสเมื่อไม่กี่วันก่อน”


          “หลังเหตุการณ์ที่โดมังสังหาร‘อาเบะ โนะ ยาสึนะ’ ผู้นำคนก่อนของตระกูลอาเบะ หมอนั่นหลบซ่อนตัวกลบดานอยู่นานแต่กลับเลือกปรากฏตัวเอาช่วงเวลานี้งั้นหรือครับ”


          “ช่างเหมาะเจาะจริงๆ ใช่ไหม คักคักคัก~ แม้ยังไม่รู้ว่าเจ้านั่นในตอนนี้มีเป้าประสงค์ใดพวกเจ้าก็อย่าประมาทเชียว ถึงเรื่องนี้จะทำให้ข้ารู้สึกรื่นรมณ์มากก็เถอะที่ทำให้พวกราโชมอนนั่งก้นไม่ติดขนาดนี้— เหอะ!มัวแต่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดต่อจอมขมังเวทและจอมยุทธ์ยุคปัจจุบันว่าเป็นแค่พวกคางคกขึ้นวอที่มีประวัติศาสาตร์ไม่ถึงสิบปีช่างน่าหัวร่อสิ้นดี”


          “มันก็ช่วยไม่ได้นี่ครับฝ่ายนู้นเขามีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันปี”


          “ต่อหน้าข้า... พวกมันก็ยังเป็นคางคกขึ้นวอที่มีประวัติศาสาตร์เพียงแค่พันปี”


          “อะแฮ่ม...แล้วทางKnight of Round ล่ะครับพวกเขามีท่าทีต่อเรื่องนี้ยังไงบ้าง”


          เซนซาเอ่ม่อนวกกลับเข้าประเด็นเดิมไม่อยากเสียเวลายอกย้อนเล่นคำกับอีกฝ่าย


          “ก็ดูเหมือน...จะไม่มีอะไรเลยน่ะสิ ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ใช่อะไรที่ใครจะท้าทายได้ด้วยของเพียงเท่านี้แต่เป็นทางฝั่งมิธริลต่างหากที่นั่งก้นไม่ติดแทนน่ะ”


          เด็กสาวหลังม่านหัวเราะคิกคักอย่างสำราญ


          “ผมว่า...คนที่เป็นเดือนเป็นร้อนตอนนี้คือทางฝั่งจักรวรรดิจีนและสหภาพโซเวียตใหม่มากกว่านะครับหากปล่อยให้ USAA ได้ทุกอย่างไปครอบครองแบบนี้”


          “การที่มนุษย์คิดทำสงครามในยามนี้ช่างน่าเศร้าแต่ก็ต้องยอมรับว่าพวก Knight of Round คืออำนาจเดียวที่คอยยับยั้งไม่ให้นานาประเทศเปิดฉากไฟสงครามใส่กันได้อย่างเต็มที่...ตอนนี้โลกก็เหมือนเรือแสนเปราะบางในห้วงสมุทรแต่ถึงกระนั้นเรื่องการแย่งชิงขั้วอำนาจทางโลก... ข้าไม่อยากจะสนใจมันหรอกนะหากเพียงวันใดวันหนึ่งผืนแผ่นดินแห่งนี้มันเน่าเฟะจนเกินเยียวยาแล้วล่ะก็คำสัญญาที่ให้ไว้กับชายผู้นั้นจักเป็นโมฆะทันที แม้นในยามที่โลกล่มสลายเราก็จะแสยะยิ้มยินดีให้กับมัน... เซนซาเอม่อนเอ๋ย เจ้าจงจำคำข้าไว้ให้ดีล่ะ"


          ริมฝีปากแดงได้รูปมีรอยยิ้มหยันผุดขึ้นแต่ก็ไม่ได้ดูต่ำช้าแม้แต่น้อย ซ้ำยังแสดงออกถึงท่าทีสูงส่งเสียด้วยซ้ำ


          “จะจำใส่ใจเอาไว้และพยายามไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้น… แต่ผมกลับรู้สึกว่าท่านกำลังสนุกอยู่เลยนะครับ”


          “ในชีวิตอันยาวนาน จะไม่หาความสนุกสนานให้ตัวเองได้เยี่ยงไรเล่า...เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ข้ารู้สึกง่วงแล้ว— ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นมันเป็นเพราะเจ้านั่นแหละ เอาไอ้สิ่งที่เรียกว่าเครื่องเกมนิน ๆ อะไรนั่นมาให้ข้าใช้งานรู้ไหมว่ามันทำให้ข้าต้องเสียเวลาอดหลับอดนอนแค่ไหน...ส่วนเรื่องที่เจ้าไหว้วานให้ข้าสืบ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในแผ่นหนังนั่น เอาไปเสียสิ”


          หลังจากพูดบทสนทนาแปลกๆ ที่มีแต่ชายแก่กับเด็กสาวที่เข้าใจจบ เด็กสาวปริศนาหลังม่านจึงขอตัวไปพักบนพื้นเบื้องหน้าเซนซาเอม่อนปรากฏเป็นแผ่นหนังแผ่นหนึ่งที่มีตัวหนังสือเขียนไว้อย่างสวยงาม


          “เป็นความผิดผมเองจริง ๆนั่นแหละ ...ขอบคุณสำหรับข้อมูลสำคัญมากครับ โปรดรักษาสุขภาพด้วยแล้วก็อย่าหักโหมเล่นเกมให้มากนัก... แต่หากท่านหญิงต้องการเกมใหม่ ๆ ล่ะก็กระผมจะให้ลูกน้องนำมาส่งให้ถึงมือท่านทันที”


          เซนซาเอม่อนยิ้มอย่างจนใจพร้อมโค้งคำนับด้วยความนอบน้อม เขาได้ยินเสียง ‘เหอะ’ ส่งออกมาจากหลังม่านเบา ๆ


          เปลวเทียนภายในห้องไหววูบดับลง เมื่อสาวกที่คอยรับใช้พาเด็กสาวเดินจากไปทั้งห้องก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ทำให้เสียงที่เด็กสาวพึมพำกับตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น


          “เมื่อลูกเต๋าถูกโยนวงล้อแห่งโชคชะตาทั้งหลายที่ฝุ่นจับมานาน ในที่สุดก็เริ่มหมุนขึ้นมาพร้อม ๆ กันแล้วสินะ...”

 

คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน