“ลูกข้า... แก้วตาดวงใจ ของข้า ข้าขอให้เ้าเติบใหญ่กลายเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้านี้” คำกล่าวของจิ่นลี่ ดั่งคำสัตย์สาบานที่รินรดลงสู่ร่างเด็กน้อยผู้กำลังหลับใหลอยู่ในอ้อมอก จิ่นลี่จ้องมองบุตรชายของตนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักอันลุ่มลึกมิอาจละสายตาได้แม้เพียงชั่วลมหายใจ ทันใดนั้น อวิ๋นเหมยพลันรู้สึกตัวตื่นขึ้น
“อ้าว เ้ารู้สึกตัวแล้วหรือภรรยาข้า ยามที่เ้าหลับไหล ช่างมีส่วนคล้ายคลึงกับบุตรของเรายิ่งนัก” จิ่นลี่เอ่ยกับอวิ๋นเหมย นางแสดงท่าทีเอียงอายเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
“ให้ข้าดูเขาหน่อย”
จิ่นลี่ส่งเด็กน้อยสู่อ้อมแขนของอวิ๋นเหมย แววตาที่นางใช้จ้องมองบุตรชายนั้นอบอุ่นโชติ่ราวกับดวงตะวัน “เราลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไปหรือไม่?” อวิ๋นเหมยเอ่ยขณะเงยหน้าสบตาจิ่นลี่ ซึ่งในตอนแรกเขามีท่าทีฉงนสนเท่ห์เพียงครู่ ก่อนจะเข้าใจความหมายของนางในทันที “ใช่แล้ว! เรายังมิได้ตั้งชื่อให้แก่เขา เอาเป็เช่นนี้ ข้าจะให้เ้าเป็ผู้ประทานนามให้แก่บุตรของเรา เ้าคิดเห็นเช่นไร?”
นางนิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยนามของเด็กชายผู้นี้ออกมาว่า “จิ่นติ้ง” จิ่นลี่พลันเผยรอยยิ้มกว้างด้วยความปรีดา “ช่างเป็นามที่ประเสริฐยิ่ง ข้าชอบชื่อนี้!” หลังจากนั้น ทั้งสองต่างมองหน้าและส่งยิ้มให้กันด้วยไมตรีอันลึกซึ้ง
“ปังง!!”
เสียงบานประตูพุ่งเปิดออกอย่างรุนแรงจนอากาศสั่นะเื! “ฮ่าฮ่าฮ่า! ไหนมาให้ข้าดูหน้าหลานชายหน่อยสิ!” น้ำเสียงอันทรงพลังนี้มิใช่ใครอื่น นอกจากจ้าวดินแดนเทพนภาผู้เป็บิดาของจิ่นลี่นั่นเอง “คารวะท่านพ่อ ข้ามิคิดเลยว่าท่านจะมาถึงไวกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงนี้” จิ่นลี่เร่งเอ่ยทักทายเมื่อเห็นบิดาปรากฏกายขึ้น “คารวะท่านพ่อสามี” อวิ๋นเหมยกล่าวพร้อมกับค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“โอ้! นี่หรือคือว่าที่จักรพรรดินีแห่งแดนมารล่ม์ ช่างงดงามล่มเมืองสมคำร่ำลือจริง ๆ!” จ้าวดินแดนเทพนภากล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังอวิ๋นเหมยด้วยสายตาที่ลุ่มลึกยากจะหยั่งถึงครู่หนึ่ง
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงจ้องนางปานนั้น มิใช่ว่าท่านหลงเสน่ห์นางเข้าแล้วกระมัง?” จิ่นลี่เอ่ยหยอกเย้าขึ้นทันที “ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างเป็ครอบครัวที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันยิ่งนัก” เสียงของาุโท่านหนึ่งดังแทรกเข้ามา
“คารวะผู้าุโเจียงเหอ” จิ่นลี่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุด เจียงเหอพยักหน้าครั้งหนึ่งก่อนจะเดินตรงเข้ามาพร้อมกับจ้าวดินแดนเทพนภา “โฮ่ๆ ใบหน้าช่างหล่อเหลายิ่งนัก คล้ายคลึงกับข้าในยามหนุ่มสาวไม่มีผิดเพี้ยน” เจียงเหอเมื่อเห็นใบหน้าของจิ๋นติ้งเขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า” จ้าวดินแดนเทพนภาหัวเราะอย่างร่าเริง
จากนั้นจ้าวดินแดนเทพนภาจึงกล่าวต่อทันที “เอาล่ะ ในเมื่อท่านก็อยู่ที่นี่แล้ว เหตุใดไม่ลองทำนายดวงชะตาของหลานข้าดูสักครา?” เจียงเหอยิ้มขึ้นพร้อมกับ ชูนิ้วชี้ขึ้นจรดลงที่กลางหน้าผากของทารกน้อย ทว่าเพียงพริบตาเดียวสีหน้าของเจียงเหอพลันแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกสุดขีด! “นะ นะ นี่มัน” เมื่อทั้งสามเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของเจียงเหอต่างก็ใจหายวาบและเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “เกิดเื่อันใดขึ้น! ท่านเห็นสิ่งใดกันแน่!” เจียงเหอพยายามระงับอารมณ์ที่ปั่นป่วนก่อนจะเอ่ยบอกความจริงที่สั่นะเืหัวใจทุกคนว่า
“ชะตาชีวิตของเด็กชายผู้นี้... อาภัพและเลวร้ายยิ่งนัก ข้ากลับมองเห็นเพียงความมืดมิดอันว่างเปล่า หรือหากจะกล่าวให้ชัดแจ้งก็คือ... เด็กชายผู้นี้มีชะตาที่ต้องมอดม้วยในไม่ช้านี้!” เมื่อได้รับฟังเช่นนั้น ทั้งหมดพลันหน้าถอดสี จ้าวดินแดนเทพนภาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “เจียงเหอสิ่งที่ท่านกล่าวมา... เป็ความจริงงั้นรึ?” เจียงเหอพยักหน้ายืนยันหนึ่งครั้ง “นี่คือความสัตย์จริงที่ข้าััได้จากวิถีชะตาของเขา” เนื่องด้วยเจียงเหอคือตัวตนระดับสูงของแดนเทพนภา วาจาที่เขาเอ่ยออกมานับร้อยนับพันครั้ง ล้วนเป็สัจธรรมที่มิเคยผิดเพี้ยน!
จิ่นลี่และอวิ๋นเหมยหันมามองหน้ากันด้วยความเ็ปรวดร้าว จากนั้นอวิ๋นเหมยจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว “ลูกแม่... ไม่ว่าชะตาชีวิตของเ้าจะโหดร้ายเพียงใด แม่จะปกป้องเ้าไว้ให้ได้ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ้นชีพตักษัยก็ตาม!”