ตอนที่ 8: ัสี่เล็บ
"เฮือกก!!"
ผมสะดุ้งสุดตัวกลับมาสู่ความเป็จริง!
ภาพประตูเสวียนอู่ที่นองไปด้วยเืหายวับไปในพริบตา ผมกลับมานั่งอยู่หน้าแล็ปท็อปในห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง...
ร่างกายของผมแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ลมหายใจติดขัด ในหัวของผมขาวโพลนไปหมด...
"เพ้ง! อาเพ้ง!" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยะโเรียกชื่อผมอย่างร้อนรน พร้อมกับแรงเขย่าที่หัวไหล่
"อาเพ้ง! เป็อะไรไปของลื้อ! มานั่งตัวแข็งตาแข็งแบบนี้ เดี๋ยวไม่ดี"
ผมสะดุ้งอีกครั้ง ค่อยๆ หันไปมอง... ใบหน้าของอาม่าที่เต็มไปด้วยความใและเป็ห่วงอย่างสุดซึ้ง
"อั๊วเรียกตั้งนานลื้อก็ไม่ได้ยิน! เห็นหน้าตาซีดๆ เลยขึ้นมาดู... ตกลงเป็อะไรของลื้อกันแน่"
ผมพยายามจะพูด แต่เสียงที่ออกมาแหบพร่า "เปล่าม่า... ผม... ผมแค่คิดงานเพลินไปหน่อย มันเลยเบลอๆ"
ผมโกหกออกไป เป็คำแก้ตัวที่ดีที่สุดเท่าที่สมองที่กำลังช็อกจะนึกออก
"พอดีโปรเจกต์มันเร่งน่ะม่า ผมเลย...นั่งนิ่งไปหน่อย"
ผมพยายามปั้นยิ้มที่ดูเหนื่อยล้า "ม่าลงไปพักเถอะครับ ไม่ต้องเป็ห่วงผมนะ เดี๋ยวผมล้างหน้าล้างตาสักพักก็ดีขึ้นแล้ว"
อาม่ามองผมอย่างพิจารณา แม้จะไม่เชื่อสนิทใจแต่ก็คงไม่อยากซักไซ้ให้ผมลำบากใจ ท่านจึงพยักหน้ารับช้าๆ
"เออๆ... ยังไงก็อย่าหักโหมมากไปนะ อั๊วเป็ห่วง มีเื่อะไรกลุ้มใจก็มาบอกอั๊วได้"
ท่านพูดทิ้งท้ายก่อนจะยอมหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ผมมองตามแผ่นหลังที่เริ่มโค้งงอตามวัยของท่านไปจนลับสายตา ความรู้สึกผิดแล่นปราดขึ้นมาจุกที่อก...
ในเวลาที่ผมอ่อนแอและสับสนที่สุด ผมกลับต้องโกหกและผลักไสคนเดียวในโลกที่รักผมอย่างไม่มีเงื่อนไข...
วินาทีที่ประตูห้องปิดลง ร่างกายที่เกร็งแข็งของผมก็อ่อนยวบลงทันที
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ พยายามขับไล่ภาพความโหดร้ายที่ยังคงติดตา
มันจะเป็ไปได้ยังไง...
ผมบังคับตัวเองให้หันกลับไปมองหน้าจอแล็ปท็อปอีกครั้ง... หัวข้อบทความที่ผมอ่านค้างไว้ยังคงอยู่ที่เดิม...
"เหตุการณ์ฏที่ประตูเสวียนอู่"
ในตอนแรก ผมแค่อ่านมันในฐานะข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้... หลังจากที่ได้ "เห็น" ภาพเ่าั้ด้วยตาตัวเอง...
ตัวอักษรบนหน้าจอกลับดูเหมือนจะมีชีวิตและน่าสยดสยองขึ้นมาเป็ร้อยเท่า
หรือว่าภาพที่ผมเห็น... คือเหตุการณ์นี้จริงๆ?
ผมยังไม่อยากจะเชื่อ... ผม้าหลักฐาน... ้าสิ่งที่เชื่อมโยงภาพในหัวกับข้อมูลตรงหน้า
ผมพยายามนึกย้อน... อะไรคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ผมจำได้?
ไม่ใช่ใบหน้า... ไม่ใช่เสียง... แต่เป็รายละเอียดบนเสื้อผ้า... ลวดลายที่วิจิตรจนผมไม่อาจละสายตาได้
ผมเปิดหน้าต่างค้นหาใหม่ขึ้นมาอีกแท็บหนึ่ง นิ้วของผมพิมพ์คำค้นที่เจาะจงลงไป: "สัญลักษณ์ัสี่เล็บบนอาภรณ์ ราชวงศ์ถัง"
ผมกด Enter... และคลิกเข้าไปที่บทความวิชาการอันแรกที่ปรากฏขึ้น
ผมเลื่อนสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว... จนกระทั่งมาถึงประโยคสำคัญที่ทำให้หัวใจผมหยุดเต้น...
"...ตามกฎมณเฑียรบาลแห่งราชวงศ์ถัง ลวดลายัสี่เล็บ (蟒) สงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุดที่เป็รองเพียงองค์ฮ่องเต้เท่านั้น นั่นคือ องค์รัชทายาท..."
ผมจ้องคำว่า "องค์รัชทายาท" นิ่งงัน...
ในใจของผมรู้อยู่แล้ว... ผมรู้คำตอบก่อนที่จะหาเจอด้วยซ้ำ แต่ส่วนหนึ่งของสมองก็ยังคงปฏิเสธมันสุดชีวิต
หัวใจของผมเต้นระรัวด้วยความรู้สึกสองขั้ว ทั้งความอยากรู้และความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง
มือของผมสั่นเทาขณะที่เลื่อนเมาส์กลับไปคลิกที่แท็บเดิม... แท็บของบทความ "เหตุการณ์ฏที่ประตูเสวียนอู่"
ผมอ่านย่อหน้าแรกอีกครั้งช้าๆ ชัดๆ "...เหตุการณ์ลอบสังหาร องค์รัชทายาท หลี่เจี้ยนเฉิง และน้องชาย ฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋..."
จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย... ต่อเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ...
ภาพในหัวของผม... บุรุษผู้สุขุมที่ถูกยิงธนูปักอก... คือชายที่สวมอาภรณ์ลายัสี่เล็บ...
และข้อมูลตรงหน้า... ชายผู้สวมอาภรณ์ลายัสี่เล็บคือองค์รัชทายาท...
และองค์รัชทายาทที่ถูกลอบสังหารในเหตุการณ์นั้น... คือหลี่เจี้ยนเฉิง
ไม่ใช่ภาพหลอน... ไม่ใช่ความฝัน...
ผมได้เห็นเหตุการณ์ลอบสังหารองค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงจริงๆ...
ความจริงอันน่าเหลือเชื่อปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้ว แต่แทนที่จะรู้สึกตื่นเต้น ผมกลับรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่าง
และในความเงียบงันนั้นเอง... มันก็เกิดขึ้น...
ความรู้สึก "เสียใจ" อย่างสุดซึ้งถาโถมเข้ามาในหัวใจของผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันไม่ใช่ความเสียใจแบบธรรมดา แต่เป็ความเศร้าโศกที่หนักอึ้งและเก่าแก่ราวกับถูกทับถมมานานนับพันปี
และพร้อมกับความเศร้าโศกนั้น... เศษเสี้ยวของภาพนิมิตก็ย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวอย่างบ้าคลั่ง!
...แววตาผิดหวังสุดท้ายของบุรุษผู้เป็พี่ใหญ่... ...เสียงกรีดร้องอย่างเสียสติของผู้เป็น้อง... ...ความเย็นเยียบจากดวงตาของฆาตกรผู้มาใหม่... ...และความรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอกราวกับถูกธนูปักยังคงหลงเหลืออยู่...
ความรู้สึกทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของผม! แต่มันกำลังกัดกินจิตใจของผมจากข้างใน!
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากหางตาอย่างช้าๆ... โดยที่ผมไม่ได้สั่ง...
ตามมาด้วยหยดที่สอง... หยดที่สาม...
และในที่สุด กำแพงแห่งเหตุผลที่ผมยึดถือมาทั้งชีวิตก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ปล่อยให้ร่างกายสั่นเทาไปตามแรงสะอื้นที่มาจากส่วนลึกที่สุดของจิติญญา...
ผมไม่รู้ว่าทำไม... แต่ผมกำลังร้องไห้ให้กับการตายขององค์รัชทายาท...
...ราวกับว่าผมได้สูญเสียพ่อของตัวเองไปจริงๆ
นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้...
ผมไม่รู้ว่าตัวเองฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะนานแค่ไหน รู้แต่เพียงว่าในความเงียบงันของห้องนอน มีเพียงเสียงหายใจของผมที่ยังคงติดขัดและขาดห้วง
ลำคอแห้งผากและปวดระบมราวกับเพิ่งผ่านการะโอย่างบ้าคลั่งมา... แม้ในความเป็จริงจะไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลยก็ตาม
แขนเสื้อที่ใช้หนุนต่างหมอนนั้นชุ่มโชกและเย็นเฉียบ
ผมค่อยๆ บังคับร่างกายที่หนักอึ้งของตัวเองให้เงยหน้าขึ้นช้าๆ
ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่สะท้อนอยู่บนหน้าจอแล็ปท็อปที่มืดสนิท...
คนแปลกหน้าที่ดวงตาแดงก่ำราวกับเส้นเืฝอยจะแตกออกมา ขอบตาบวมเป่งจนน่ากลัว...
คนแปลกหน้าที่เป็ผมเอง
ปลายนิ้วที่สั่นเทาของผมเอื้อมไปแตะแก้มที่ยังเปียกชื้นของตัวเองอย่างเชื่องช้า...
ััอุ่นๆ ของน้ำตา... มันคือของจริง
และนั่นคือความจริงเพียงข้อเดียวที่สำคัญที่สุดในตอนนี้... ถ้าหยดน้ำต้านี้มีอยู่จริง ความรู้สึกเ็ปที่อยู่เื้ัมันก็ต้องมีอยู่จริงเช่นกัน
มันไม่ใช่ภาพหลอนที่สมองผมปรุงแต่งขึ้น... แต่มันคือความรู้สึกที่มีตัวตนของมันเอง...
ความรู้สึกที่เก่าแก่และลึกซึ้ง... เก่าแก่เสียจนราวกับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผม แต่กำลังไหลผ่านร่างของผมมาจากห้วงเวลาที่ไกลแสนไกล
และทันทีที่ผมยอมรับความจริงข้อนี้... ยอมรับว่าผมไม่ได้กำลังจะเป็บ้า แต่กำลังเป็สื่อกลางให้ความเ็ปของใครอีกคน...
ความสับสนวุ่นวายที่เกาะกุมจิตใจผมมาตลอดหลายวันก็พลันสลายไป กลายเป็ความโล่งใจที่เยือกเย็นและว่างเปล่า
ความรู้สึกที่รุนแรงและจริงแท้ขนาดนี้... มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ ‘ข้อพิสูจน์’
ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนยิ่งกว่าตัวอักษรใดๆ ในประวัติศาสตร์... ว่าผมไม่ได้หลงทาง
ผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง
เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ได้แล้ว ความกลัวก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกแทนที่ด้วยเป้าหมาย...
เป้าหมายที่จะต้องรู้ให้ได้ว่า "ทำไม"
ทำไมต้องเป็ผม? ความผูกพันอันรุนแรงที่ข้ามภพข้ามชาติมาบีบคั้นหัวใจผมได้ถึงเพียงนี้ มันมาจากไหนกันแน่?
ความสงสัยนั้นกลายเป็แรงผลักดันระลอกใหม่ ผมหันกลับไปจ้องหน้าจอแล็ปท็อปอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยสายตาของคนที่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
เขาต้องหาข้อมูลเพิ่ม... หาอะไรก็ได้ที่จะมาอธิบายความรู้สึกที่แท้จริงจนน่ากลัวนี้
ชั่วโมงแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว... มันคือการดำดิ่งลงไปในวังวนของข้อมูลที่คุ้นเคย
แท็บเบราว์เซอร์ถูกเปิดทิ้งไว้เป็สิบๆ แท็บ แต่ละหน้าก็บอกเล่าเื่ราวที่ไม่ต่างกันนัก...
ชีวประวัติทางการของหลี่เจี้ยนเฉิง... แผนผังลำดับเหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่... รายชื่อโอรสที่ลงท้ายด้วยชะตากรรมเดียวกัน...
ทุกอย่างเป็ข้อมูลชุดเดียวกันที่ถูกคัดลอกและวางซ้ำไปซ้ำมา ราวกับประวัติศาสตร์ได้ถูกซีร็อกซ์ไว้เหลือเพียงด้านเดียว
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพายเรืออยู่ในอ่าง...
ความหงุดหงิดทำให้ผมเริ่มคลิกอย่างไร้จุดหมายมากขึ้น เข้าไปในลิงก์ที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ลิงก์ที่อยู่ลึกถึงหน้า 3-4 ของผลการค้นหา...
และนั่นคือตอนที่ผมหลุดเข้าไปในเว็บบอร์ดประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง
มันเป็กระทู้เก่าแก่ที่ตั้งขึ้นเมื่อหลายปีก่อน มีคนเข้ามาถกเถียงกันเื่ราชวงศ์ถังอย่างออกรส
ผมไล่อ่านผ่านๆ อย่างไม่คาดหวังอะไร... จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับความเห็นหนึ่ง
ผู้ใช้งานที่มี ID ว่า "นักเดินทางข้ามเวลา" ได้เข้ามาตอบคำถามที่ไม่มีใครตอบได้
เขาไม่ได้ให้ความเห็น แต่ให้ "ข้อมูล" เป็ข้อเท็จจริงสั้นๆ ที่ผมไม่เคยเจอในเว็บไหนมาก่อน เกี่ยวกับยศตำแหน่งของขุนนางฝ่ายรัชทายาทที่ถูกลดขั้นหลังเหตุการณ์
ด้วยความสนใจ ผมลองเอาชื่อ ID นั้นไปค้นหาต่อ และก็ต้องประหลาดใจ...
ผมเจอ ID นี้โผล่ไปตอบกระทู้อื่นๆ ที่เกี่ยวกับราชวงศ์ถังตอนต้นอีกหลายกระทู้ในหลายๆ เว็บไซต์
รูปแบบจะคล้ายๆ กัน คือจะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกบางอย่างที่หาอ่านทั่วไปไม่ได้ แล้วก็จะหายไป
คนคนนี้... รู้จริง
ผมใช้เวลาอยู่อีกพักใหญ่เพื่อหาวิธีติดต่อเขา และในที่สุดก็เจอช่องทางส่งข้อความส่วนตัวในเว็บบอร์ดที่เก่าที่สุดที่เขาเคยไปตอบไว้
ในหัวของผมมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ผมรู้ดีว่าการเปิดฉากด้วยคำถามที่เจาะจงเกินไปอาจทำให้เขาไม่ตอบกลับมาเลยก็ได้
ผมจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความที่เรียบง่ายและจริงใจที่สุดออกไป:
"สวัสดีครับ คุณ 'นักเดินทางข้ามเวลา' ผมขออภัยที่รบกวนนะครับ พอดีผมกำลังพยายามศึกษาเื่ราวขององค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงและเหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่อย่างละเอียด และบังเอิญไปเห็นความเห็นของคุณในหลายๆ ที่ ซึ่งให้ข้อมูลที่ลึกซึ้งมาก ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจนตันแล้ว เลยอยากจะลองส่งข้อความมาสอบถามดูน่ะครับ ไม่ทราบว่าพอจะมีข้อมูล แหล่งอ้างอิง หรือหนังสือเล่มไหนที่คุณพอจะแนะนำเพิ่มเติมได้ไหมครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับความช่วยเหลือครับ" ชาญ ลีคุณานนท์ (เพ้ง)
ผมอ่านทวนอีกครั้ง... มันดูเหมือนข้อความของนักศึกษาที่กำลังหาข้อมูลทำรายงาน ไม่ได้ดูเหมือนคนกำลังเผชิญเื่ลี้ลับ...
แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว
ปลายนิ้วของผมกดปุ่ม "ส่งข้อความ"
ทันทีที่ข้อความถูกส่งออกไป ผมก็รู้สึกเหมือนได้ยกภาระหนักอึ้งออกจากบ่า... คืนนี้ผมทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ผมปิดแล็ปท็อปลง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
คืนนั้น... ผมหลับไปอย่างง่ายดาย...
โดยไม่รู้เลยว่าข้อความสั้นๆ ที่เพิ่งส่งออกไปนั้น กำลังจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของผมไปตลอดกาล
--- จบตอนที่ 8 ---
จากใจนักเขียน:
อารมณ์พังทลาย! เพ้งไม่ได้แค่ "เห็น" แต่เขา "รู้สึก" จนร้องไห้ออกมา และเกือบโดนอาม่าจับได้!
แต่เขาก็ได้หลักฐานชิ้นสำคัญ "ัสี่เล็บ" และได้ส่งข้อความหา "นักเดินทางข้ามเวลา" ผู้ลึกลับแล้ว
เขาจะตอบกลับมาหรือไม่?
เจอกันพรุ่งนี้ครับ!
ตอนที่ 9 "นักเดินทางข้ามเวลา" มาแน่ เวลา 2030 ครับ!
ฝากกดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้น ???? ด้วยนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์