
....แคว้นจูตั้งอยู่ทางเหนือสุดของทวีป ถูกขนาบด้วยเทือกเขาหิมะที่สูงเสียดฟ้าปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี และในหุบเขามีทะเลสาบน้ำแข็งนิรันดร์ที่เล่ากันว่าซ่อนสมบัติเซียนและกระบี่โบราณไว้อยู่ด้วย
ส่วนพื้นที่ราบเป็นทุ่งน้ำแข็งและทะเลสาบที่ถูกแช่แข็งเกือบทั้งปี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนสั้นๆจะมีทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่มให้สัตว์เลี้ยงและกวางป่าออกหากิน
มีลมเหนือหนาวเย็นพัดลงมาที่เมืองทั้งปี ดวงอาทิตย์ส่องแสงน้อยจึงเป็นแคว้นที่กลางวันสั้นส่วนกลางคืนยาว ทำให้ผู้คนที่นี่แข็งแกร่งและอดทน
ณ เมืองหลวงขอแคว้นชื่อไป๋ซวง(น้ำค้างขาว) มีกำแพงเมืองที่ถูกสร้างด้วยหินแข็งแรงและไม้สนดำ ทนทานต่อพายุหิมะ
ผู้คนแคว้นนี้มีผิวซีดขาว แก้มแดงจากอากาศหนาว มักสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ซ้อนหลายชั้น
อาชีพหลักคือ ล่าสัตว์, ทำหนังสัตว์, ค้าขนสัตว์, และหลอมเหล็กจากแร่ในภูเขา จึงมีตลาดแลกเปลี่ยนที่คึกคัก แม้จะเป็นแคว้นห่างไกล
ที่นี่ยังเป็นแคว้นที่ผู้คนมีรากวิญญาณเซียนหลายคน นั่นจึงทำให้มีสำนักเซียนมากมายในแคว้น ซึ่งการทดสอบเข้าเป็นศิษยืแต่ละสำนักก็มีทั้งการสอบมาตรฐานที่ราชสำนักกำหนด และการทดสอบเฉพาะแต่ละสำนักด้วย
และด้วยทางการสนับสนุนอย่างดี ผู้ใดสอบได้เป็นเซียน ได้เลื่อนระดับเซียน จะมีเงินพิเศษจากทางราชการ หรือสวัสดิการพิเศษต่างๆให้แก่ครอบครัว นั่นทำให้ประชาชนในเมืองขวนขวายกระตือรือร้นที่จะสอบเข้าสำนักเซียนให้จงได้
ความคึกคักนี้เองจึงเกิดเป็นโรงเรียนติวสอบเข้า หรือติวเตอร์อิสระไปสอนตามบ้านเศรษฐีอยู่มากมาย ตำราการฝึกฝนขั้นพื้นฐาน และตำราความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเซียนมาวางขายกันตามถนนร้านค้ามากมาย ถือว่าเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา จนบางครั้งมีชื่อเรียกกันติดปากว่า "แคว้นบัณฑิตเซียน"
......ในมุมหนึ่งของตลาดในเมือง ชายหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดี ผิวขาว ผมสีดำยาวสลวย เขาสวมใส่ชุดเซียนจีนสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ นั่นทำให้ทุกย่างก้าวที่เขาเดินมีแค่คนหันมองเขาราวกับหลงเสน่ห์
เขาไม่ใช่ใครที่ไหน คือ "หลินเซียน" นั่นเอง
เขาเดินมาจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งที่ประกาศขาย และพิจารณา
"บ้านหลังนี้หันหน้าออกถนนทางทิศตะวันออก ทำให้ได้รับพลังการศึกษาของดาวพฤหัสบดีมามาก"
"ทั้งตะวันตกของบ้านยังมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเจริญเติบโต แดดเช้าก็ล่องที่ปากประตูบ้านทุกเช้า"
"เหม่งตึ๊งก็กว้างขวาง" (ลานก่อนเข้าบ้าน/อาคาร)
"ที่นี่เหมาะจะทำการเรียนการสอนยิ่งนัก"
หลินเซียนจึงทำการติดต่อซื้อบ้านหลังนี้จากเจ้าของ เมื่อซื้อแล้วเขาก็แกะสลักป้ายไม้คำว่า "จื้อเซียนอวี่ถาน" แปลว่าสถาบันแห่งปณิธานสู่ความเป็นเซียนไว้หน้าบ้าน
ในระหว่างรอผู้มามัครเรียน เขาก็เก็บหวาดเช็ดถูให้สะอาดเรียบร้อย หลินเซียนขอองค์ชายคัดลอกตำราที่เผยแพร่ได้จากวังหลวงมาหลายสิบเล่ม เขานำมันมาวางใส่ตู้หนังสือร่วมกับตำราที่เจอในตลาดที่อ่านแล้วรู้สึกว่าดีมีประโยชน์
ห้องเรียนของหลินเซียนนั้นทำเรียบง่าย ห้องโถงกว้างเพียงพอให้ผู้เรียนสิบกว่าคนนั่งเรียนได้ พื้นห้องปูด้วยกระดานไม้หนา มีเสื่อฟางวางเรียงเป็นแนวแทนเก้าอี้ โต๊ะเรียนทำจากไม้ท่อนยาวถูกวางเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งฟุ่มเฟือยใดๆ
ด้านหน้าเป็น กระดานไม้สีเข้ม ใช้สำหรับเขียนอักษรด้วยชอล์กที่สกัดจากหินปูนผสมผงสมุนไพร
บนผนังแขวนป้ายอักษรที่เขียนเขียนด้วยพู่กันว่า สงบเพื่อฝึกตน และ การเรียนรู้ไร้สิ้นสุด ไว้ 2 ป้าย
กลางห้องมี เตาไฟหิน ขนาดเล็กคอยให้ความอบอุ่น เมื่อไฟลุกโชน
ข้างหน้าต่างมี โต๊ะไม้ของหลินเซียน บนโต๊ะมีเพียงตะเกียงน้ำมัน พู่กัน หมึก และหนังสือเล่มเก่าที่เขานำติดตัวมาจากแคว้นจ้าว ไม่ได้หรูหรา หากแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความรู้และความสงบ
.
.....ผ่านมา 3 วันในที่สุดก็มีคนเปิดประตูเข้ามา เขาเป็นชายวัยรุ่น ดูจากการแต่งตัวน่าจะมีฐานะปานกลาง
"ท่านเปิดสอนติวเข้าสำนักเซียนใช่หรือไม่?"
หลินเซียนวางหนังสือลงและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ใช่"
"งั้นข้าขอถาม ท่านเรียนจบมาจากสำนักเซียนใด"
"จะว่าเรียนจบก็ไม่เชิงเพราะเขาตัดชื่อข้าออกจากสำนัก เป็นสำนักเล็กๆที่แคว้นจ้าว"
เด็กหนุ่มทำสายตาดูถูก เขามองหลินเซียนตั้งแต่ศรีษะบนเส้นผมจรดลงถึงปลายเท้า
"งั้นข้าขอถามความรู้ท่าน การจะเลื่อนขั้นจากระดับ 2 พื้นฐานปราณ เป็นระดับ 3 แกนปราณ ต้องทำอย่างไร?"
"ต้องทำความเข้าใจสัจธรรมแห่งเต๋า"
"มนุษยเดินตามแผ่นดิน ๆ ดำเนินตามสวรรค์ ๆ ดำเนินตามเต๋า และเต๋าดำเนินตามธรรมชาติ"
"ดังนั้นการเข้าใจธรรมชาติคือการทำให้บรรลุระดับแกนปราณได้"
เด็กหนุ่มมองค้อนต่อคำพูดหลินเซียน
"บททดสอบจิตมารจะเกิดขึ้นระดับใด?"
"ทุกระดับ" หลินเซียนตอบ
ทีนี้เสียงหัวเราะลั่นออกมาจากปากเด็กคนนั้น
"ฮ่าๆๆ โคตรมั่ว ถ้าข้าเป็นผู้หญิงอาจจะหลงเสน่ห์พอจ่ายเศษเงินเรียนกับเจ้าได้ แต่นี่สอนมั่วไปหมด ข้าขอตัว"
แล้วเขาก็เดินออกไปโดยไม่ปิดประตูให้ หลินเซียนชี้นิ้วส่งพลังปราณไปปิดประตูแล้วเขาก็หยิบหนังสือมาอ่านต่ออย่างสงบ
ตึ๊ง!! ประตูเปิดเสียงดัง เป็นร่างชายฉกรรจ์ 3 คน
"ไหนใครเป็นเจ้าของสถาบันนี้?"
หลินเซียนยกมือขวา ในขณะที่มือซ้ายยังถือหนังสืออ่านอยู่เช่นเดิม
ชายที่เป็นหัวหน้าเดินมาใกล้เขาหยิบหนังสือออกจากมือหลินเซียน
"เจ้าต้องจ่ายค่าคุ้มครองก่อนถึงจะเปิดได้"
"ค่าคุ้มครอง?"
"ใช่! ที่นี่เขาจ่ายกันหมด"
หลินเซียนแบมือ 2 ข้างออก
"ข้าไม่มีนักเรียน จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายพวกท่านขอรับ"
"ไม่ใช่ปัญหาของข้า! เจ้าต้องหาเงินมาจ่ายให้ได้!" ชายฉกรรจ์พูดตะคอกเสียงดัง
หลินเซียนลุกขึ้น ชายฉกรรจ์ทั้งสามตั้งท่าเตรียมต่อสู้ "เจ้า! จะเอารึ!!"
"เปล่า! ข้าปวดฉี่"
ลูกน้อง 2 คนหัวเราะ "ฮี่ๆ นั่งหรือยืนล่ะ หน้าสวยซะขนาดนี้"
"พ่อแม่เจ้านี่โชคดีเนอะ ได้ทั้งลูกชายและลูกสาวในคนเดียว ฮ่าๆ"
"โอ๊ย!" อะไรบางอย่างกระแทกปากลิ่วล้อทั้ง 2 คน พอจับดูมันแฉะๆ อ้าวก็น้ำธรรมดานี่ ทำไมมันทำข้าเจ็บได้
แต่....กลิ่นน้ำนี่มันตุๆนะ พวกมันมองมาที่หลินเซียน ๆ ยิ้มน่ารัก
"ใช่ ฉี่ข้าเอง"
"บังอาจ อ๊ะ! อึกๆ" ลูกน้องทั้ง 2 คนเอามือบีบคอตัวเอง น้ำปัสสาวะล้นปากพวกมันจนไหลออกมาถึงคอ
หัวหน้ามองหลินเซียน แต่เขาไม่กล้าเข้าต่อสู้ เจ้านี่แปลกเกินไป ข้าแทบไม่เห็นมันขยับตัวอะไรเลย เขาตบหลังลิ่วล้อทั้งสองแล้วพาออกจากที่นั่นทันที
ก่อนไปเขาหันข้างมาพูด "เจ้าต้องย้ายออกภายในพรุ่งนี้!" แล้วเขาก็เดินจากไป
.....เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลินเซียนเดินออกมาดูหิมะตกหน้าร้าน แล้วก็มีกลุ่มคนนับสิบเดินมายืนออรอบหน้าร้านของเขา
"ลูกพี่ เจ้านี่แหละ!" หัวหน้าคนเมื่อวานชี้หน้าหลินเซียน ให้ชายวัยกลางคนร่างผอมมีหนวดเคราหลอมแหลม ตาแหลมเจ้าเล่ห์ เขามองหลินเซียนอย่างพิจารณา
"เจ้าเด็กน้อย หน้าตายังเยาว์วัยอยู่เลย อายุถึง 18 ปีหรือยัง? ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเปิดสอนนะ เจ้ายังไม่เหมาะจะเป็นอาจารย์สอนใคร"
"รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาแบบนี้ ไปทำงานในหอนางโลมดีกว่าไหม? ที่นี่บางแห่งมีบริการโสเภณีชายด้วย เดี๋ยวข้าแนะนำให้" ทุกคนหัวเราะเยาะ
หลินเซียนกำลังจะราดน้ำไปทางคนพวกนี้ไล่เสนียดจัญไร แต่ยังไม่ทันได้ทำก็มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งมายืนบังหน้าเขา เด็กน้อยขว้างก้อนหิมะเล็กๆใส่เซียนร่างผอมนั้น ซึ่งเขาปัดออกได้อย่างง่ายดาย
"อย่าทำร้ายพี่ชายนะ!" เด็กน้อยกางมือป้องกันหลินเซียน ๆ มองเห็นรากวิญญาณเซียนของเด็กคนนี้ เธอสามารถฝึกฝนเป็นเซียนได้
หลินเซียนหยิบหิมะมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆใส่มือเด็กน้อย เขานั่งลงมืออีกข้างลูบหัว
"เจ้าค่อยๆรวมพลังปราณไว้ที่หิมะก้อนนี้ แล้วขว้างใส่ลุงอัปลักษณ์พวกนี้อีกครั้งนะ"
เด็กน้อยรับฟังแต่โดยดี เธอหลับตาทำท่าเหมือนรวบรวมพลังปราณ แล้วขว้างหิมะก้อนเล็กๆนั้นออกไป
เซียนร่างผอมหัวเราะ และยื่นมือข้างหนึ่งมาเพื่อปัดหิมะเหมือนครั้งที่แล้ว
แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ หิมะก้อนเล็กๆนั้นไม่ขยับ มันผลักเขากระเด็นไปข้างหลัง 3 จั้ง(ราวๆ 10 เมตร)
อันธพาลตะลึง เด็กน้อยนี่ทำได้ยังไง
หลินเซียนยังมากระซิบข้างหูหนูน้อย "ขว้างใส่พวกมันอีกทีสิ"
เด็กน้อยยิ้มพยักหน้าคราวนี้เธอจับหิมะขึ้นมาปั้นเป็นก้อนใหญ่กว่ามันตัวเอง หลับตารวมพลังปรารแล้วขว้างออกไป
น่าแปลกว่าหินมะนั้นกระจายเป็นก้อนเล็กๆ 10 ก้อนพุ่งกระแทกอันธพาลทั้งหมดกระเด็นไป 10 จั้งที่เดียวกับเซียนร่างผอมคนแรก
ชาวบ้านในตลาดเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บางคนปรบมือ บางคนโห่ไล่พวกอันธพาล จนพวกมันอายรีบหนีไป
หลินเซียนเดินไปซื้อขนมเคลือบน้ำตาล 1 ไม้เอามายื่นให้เด็กน้อย
"นี่รางวัลที่เจ้าช่วยพี่"
"ห....หนู อยากเรียนวิชาเซียนจากพี่"
"ปั้นหิมะมาก้อนหนึ่งสิ" เด็กน้อยเชื่อฟังแต่โดยดี เธอปั้นหิมะก้อนเล็กๆมากอนหนึ่งและแบมือออก
ทันใดนั้นหิมะก็ละลายกลายเป็นน้ำชาอุ่นๆ หลินเซียนก้มหน้าลงมาดื่มน้ำนั้นจากมือเธอ
เด็กน้อยรู้ความเธอก้มศรีษะลงคำนับอาจารย์ หลินเซียนยืนยิ้มอย่างมีความสุข วันนี้ข้ามีศิษย์คนที่ 2 ในชีวิตแล้ว.....
