บทที่ 13 ตามใจเ้าเถิด...
ยามราตรีมาเยือน ท้องฟ้าเหนือตำหนักเซียนหลิวไร้สิ้นแสงสุริยา มีเพียงจันทร์กระจ่างฟ้าและดวงดาราระยิบระยับคอยส่องแสงสลัว
“เ้าสำนักของเ้าพำนักอยู่ที่ตำหนักหรือไม่?”
เย่กู่อี้เอ่ยถามศิษย์สำนักเซียนหลิวผู้หนึ่งที่กำลังยืนเวรยามอย่างเคร่งครัดอยู่หน้าประตูทางเข้า
ศิษย์ผู้นั้นก้มกายลงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าหนักแน่น
“เรียนท่านเซียนเย่... ยามนี้เ้าสำนักพำนักพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักเซียนขอรับ แต่ท่านกำชับไว้อย่างเด็ดขาดว่ามิอนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบในยามนี้ เนื่องจากเ้าสำนักกำลังกักตนฝึกบำเพ็ญ”
ปกติหลิวชิงไม่ใช่คนที่จะกักตนฝึกบำเพ็ญอยู่ในตำหนักเช่นนี้ ยิ่งคิดเย่กู่อี้ก็ยิ่งใจเสีย นางกังวลว่าเขาอาจจะเสียความรู้สึกกับคำต่อว่าของนางเมื่อกลางวัน ซึ่งตอนนั้นนางเองก็วู่วามจนขาดสติและไม่ได้ไตรตรองให้ดีเสียก่อน เมื่อเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้การ นางจึงตั้งใจว่าคืนนี้อย่างไรก็ต้องเข้าพบเขาเพื่อปรับความเข้าใจให้ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว” เย่กู่อี้เอ่ยตัดบทก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา ทว่าทันทีที่พ้นจากสายตาของศิษย์เฝ้ายาม นางก็เริ่มโคจรพลังขึ้นมาทันที
แสงสว่างจางๆ ของกวาง์ โอบล้อมกายก่อนที่ร่างอรชรจะเลือนหายไปกับสายลมอย่างรวดเร็ว ด้วยอานุภาพจากการดูดซับตบะบำเพ็ญระดับจักรพรรดิของกวาง์ขั้นเก้าขั้น ทำให้นางวิชาตัวเบาที่รวดเร็วดุจแสง ทั้งยังสามารถพรางกายหายตัวและขยายประสาทััรับรู้สิ่งรอบข้างได้อย่างเฉียบคม
แม้พลังของกวาง์จะช่วยให้หลบเร้นสายตาเหล่าศิษย์ได้โดยง่าย แต่สำหรับผู้ที่มีตบะระดับเซียนขึ้นไป การพรางกายเช่นนี้ย่อมมิอาจปิดบังได้มิดชิด
เย่กู่อี้ลอบเข้ามาจนถึงใจกลางตำหนักของหลิวชิง ทว่าภายในห้องกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน นางกวาดสายตามองอย่างละเอียดจนไปสะดุดเข้ากับถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะ ผิวน้ำในถ้วยยังคงสั่นไหวเล็กน้อยและมีไอความร้อนกรุ่นกระจายออกมา
"เพิ่งออกไปสินะ..."
นางพึมพำกับตัวเอง หลิวชิงคงััได้ถึงกลิ่นอายของนางั้แ่ก้าวเข้าเขตตำหนักและเลือกที่จะหลีกเลี่ยง ยิ่งเห็นร่องรอยเช่นนี้ เย่กู่อี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าเขากำลังจงใจหลบหน้านางเพราะเื่เมื่อกลางวันอย่างแน่นอน
เย่กู่อี้หลับตาลงพร้อมโคจรพลังตบะกวาง์มารวมไว้ที่ส่วนศีรษะขยายขอบเขตประสาทััรับรู้ให้กว้างไกลออกไปครอบคลุมทั่วทั้งขุนเขา
ในที่สุดนางก็ััได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากหลิวชิงเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาไท่ซวน
เย่กู่อี้ทะยานด้วยความเร็วดุจแสงตามเขาไป เพียงชั่วพริบตาเย่กู่อี้ก็ทะยานตามจนทันเงาร่างของหลิวชิง
“หลิวชิง... เหตุใดเ้าถึงต้องหลบหน้าข้าด้วย?”
นางเอ่ยถามออกไปพลางแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราว ทั้งที่ในใจนั้นรู้แจ้งดีว่าต้นเหตุมาจากถ้อยคำตำหนิของนางเมื่อตอนกลางวัน
“เ้าคิดมากไปแล้ว... มีหรือข้าจะหลบหน้าเ้า? คืนนี้ข้าเพียง้ากักตนเงียบๆ เพื่อสงบจิตใจเพียงลำพัง หากเ้ามิได้มีธุระสำคัญอันใด หรือถ้ามี... ก็เอาไว้ค่อยคุยกันวันหน้าเถิด”
หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าความเ็านั้นกลับแผ่ซ่านจนทำให้คนฟังรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก สิ้นประโยคเขาก็เร่งเร้าพลังโคจรความเร็วพุ่งทะยานทิ้งห่างออกไปอีกครั้ง โดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ซักไซ้ต่อแม้แต่น้อย
เย่กู่อี้ใจหายวูบกับท่าทีเฉยเมยนั้น นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เขาจากไปในสภาพนี้ ความร้าวฉานคงยากจะประสานคืน
เพียงชั่วพริบตา พลังกวาง์ก็ขับเน้นความเร็วถึงขีดสุด ร่างอรชรพุ่งทะยานดุจลำแสงสีขาวตัดผ่านนภามาขวางหน้าหลิวชิงไว้ได้ทันท่วงที จนเขาต้องหยุดชะงักกะทันหัน ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศธาตุโดยมีนางยืนประจันหน้าไม่ยอมหลีกทาง
ในสายตาของหลิวชิง ไม่ว่าจะยามใดหรือภายใต้แสงจันทร์กระจ่างฟ้าในคืนนี้ เย่กู่อี้ ยังคงงดงามตราตรึงมิเคยเปลี่ยน ผิวพรรณของนางดูละเอียดลออราวกับปุยนุ่นเพียงแค่ได้มอง อีกทั้งอาภรณ์สีขาวสลับทองที่นางสวมใส่ยิ่งขับเน้นสง่าราศีให้ดูสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก
ทว่าในค่ำคืนนี้ หลิวชิงกลับมิอาจฝืนใจสบตานางได้สนิทใจ ภาพเหตุการณ์เมื่อกลางวันยังคงติดค้างอยู่ในความรู้สึก ความน้อยใจที่นางเอาแต่ตำหนิโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายแม้เพียงครึ่งคำ ทำให้เขาเลือกที่จะเบือนหน้าหนีด้วยความขุ่นมัวที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ
“เย่กู่อี้ เ้ามาขวางข้าไว้ทำไม? ข้าบอกเ้าไปชัดเจนแล้วมิใช่หรือว่าคืนนี้ข้า้าอยู่เพียงลำพัง”
หลิวชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตัดพ้อ แม้เขาจะพยายามเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่สายตาที่สั่นไหวและน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความน้อยใจนั้นช่างชัดเจนเหลือเกินว่าเขากำลังเ็ปกับถ้อยคำของนางจนยากจะลบเลือน
“ข้าถึงถามเ้าอยู่นี่ไง... เหตุใดเ้าถึงต้องหลบหน้าข้าด้วย?”
เย่กู่อี้ยังคงอ้ำอึ้ง มิกล้าเอ่ยคำขอโทษออกไปตรงๆ เพราะทิฐิที่ค้ำคออยู่ส่วนหนึ่ง ทางด้านหลิวชิงที่เห็นว่านางรู้อยู่เต็มอกแต่กลับไม่ยอมเอ่ยปากถึงเื่ที่เกิดขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังจนไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไป
เขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ แววตาเ็าลงจนน่าใจหาย ก่อนจะขยับกายลอยผ่านนางไปอย่างช้าๆ ราวกับนางเป็เพียงต้นไม้ใบหญ้าหรืออากาศธาตุที่ไร้ตัวตน ทิ้งให้เย่กู่อี้ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศท่ามกลางความเงียบงันของราตรี
“เดี๋ยวก่อนหลิวชิง!” เย่กู่อี้เอ่ยรั้งเสียงหลงพลางทะยานร่างเข้าขวางหน้าเขาไว้เป็คราที่สอง คราวนี้แววตาของนางสั่นไหวไร้ซึ่งความถือตัวดังเช่นทุกที
“ข้ามาเพื่อขอโทษเ้า... เื่เมื่อกลางวันข้าใจร้อนเกินไปจริงๆ ที่เห็นเ้าลงมือรุนแรงกับผู้าุโสวีจนาเ็สาหัส ข้าวู่วามจนมิได้เปิดโอกาสให้เ้าได้อธิบายสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย... หลิวชิง เ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”
แม้จะได้ยินคำสารภาพผิดที่กลั่นออกมาจากใจจริงของเย่กู่อี้ แต่ความรู้สึกหน่วงหนักในอกของหลิวชิงก็มิอาจจางหายไปได้ในทันที
“ข้ายกโทษให้เ้า... เื่ที่ผ่านมาก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจอีกเลย”
หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่ายังคงแฝงความห่างเหิน เขาไม่แม้แต่จะสบตานางตรงๆ ก่อนจะเสริมขึ้น “ธุระของเ้าก็เสร็จสิ้นแล้ว กลับตำหนักของเ้าเสียเถิด การที่เ้าอยู่กับข้าสองต่อสองในยามวิกาลเช่นนี้ หากผู้ใดมาเห็นเข้ามันจะดูไม่งาม”
“สีหน้าและน้ำเสียงของเ้ายังดูขุ่นมัวมิคลายโกรธ แล้วจะให้ข้ากลับไปได้อย่างไร”
เย่กู่อี้เอ่ยสวนทันควัน แววตาของนางวูบไหวราวกับนึกถึงความหลังครั้งเก่าที่เคยผ่านมาด้วยกัน “อีกอย่าง ข้ากับเ้าก็เป็สหายร่วมรบที่ฝ่าฟันกันมานาน... ใครเล่าจะกล้าเอาเื่ไม่ดีไม่งามมาใส่ร้ายพวกเรา!”
หลิวชิงถอนหายใจเบาๆ อย่างหมดทางเลี่ยง “ตามใจเ้าเถิด... ข้าจะไปพักผ่อนที่ยอดเขาสูงที่ประจำของข้า ซึ่งลมแรงและอากาศหนาวเย็นนัก ร่างกายเ้าเพิ่งฟื้นจากอาการาเ็ยังไม่แข็งแรงดี หากต้องมาล้มป่วยเพราะตามข้าไป ก็อย่ามานึกโทษกันทีหลังล่ะ”