ฝนมาเยือนนครธรณีสามในคืนวันที่สอง
หยดน้ำฝนกระทบกระเื้ัคาของสาขาหลักตระกูลมู่เป็เสียงพรำสม่ำเสมอ กลิ่นดินชื้นและน้ำฝนสดปะปนกับกลิ่นหมึกและกระดาษที่ยังคงลอยอยู่ทั่วอาคาร ถนนข้างนอกที่เมื่อเย็นยังคึกคักบัดนี้เงียบเหงาลง มีแต่ร้านค้าที่ปิดแผงแล้วและม้าที่ผูกอยู่ใต้ชายคาหลบฝนเป็ครั้งคราว
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่ในห้องทำงานชั้นสามั้แ่ก่อนค่ำ หน้าตาเธอยังคงเรียบเฉยแต่แสงตาบ่งบอกถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ภายใน บนโต๊ะมะเกลือมีกระดาษสองแผ่นวางเรียงกัน แผ่นหนึ่งคือหนังสือเรียกประชุมสภาคณะผู้าุโตระกูลมู่ฉบับเร่งด่วนที่เธอออกไปใน่บ่าย อีกแผ่นคือหนังสือตอบรับที่มาถึงภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
คณะผู้าุโห้าคนตกลงจะประชุมในวันรุ่งขึ้น
แต่ก่อนที่หมึกบนกระดาษจะแห้งสนิท คนรับใช้คนหนึ่งก็นำจดหมายอีกฉบับขึ้นมาส่ง ตราประทับสีแดงเข้มบนซองคือตราของมู่ฉางหยวนโดยเฉพาะ
มู่รุ่ยเสวี่ยเปิดอ่านโดยไม่แสดงอาการ
ข้อความสั้นๆ เพียงสองบรรทัด
'น้องรุ่ยเสวี่ย ถ้าพี่พูดผิดก็ขอโทษ แต่ถ้าน้องยังดื้อรั้น อย่าโทษพี่ที่ต้องทำในสิ่งที่จำเป็ ขอให้น้องคิดให้ดีในคืนนี้'
นางพับจดหมายลงวางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย แล้วก็เรียกคนรับใช้ให้ส่งข้อความไปหาจ้าวหาน
จ้าวหานอ่านจดหมายสั้นๆ นั้นหนึ่งครั้งแล้วส่งคืนให้คนรับใช้
"บอกแม่นางมู่ว่าข้าเข้าใจแล้ว"
เขาปิดประตูห้องและเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังถนนที่ฝนกำลังชะล้างอยู่ ิัเหล็กไหลของเขาไม่รู้สึกถึงความเย็นของอากาศ แต่สัญชาตญาณนักรบที่ถูกเตาปฏิกรณ์ชีวภาพขยายความไวขึ้นหลายเท่าบอกเขาได้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในคืนนี้
[เ้านายครับ ผมตรวจพบสัญญาณความร้อนแปลกปลอมสองจุดบนหลังคาอาคารตรงข้ามถนน และอีกหนึ่งจุดในซอกตรอกด้านซ้าย พวกมันหยุดนิ่งมาเกือบชั่วโมงแล้ว ซึ่งปกติสัตว์หรือคนเดินดินธรรมดาจะไม่ทำแบบนั้น!]
'สามจุด ระดับไหน?'
[สองจุดบนหลังคา ก่อตั้งปราณขั้นแปดและเก้า อีกหนึ่งจุดในซอก... ครับเ้านาย นี่คือทองคำเขียวขั้นกลางครับ!]
จ้าวหานขยับมุมปาก มู่ฉางหยวนปรับกลยุทธ์เร็วกว่าที่คาด แทนที่จะรอให้ประชุมสภาแล้วต่อสู้ด้วยกฎเกณฑ์ เขาเลือกใช้ทางลัด
'ศูนย์ บอกข้าทันทีถ้ามีอะไรเคลื่อนไหว'
เขาไม่ได้กลับไปนอน แต่นั่งลงบนพื้นห้องข้างหน้าต่าง หลับตาฟังเสียงฝนและรอ
เสียงฝนเบาลงใน่เที่ยงคืน
[เคลื่อนไหวแล้วครับเ้านาย! สองจุดบนหลังคาเริ่มขยับมาทางอาคาร จุดในซอกเคลื่อนที่ขึ้นมาตามกำแพงด้านข้าง!]
จ้าวหานลืมตาขึ้น
เขาไม่รีบร้อน ยืนขึ้นช้าๆ กดรอยสักมิติที่แขนขวา
วาบบบบ!
ปืนมหาประลัยปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงกลไกเบาๆ เข็มนาโนเจาะเข้าไหล่ขวาอย่างคุ้นเคย แต่คราวนี้จ้าวหานไม่ได้เตรียมโหลดพลังงาน เขาแค่ถือมันไว้ในมือเหมือนไม้เท้า แล้วเดินออกไปที่ระเบียงข้างนอกอย่างเงียบๆ
ฝนปรอยเบาๆ กระทบิัเหล็กไหลและระเหยเป็ไอจางๆ ทันที เตาปฏิกรณ์ชีวภาพรักษาอุณหภูมิร่างกายได้สม่ำเสมอ
เขาไม่ต้องรอนาน
ฉวาดดดด!
ร่างสีดำสนิทพุ่งลงมาจากหลังคา้าด้วยความเร็วสูง มือของมันถือมีดสั้นเคลือบยาพิษสะท้อนแสงฝนเป็ประกายสีเขียวจางๆ
เคร้งงงงง!
มีดแทงเข้าที่ไหล่ซ้ายของจ้าวหาน ทว่าแทนที่จะฝังลึกลงในเนื้อ คมมีดกลับหยุดนิ่งที่ิัเหล็กไหลราวกับแทงเข้าในแผ่นเกราะเหล็กกล้าหนาหลายเิเ รอยขาวจางปรากฏขึ้นบนผิวของเขาแค่นั้น
นักฆ่าร่างสีดำแข็งค้างอยู่ครึ่งวินาที นั่นเป็ครึ่งวินาทีที่แพงเกินไป
จ้าวหานหมุนตัวคว้าข้อมือที่ถือมีดแล้วบิดออกด้วยแรงเพียงเสี้ยวหนึ่งของที่มีอยู่
กร๊อบบบ!
เสียงกระดูกข้อมือร้าวดังออกมาชัดเจนกลางเสียงฝน นักฆ่าคนแรกปล่อยเสียงร้องแหลมออกมาก่อนจะถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกกับราวระเบียง
ตูมมม!
ราวระเบียงแตกร้าวจากแรงกระแทก นักฆ่าร่วงลงไปชั้นล่างพร้อมกับไม้ราวที่หักสะบั้น
คนที่สองบนหลังคาไม่รอช้า เขาใช้วิชาตัวเบาลงมาจากมุมอีกด้านพร้อมกับปล่อยพลังปราณสีส้มออกมาห่อหุ้มร่าง เขาพุ่งเข้าหาจ้าวหานด้วยท่าหมัดที่เต็มไปด้วยพลังปราณระดับก่อตั้งปราณขั้นเก้า
ป้านงงงงง!
หมัดปราณกระแทกเข้าที่หน้าอกของจ้าวหานอย่างจัง แรงกระแทกทำให้เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่นั่นทั้งหมดที่หมัดระดับนี้ทำได้กับกายาเหล็กไหลขั้นกลาง
"หน้าอกของเ้าทำจากอะไรกัน!" นักฆ่าคนที่สองะโเสียงแหบ
"เหล็กไหล" จ้าวหานตอบแห้งๆ แล้วใช้มืออีกข้างกดลงบนไหล่ของอีกฝ่ายด้วยน้ำหนักเต็มๆ
ตูมมมมม!
น้ำหนักมวลสารระดับเหล็กไหลกดทับลงบนกระดูกไหล่ของนักฆ่า เขาทรุดคุกเข่าลงบนพื้นระเบียงทันที กายาปราณระดับก่อตั้งปราณขั้นเก้าไม่มีทางรับภาระน้ำหนักที่หนักกว่าปกติหลายสิบเท่าได้ เขาสลบไปพร้อมกับเสียงกระดูกไหล่บีบตัว
สองศัตรูในสิบวินาที
จ้าวหานหันไปมองทางด้านกำแพงข้างอาคาร
[เป้าหมายที่สาม ทองคำเขียวขั้นกลาง กำลังไต่ขึ้นมาทางกำแพงด้านขวา ระยะห่างสิบห้าเมตรครับเ้านาย!]
เขาไม่รอให้ศัตรูขึ้นมาถึงระเบียง แต่เดินไปที่ขอบระเบียง มองลงไปยังกำแพงที่เปียกฝน
ร่างในชุดมืดที่กำลังไต่ขึ้นมาด้วยวิชาตัวเบาหยุดชะงักเมื่อเห็นจ้าวหานยืนรออยู่บนระเบียง ทั้งสองจ้องสบตากันครู่หนึ่ง แสงฝนและความมืดในคืนนั้นพอจะมองเห็นใบหน้าของนักฆ่าระดับทองคำเขียวได้บ้าง เป็หญิงอายุสามสิบต้นๆ ใบหน้าเหลี่ยมมุมและคมบึ้ง รอยสักรูปงูพันกระบี่บนคอบ่งบอกถึงสังกัดของเธอ
[สมาคมมือสังหาร 'งูเงี้ยวเขี้ยวหัก' ครับเ้านาย หนึ่งในกลุ่มรับจ้างสังหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสามอาณาจักร!]
"ท่านผู้ว่าจ้างจ่ายมาเท่าไหร่?" จ้าวหานถามลงไปอย่างตรงๆ
หญิงนั้นไม่ตอบ เธอดึงกระบี่สั้นสองเล่มออกจากฝักที่แนบอยู่กับต้นขาและพุ่งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฉวาดดดดด!
สองกระบี่ฟาดออกมาพร้อมกันในมุมที่ไขว้กัน หมายจะตัดที่ลำคอจากสองข้าง เป็ท่าฆ่าที่ฝึกมาเพื่อเป้าหมายที่สวมเกราะหนัก
เคลั้งงงงง! เคลั้งงงง!
ใบกระบี่สองเล่มกระทบกับิัเหล็กไหลที่ลำคอของจ้าวหานพร้อมกัน ประกายไฟแลบออกมาทั้งสองข้าง คมกระบี่เกรดปฐีชั้นดีทิ้งรอยขาวจางไว้บนผิวคอของเขาและนั่นทั้งหมด
หญิงนั้นตาโต
"เป็ไปไม่ได้..." เธอพึมพำ
"ข้าบอกแล้วว่าเหล็กไหล" จ้าวหานพูดซ้ำ แล้วยกปืนมหาประลัยขึ้นชี้ตรงไปที่เธอ
วิ้งงงงง!
แสงสีฟ้าจางะเิออกมาจากตัวปืนเป็บาเรีย Blue Ripple บาง สัญญาณแห่งการโหลดพลังงานเริ่มต้นขึ้น ปากกระบอกปืนยังไม่แยกออก แต่กระแสพลังงานที่ไหลออกมาจากมันทำให้อากาศรอบๆ ปลายกระบอกสั่นะเืเป็ระลอกคลื่น
"ข้าถามอีกครั้ง ท่านผู้ว่าจ้างจ่ายเท่าไหร่?"
หญิงนักฆ่าจ้องมองปืนสีดำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ในสายตาของเธอมีบางสิ่งที่นักฆ่าผู้มีประสบการณ์ไม่ควรจะมีปรากฏขึ้นมา นั่นคือความไม่แน่ใจ
"สองแสนหินปราณระดับกลาง" เธอตอบในที่สุด
"มู่ฉางหยวนว่าจ้าง?"
"ข้าไม่รู้จักชื่อผู้ว่าจ้าง เราทำงานผ่านตัวแทน"
[เธอไม่ได้โกหกครับเ้านาย อัตราการเต้นหัวใจและความดันโลหิตปกติ!]
จ้าวหานลดปืนลงช้าๆ "กลับไปบอกตัวแทนของท่านว่า ค่าจ้างสองแสนนั้นน้อยเกินไปสำหรับงานนี้ และให้ส่งคืนค่ามัดจำทั้งหมดไป เพราะงานนี้ทำไม่สำเร็จ"
หญิงนั้นเงียบอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้าข้าทำตามนั้น สมาคมจะสูญเสียชื่อเสียง"
"ชื่อเสียงหรือชีวิต ท่านเลือกเอง"
อีกสามวินาทีผ่านไป แล้วหญิงนักฆ่าก็โดดตัวลงไปบนถนนด้านล่าง หายไปในความมืดและสายฝนอย่างรวดเร็ว
จ้าวหานมองตามจนแน่ใจว่าเธอไปจริงแล้ว ก่อนจะหันกลับเข้าไปในอาคาร
เสียงปลุกสาขาหลักตระกูลมู่ดังขึ้นเมื่อทหารเฝ้ายามพบนักฆ่าสองคนที่หมดสติอยู่บนพื้นและราวระเบียงที่หักสะบั้น เว่ยกังวิ่งมาถึงภายในเวลาไม่ถึงห้านาที พร้อมกับทหารคุ้มกันอีกสิบคนที่ถืออาวุธพร้อมรบ
จ้าวหานนั่งอยู่บนขั้นบันไดชั้นสองกำลังกินขนมปังแผ่นหนาที่หยิบมาจากครัว
"ท่านจัดการแล้วหรือ?" เว่ยกังมองดูสภาพนักฆ่าสองคนที่ถูกมัดด้วยเชือกหนา
"สองคน หมดสติ อีกคนหนึ่งหนีไปแล้ว" จ้าวหานตอบระหว่างเคี้ยว "คนที่หนีน่าจะเป็มือสังหารระดับสูงสุดของกลุ่ม ข้าปล่อยให้เธอไปเพื่อส่งข้อความ"
เว่ยกังมองนักฆ่าสองคนที่สลบอยู่ สายตาของเขาสะดุดที่ตราสักรูปงูพันกระบี่ "งูเงี้ยวเขี้ยวหัก... ผู้ว่าจ้างทุ่มทุนมากทีเดียว"
"มู่ฉางหยวนเตรียมการมาปีหนึ่ง" จ้าวหานพูดเรียบๆ "ข้าคาดว่าคืนนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย"
เว่ยกังพยักหน้า ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทหารเพิ่มการเฝ้ายามทันที
มู่รุ่ยเสวี่ยที่ลงมาชั้นล่างพร้อมกับชุดคลุมที่สวมรีบกำลังสำรวจสถานการณ์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย "มีาเ็ไหม?"
"ไม่มี" จ้าวหานตอบ
นางมองมาที่เขาสักครู่ สายตาของเธอเลื่อนไปที่รอยขาวจางๆ บนลำคอที่กระบี่ทิ้งไว้ "นั่นคือ...?"
"รอยขีดข่วน หายในสิบนาที" จ้าวหานตอบก่อนที่เธอจะถามจบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนหยุดและท้องฟ้าปรากฏสีเทาอมฟ้าของเช้าหลังฝน อากาศสะอาดและเย็นสบาย ถนนที่เปียกแฉะสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าเป็ประกายวูบไหว
ห้องประชุมชั้นสามของสาขาหลักถูกจัดเตรียมไว้ั้แ่เช้าตรู่ โต๊ะมะเกลือยาวตั้งอยู่กลางห้อง มีเก้าอี้เรียงรายสองข้าง แต่ละที่นั่งมีป้ายชื่อตำแหน่งวางอยู่
สภาคณะผู้าุโตระกูลมู่ ประกอบด้วยสมาชิกห้าคน ได้แก่ ผู้าุโใหญ่สองคน ผู้าุโรองสามคน รวมถึงมู่ฉางหยวนที่เป็ผู้าุโรองอันดับหนึ่ง และที่นั่งว่างหนึ่งตัวซึ่งเป็ของมู่รุ่ยเสวี่ยในฐานะทายาทที่ท่านผู้นำตระกูลระบุชื่อไว้
คณะผู้าุโทยอยเดินทางมาถึงั้แ่ก่อนสายอ่อนๆ
ผู้าุโใหญ่คนแรกคือ 'มู่เทียนซัน' ชายวัยเจ็ดสิบที่ผมขาวสะอาด เขาเดินด้วยท่วงท่าสุภาพแต่ทุกก้าวแสดงถึงความมั่นใจที่สะสมมาตลอดชีวิต พลังปราณระดับทองคำเขียวขั้นปลายที่เขาปิดบังไว้อย่างดียังคงรั่วออกมาเล็กน้อยให้รู้สึกได้
ผู้าุโใหญ่คนที่สองคือ 'มู่เซียงหยู' หญิงวัยหกสิบห้าที่ดูอ่อนกว่าวัย เธอเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่บอกว่าคิดอะไรอยู่
ผู้าุโรองสองคนที่เหลือมาพร้อมกัน ต่างเดินตามหลังมู่เทียนซันอย่างสุภาพ
คนสุดท้ายที่มาถึงคือมู่ฉางหยวน
เขาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่สงบกว่าที่จ้าวหานเคยเห็น ชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มสะอาดหมดจด ไม่มีร่องรอยของความวุ่นวายในคืนที่ผ่านมาแม้แต่น้อย เมื่อสายตาของเขาผ่านไปที่จ้าวหานที่ยืนอยู่ข้างผนังเป็ผู้คุ้มกัน ทั้งสองมองสบตากันชั่วครู่ก่อนที่เขาจะนั่งลงที่ที่นั่งของตัวเอง
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะด้านหนึ่ง ท่าทีของเธอสงบแต่มั่นคง
"เรียกประชุมในวันนี้เพราะมีเื่สำคัญสองประการ" นางเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน "ประการแรกคือการชี้แจงสถานะของข้าในฐานะทายาทที่ท่านพ่อระบุชื่อไว้ และประการที่สองคือเื่ความผิดปกติในบัญชีของสมาคม"
มู่เทียนซันหยิบถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ "ทั้งสองประการนั้นสำคัญแน่นอน แต่ข้าอยากจะได้ยินจากทั้งสองฝ่ายก่อน" เขามองไปยังมู่ฉางหยวน "ฉางหยวน ท่านมีอะไร้าชี้แจงหรือไม่?"
มู่ฉางหยวนวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย "ข้ามีครับ ท่านผู้าุโเทียนซัน..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและชัดเจน "สิ่งที่น้องรุ่ยเสวี่ยเรียกว่า 'ความผิดปกติในบัญชี' นั้นเป็การตีความที่ผิดพลาด การโอนเงินเ่าั้เป็ส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะยาวที่ข้าดำเนินการในฐานะผู้ดูแลสมาคม่ที่ท่านพ่อป่วยหนัก ข้าสามารถแสดงเอกสารยืนยันได้"
มู่รุ่ยเสวี่ยวางสมุดบัญชีแดงลงกลางโต๊ะ "เอกสารที่ท่านพี่เตรียมมาอาจจะเป็จริง แต่เอกสารฉบับนี้คือสำเนาที่ต้วนหยางเก็บไว้เอง ซึ่งแตกต่างจากเอกสารที่ท่านพี่น่าจะนำมาแสดงอย่างมีนัยสำคัญ"
ความเงียบตึงเครียดระยิบขึ้นชั่วขณะ
มู่ฉางหยวนไม่แสดงอาการใ แต่จ้าวหานที่ยืนมองจากมุมห้องสังเกตเห็นว่านิ้วมือของเขากดลงบนขอบโต๊ะแน่นขึ้นเล็กน้อย
มู่เซียงหยูวางถ้วยชาลง "ต้วนหยางพร้อมจะให้การต่อสภาหรือเปล่า?"
"พร้อมครับ" มู่เฉิงที่นั่งอยู่ข้างๆ มู่รุ่ยเสวี่ยตอบแทน
การประชุมดำเนินต่อไปนานสองชั่วโมง เอกสาร หลักฐาน และคำให้การของต้วนหยางถูกนำเสนอออกมาทีละชิ้น มู่ฉางหยวนโต้แย้งบางส่วนได้อย่างมีเหตุผล แต่หลักฐานที่มู่รุ่ยเสวี่ยเตรียมมานั้นหนักแน่นกว่า
จ้าวหานยืนอยู่ตลอดสองชั่วโมงโดยไม่ขยับ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพรักษาพลังงานให้คงที่ ปืนมหาประลัยอยู่ในมิติส่วนตัว แต่รอยสักมิติที่แขนขวาอุ่นขึ้นเล็กน้อยเป็ระยะๆ บอกว่าระบบพร้อมทำงานทุกขณะ
[เ้านายครับ ตรวจพบสัญญาณพลังปราณแปลกปลอมหกจุดรอบอาคาร ไม่ได้เข้ามาในตึก แต่กำลังรออยู่ข้างนอก น่าจะเป็กำลังสำรองของมู่ฉางหยวน!]
'ข้าเห็นแล้ว ยังไม่ต้องทำอะไร'
ในที่สุดมู่เทียนซันวางถ้วยชาลงเป็ครั้งสุดท้าย "สภาจะพักเพื่อพิจารณา ผลจะแจ้งให้ทราบก่อนค่ำ"
ระหว่างการพักสภา จ้าวหานออกมายืนที่ระเบียงหน้าอาคาร อากาศยังเย็นสบายหลังฝน กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นตลาดสมุนไพรยามเช้าที่เริ่มคึกคักอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าเบาๆ เข้ามาข้างหลัง
"ท่านไม่เครียดเลยหรือคะ?" เสียงของมู่รุ่ยเสวี่ยดังขึ้น
"ข้าไม่ได้อยู่ในที่ประชุม" จ้าวหานตอบ "ข้าแค่คอยดูให้มั่นใจว่าไม่มีใครทำอะไรนอกกรอบ"
นางมาหยุดยืนข้างๆ เขา มองออกไปยังถนนที่คึกคักเบื้องล่าง "ท่านพี่รู้ว่าหลักฐานพวกนั้นจะทำลายเขา แต่เขาก็ยังมาประชุมอย่างสงบ..."
"เพราะเขายังมีไพ่ในมือ" จ้าวหานพูดตรงๆ "กำลังสำรองหกคนรออยู่รอบอาคาร ถ้าสภาตัดสินผิดใจเขา เขาอาจจะเลือกทางอื่น"
มู่รุ่ยเสวี่ยหยุดนิ่ง "ท่านรู้แล้ว?"
"ั้แ่ก่อนเข้าประชุม"
"แล้วทำไมถึงไม่บอก?"
"เพราะถ้าบอก การประชุมจะไม่เกิดขึ้น" จ้าวหานหันมามองนาง "แม่นางมู่้าชนะในสนามของตระกูล ไม่ใช่ชนะเพราะข้าไล่พี่ชายของท่านออกไปด้วยกำลัง ถูกไหม?"
นางมองเขาอยู่นาน แล้วก็พยักหน้าเบาๆ "ถูกต้อง"
"งั้นก็ปล่อยให้กระบวนการมันทำงาน ส่วนเื่กำลังสำรองรอบอาคาร ข้าดูแลอยู่"
มู่รุ่ยเสวี่ยหายใจออกยาว "ท่านมักจะเห็นทุกอย่างล่วงหน้าเสมอ..."
"ข้าแค่สังเกต" จ้าวหานยักไหล่ "ในโลกที่ข้ามา มีคำพูดที่ข้าชอบมากประโยคหนึ่ง"
"คำพูดอะไรคะ?"
"ถ้าอยากรู้ว่าคนมีจุดยืนอยู่ที่ไหน อย่าฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ"
มู่รุ่ยเสวี่ยพิจารณาคำพูดนั้นอยู่ครู่ "มู่ฉางหยวนพูดว่ารักข้าและห่วงใยตระกูล แต่สิ่งที่เขาทำ..."
"บอกทุกอย่าง" จ้าวหานพูดจบให้
ผลการประชุมสภาประกาศออกมาใน่บ่ายสอง
มู่เทียนซันอ่านคำตัดสินด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ คณะผู้าุโมีมติสี่ต่อหนึ่งให้ตรวจสอบบัญชีพิเศษอย่างเป็ทางการ และระงับอำนาจของมู่ฉางหยวนในตำแหน่งผู้าุโรองอันดับหนึ่งเป็การชั่วคราวจนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ
มู่ฉางหยวนรับฟังคำตัดสินโดยไม่แสดงสีหน้า เขานั่งนิ่งอยู่ที่ที่นั่งของตัวเองจนคนอื่นๆ ทยอยลุกออกไปจนเหลือเพียงเขาและมู่รุ่ยเสวี่ยในห้อง
"น้องพอใจแล้วหรือ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเงียบสงบ
"ข้าไม่ได้้าให้ท่านพี่ล้มลง" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบ "ข้า้าให้ตระกูลมู่ยืนอยู่ได้ด้วยความถูกต้อง ถ้าท่านพี่ร่วมมือกับการตรวจสอบและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ข้าจะสนับสนุนให้ท่านยังคงมีตำแหน่งในตระกูล"
มู่ฉางหยวนยิ้มเล็กๆ ที่ไม่อาจบอกได้ว่าหมายความว่าอะไร แล้วก็ลุกขึ้น
"น้องได้รับการสนับสนุนที่ดีมาก..." เขาพูดขณะเดินออกไปทางประตู แล้วหยุดชั่วขณะโดยไม่หัน "คนที่คุ้มครองน้องอยู่นั้น ถ้าพี่เสนอตำแหน่งและทรัพย์สิน เขาจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า?"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองไปที่จ้าวหานที่ยืนอยู่ข้างประตู
จ้าวหานตอบแทนเลยโดยไม่รอ "ไม่"
มู่ฉางหยวนพยักหน้าช้าๆ แล้วก็เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก
เย็นวันนั้นหลังจากที่สถานการณ์คลี่คลายลง จ้าวหานออกไปเดินในตลาดสมุนไพรคนเดียว ซื้อเนื้อตากแห้งระดับสามสามถุงและขนมปังงาดำสิบแผ่น เตาปฏิกรณ์ชีวภาพส่งสัญญาณตอบรับอย่างพึงพอใจ
ขณะที่เดินกลับมายังอาคาร เขาผ่านร้านขายของเก่าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในตรอกซอยหลัง แผงสินค้าหน้าร้านมีของเก่าเรียงรายอยู่มากมาย รูปสลัก ภาชนะโลหะ และหนังสือเก่า แต่สิ่งที่ทำให้จ้าวหานหยุดชะงักคือชิ้นหนึ่งในมุมที่ดูไม่โดดเด่น
แผ่นโลหะสีเทาขนาดฝ่ามือ บนผิวหน้ามีลวดลายที่ดูคล้ายกับอักขระโบราณบนแขนของเขา
[เ้านายครับ! ผมตรวจพบคลื่นพลังงานจากวัตถุนั้น มันคล้ายกันมากกับอักขระที่กล่องมรดกบรรพชนฝากไว้ในระบบประสาทของคุณ!]
จ้าวหานก้าวเข้าไปในร้านช้าๆ
เ้าของร้านเป็ชายแก่ผมขาวโพลนที่เกือบจะหลับอยู่บนเก้าอี้ เขาลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินฝีเท้าหนักแน่นของจ้าวหาน
"แผ่นโลหะชิ้นนั้น..." จ้าวหานชี้ไป "มันคืออะไร?"
ชายแก่มองตามนิ้วของจ้าวหาน แล้วก็แสดงอาการแปลกใจเล็กน้อย "อ๋อ ชิ้นนั้นน่ะ... ข้าหาคนซื้อมานานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร คนที่นำมาขายบอกแค่ว่าขุดขึ้นมาจากซากอาคารเก่าในทะเลทรายทางตะวันออก"
"ราคาเท่าไหร่?"
"แค่ห้าหินปราณระดับต่ำครับ" ชายแก่ตอบ "มันคงไม่ค่อยมีค่าอะไรมากนัก ข้าเก็บไว้นานแล้ว"
จ้าวหานหยิบหินปราณระดับต่ำห้าก้อนออกมาวางบนฝ่ามือของชายแก่ แล้วหยิบแผ่นโลหะขึ้นมา ทันทีที่นิ้วมือัักับผิวโลหะ
[เ้านายครับ! คลื่นพลังงานตรงกับอักขระที่ฝังอยู่ในระบบประสาทของคุณ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมกำลังพยายามถอดรหัสอยู่!]
แผ่นโลหะอุ่นขึ้นเล็กน้อยในมือของเขา แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
จ้าวหานเก็บมันใส่ถุงเดียวกับเนื้อตากแห้งแล้วเดินออกมาจากร้าน
[การถอดรหัสยังไม่สมบูรณ์ครับเ้านาย แต่ผมเชื่อว่าแผ่นโลหะนี้คือส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านี้มาก และการที่คุณพบมันที่นี่อาจไม่ใช่เื่บังเอิญ!]
จ้าวหานมองดูถุงในมือแล้วก็เดินกลับสู่สาขาหลักของตระกูลมู่ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน
ในนครธรณีสาม สายธารของเื่ราวกำลังไหลมากันในจุดที่เขายังไม่อาจมองเห็นได้อย่างครบถ้วน และในคืนนี้ สิ่งที่เขา้ามากที่สุดยังคงเหมือนเดิม
อาหาร และเวลาสมาธิ